โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ท่านพ่อ… ข้าคือบุตรสาวของท่าน

นิยาย Dek-D

อัพเดต 27 พ.ค. 2568 เวลา 08.28 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2567 เวลา 09.42 น. • SnailW
เฉิงเข่อซิง เติบโตมาท่ามกลางการเลี้ยงดูของครอบครัวมารดา นางจึงตัดสินใจครั้งใหญ่ในวัยแปดขวบ เดินทางไกลเพื่อมาพบหน้าบิดาสักครั้ง…

ข้อมูลเบื้องต้น

เฉิงเข่อซิง เติบโตมาในครอบครัวของฝ่ายมารดา เธอถูกเลี้ยงดูโดยมารดาและท่านลุงท่านน้าทั้งหลายเป็นคนคอยเลี้ยงดูและสั่งสอน เธอเคยถามถึงพ่อผู้ให้กำเนิดของตนเองจากมารดาครั้งหนึ่ง จนสามารถล่วงรู้ว่าบิดาของตนเองคือใครและอยู่ที่ใด นางจึงตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า จะเดินทางไปพบหน้าบิดาของตนเองสักครั้ง!!!

เฉิงเข่อซิง (อายุ8ขวบ)

เฉิงป๋อเหวิน (อายุ30)

บิดาของเฉิงเข่อซิง ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ แห่งแคว้นชาง

เนี่ยหงเหยา/เยว่ซิน อายุ29

มารดาของเฉิงเข่อซิง

หนีออกจากบ้าน1

ตอนที่ 1

ยามอิ๋น (03.00น.-04.59น.) หุบเขาหมื่นบุปผา

เงาร่างเล็กๆสะพายถุงผ้าขนาดใหญ่เกือบเท่าตัว ค่อยๆเปิดประตูเรือนของตนเองออกมาอย่างเงียบเชียบ เพื่อไม่ให้ผู้คนที่อยู่ภายในเรือนอื่นๆได้ยิน ดวงตากลมโตกว้างราวกับลูกกวางน้อย ค่อยๆใช้สายตาที่เฉียบแหลมของนางสอดส่องมองไปรอบๆเพื่อตรวจสอบว่าจะมีคนตื่นขึ้นมาพบเห็นนางหรือไม่

เมื่อเห็นว่าทางสะดวกร่างเล็กป้อม ก็รีบหอบถุงผ้าสัมภาระของตนเองเผ่นที่ไปประตูทางออกทันที

แอ๊ดดด ตึงง

ร่างเล็กถอนหายใจเบาเมื่อปิดประตูจวนได้สนิท ตลอดหลายวันที่ผ่านมา นางมาสำรวจเส้นทางออกจากเรือนแล้วหลายครั้ง เมื่อคิดว่าวันนี้เป็นคืนเดือนดับ นางจึงใช้โอกาสนี้แอบออกมา

สกุลเนี่ย

เด็กสาวเงยหน้ามองป้ายด้านบนที่แขวนเอาไว้ที่ด้านหน้าประตูด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ตั้งแต่จำความได้ นางไม่เคยห่างจากที่นี่เลยสักครั้ง ครั้นเมื่อนึกได้ดังนั้น ดวงตาทั้งสองข้างของนางก็เอ่อนองไปด้วยน้ำตา

นางคุกเข่าลงที่พื้นพร้อมคำนับแบบเต็มพิธีสามครั้งก่อนกล่าวด้วยเสียงเบา

“ท่านแม่ เมื่อข้าได้พบหน้าท่านพ่อแล้ว ข้าจะรีบกลับมา” น้ำเสียงที่กล่าวออกมาจริงจังกว่าทุกครั้ง

เฉิงเข่อซิงใช้มือเล็กๆทั้งสองข้างของตนเองปาดน้ำตาที่ไหลนองเต็มใบหน้า ก่อนจะตัดสินใจแน่วแน่และเดินจากที่ที่นางเรียกว่าบ้านไป ตามความต้องการของตนเอง

เพียงพ้นหลังเงาร่างของเด็กสาว ผู้คนที่อยู่ด้านหลังประตูบานนั้นก็ได้เดินออกมาจากเงามืดมองการจากไปของเด็กสาวด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใย

“เจ้าแน่ใจแล้วหรือ ว่าต้องการให้นางไปพบกับคนผู้นั้น?” ชายที่สวมชุดของเจ้าบ้านถามน้องสาวของตนเองที่อยู่ด้านข้าง

“ห้ามแล้วนางจะเชื่อฟังหรือ?ท่านเองก็เลี้ยงนางมากับมือ ยังไม่รู้นิสัยของนางอย่างนั้นหรือ?” มีแม่คนใดบ้างที่ไม่ห่วงใยบุตรสาว แต่เมื่อลูกสาวของนางต้องการเช่นนั้น นางจะทำอย่างไรได้

เนี่ยหงเฉินที่ได้ยินเช่นนั้นทำได้เพียงถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ เขารู้นิสัยนี้ของหลานสาวดีที่สุด นิสัยดื้อรั้นของนาง เป็นเพราะพวกเขาเลี้ยงดูตามใจนางจนเคยชิน

เป๊าะ

เนี่ยหงเฉินเพียงดีดนิ้วหนึ่งครั้ง เงาดำนับสิบก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังทันที

“ตามคุ้มครองนางอยู่ห่างๆ หากไม่อันตรายถึงชีวิตไม่ต้องเผยตัว ให้คนส่งข่าวไปถึงอาวุโสทั้งสี่ ว่าเฉิงเข่อซิงกำลังเดินทางไปที่แคว้นชางแล้ว”

“ขอรับ”

พรึ่บ

เพียงรับคำสั่ง เงาดำที่กำลังคุกเข่าอยู่เมื่อครู่ก็แยกย้ายตัวออกไปทันที หากภายนอกรู้เรื่องการเคลื่อนไหวนี้ ยุทธภพอาจแตกตื่นอย่างแน่นอน

…………….

ร่างเล็กๆค่อยๆแบกถุงสัมภาระของตนเองลงมาตามเส้นทางลงจากภูเขา แต่มาได้เพียงครึ่งทาง นางก็รู้สึกว่า ของที่นางพกมานั้น หนักหนากว่าที่คิดเอาไว้

“อ่าา ว่าจะเดินทางพ้นจากเขตป่านี้ ข้าจะต้องหลังหักแน่ๆเลย” ร่างเล็กๆบ่นอุบ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ พร้อมกับนอนแผ่หลาอย่างหมดแรง

ตอนนี้หัวสมองเล็กๆกำลังใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว นางคิดว่า การที่ตนเองเดินเท้ามาเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว แต่ก็ยังไม่พ้นเขตหุบเขาหมื่นบุปผานี้ นั่นก็เป็นเพราะห่อสัมภาระที่นางพกมาด้วยอย่างแน่นอน

เมื่อคิดได้ดังนั้นร่างเล็กๆจึงหันกลับไปมองห่อผ้าห่อใหญ่ที่ตนเองแบกมาด้วยพร้อมตัดสินใจว่า นางควรเอาของที่ไม่จำเป็นออกอีกสักหน่อย แม้ว่าก่อนหน้านี้ นางจะคิดมาดีแล้วว่าทุกอย่างที่อยู่ในห่อผ้าจะเป็นของที่จำเป็นแล้ว แต่นางก็ไม่สามารถแบกของห่อใหญ่ๆนี้ไปตลอดทั้งเส้นทางได้ด้วยแน่

เฉิงเข่อซิงแกะห่อผ้าและหยิบของที่อยู่ด้านในออกมาพิจารณาดูทีละชิ้น

ลูกหนัง

นางพกลูกหนังมาด้วยเผื่อเอาไว้เล่นระหว่างทางแก้เบื่อ แต่ดูจากตอนนี้แล้ว นางเหนื่อยเกินไปที่จะอยากเล่นมันเสียแล้ว เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉิงเข่อซิงจึงหยิบมันออกและวางไว้ที่ด้านข้าง

หุ่นกระบอก

ของชิ้นนี้เป็นของเล่นที่ท่านลุงจินซื้อมาให้ นางยังไม่ได้เล่นจึงหยิบติดมือมาด้วย

ลูกกวาด

อันนี้จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากนางเดินทางเหนื่อยๆนางก็สามารถเอาลูกกวาดออกมาทานเล่นระหว่างทางได้

เฉิงเข่อซิงหยิบนู้นนั่นนี้ออกมายกใหญ่ จนในที่สุดนางก็เลือกที่จะทิ้งของเล่นทั้งหมดไว้ เสื้อผ้าบางส่วน ทำให้ในห่อผ้าตอนนี้นางเหลือชุดเอาไว้เปลี่ยนเพียงสองชุด ที่เหลือเป็นขนมและอาหารแห้งที่สามารถเก็บไว้ได้หลายวัน

แต่เมื่อหันกลับไปมองของเล่นทั้งหลายของตนเองที่กองอยู่ ความเสียดายก็ย่อมมีมากกว่า นางจึงหยิบของเล่นทั้งหมดไปซ่อนไว้ที่โพรงไม้ด้านหลัง และใช้ใบไม้ที่อยู่บริเวณนั้นกลบฝังพวกมันเอาไว้

“เรียบร้อย เพียงเท่านี้ก็ไม่มีใครมาขโมยของข้าแล้ว”

เฉิงเข่อซิงมองผลงานตนเองอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหยิบถุงสัมภาระที่เหลือแล้วเดินจากไปด้วยท่าทางอารมณ์ดี

พรึ่บ

องค์รักษ์เงาสองคนปรากฏตัวหลังจากร่างเล็กจากไป พร้อมมองไปที่ผลงานของคุณหนูตัวเองด้วยสายตายากจะคาดเดา ก่อนจะรีบเก็บของเล่นเหล่านั้นไป

ทุกคนในจวนต่างรู้กันดีว่า คุณหนูเสี่ยวซิงนั้นรักและห่วงของเล่นตนเองมากแค่ไหน หากของเล่นเหล่านี้บุบสลายหายไป ผู้คนในจวนได้เดือดร้อนแน่ๆ!!!

ในขณะที่พวกเขากำลังร้อนใจ แต่ร่างเล็กที่เดินลงจากภูเขามาไม่ได้รู้สึกร้อนใจเลยสักนิด นางเพียงเดินตามเส้นทางไปเรื่อยๆ หากเหนื่อยก็แค่หยุดพักและนั่งกินขนมที่ตนเองพกมาด้วย

แต่เดินมาเกือบทั้งวัน ก็ทำเอาขาป้อมๆของตนเองเริ่มล้ามากขึ้น ความเร็วในการเดินทางก็ช้าลงเป็นอย่างมาก

“เฮ้อ คิดว่าจะเดินเข้าเมืองได้ก่อนตะวันตกดินเสียอีก อย่างนี้ก็คงต้องนอนในป่าไปก่อนสินะ”

คืนนี้นางคงต้องพักแรมอยู่ที่นี่อย่างช่วยไม่ได้เสียแล้ว เมื่อคิดได้ดังนั้น ร่างเล็กๆก็เริ่มมองหาที่ทางที่ตนเองจะใช้นอนได้ในคืนนี้

ก่อนนางจะเลือกที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เฉิงเข่อซิงค่อยเดินหากิ่งไม้แห้งบริเวณนั้น มาใช้เป็นฟืนในการก่อไฟเพื่อไล่สัตว์และแมลง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางจะต้องนอนในป่าเขาเช่นนี้ เพราะตั้งแต่นางจำความได้ พวกท่านลุงและท่านน้าก็ต่างสอนนางให้ใช้ชีวิตรอดในป่าเช่นนี้แล้ว นางจึงไม่ได้กังวลมากนัก

ทันทีที่ร่างเล็กใช้หินไฟก่อไฟเสร็จ นางก็หยิบห่อขาวเล็กๆห่อหนึ่งออกมา จากนั้นก็สาดผงที่อยู่ด้านในไปใส่กองไฟที่ติดอยู่ เกิดเป็นควันสีฟ้าอ่อนกระจายไปทั่วบริเวณ ก่อนจะจางหายไป

สิ่งนี้คือผงไล่สัตว์ที่ท่านน้าฉีเย่าเป็นคนปรุงขึ้น เอาไว้ใช้ในยามเข้าป่าหาสมุนไพรเพื่อป้องกันสัตว์มีพิษและสัตว์ใหญ่ ไม่ให้เข้ามาใกล้บริเวณนี้

เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ร่างเล็กๆที่เดินทางเหนื่อยมาทั้งวันก็ล้มตัวนอนทันที เพียงไม่นานลมหายใจก็สม่ำเสมอ

ยามโฉ่ว (01.00น.-02.59น.)

เสียงการเคลื่อนไหวบางอย่างกำลังมุ่งหน้ามาที่ร่างเล็กๆ ที่กำลังนอนอยู่ ทำให้เหล่าองครักษ์เงาทั้งหลายที่ถูกฝึกมา ตื่นตัวทันที

เงาดำกว่าสิบคนพุ่งตัวออกมาจากที่ต่างๆ พร้อมกับกระจายตัวรอบๆร่างเล็กเอาไว้พื่อระวังภัย

พรึบ!!

“ข้าเอง” น้ำเสียงนุ่มลึกมีมนต์เสน่ห์บางอย่างดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของอีกฝ่าย

ใบหน้าคมสันผิวขาวแม้แต่มีเพียงแสงไฟจากกองไฟเล็ก ก็สามารถเห็นได้ชัด เส้นผมสีเงินที่ปรากฏทำให้เหล่าเงาดำหลบถอยออกพร้อมทำความเคารพอีกฝ่าย

“คารวะ ท่านอาวุโส”

เนี่ยฉีเย่ายกมือขึ้นส่งสัญญาณให้พวกเขาถอยออกไป ส่วนตัวเขาเดินมายังร่างเล็กที่กำลังนอนหลับไม่รู้เรื่องใดๆอยู่ เขาจ้องมองใบหน้าหลานสาว สายตาที่มักเย็นชาอยู่ตลอดเวลาพลันเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนอย่างหาได้ยาก

“เจ้าเด็กดื้อ ตัวเท่านี้ก็หัดหนีออกจากบ้านเสียแล้ว”

แม้จะเป็นคำพูดที่ตำหนิอีกฝ่าย แต่น้ำเสียงที่ทุกคนได้ยินนั้น กลับรู้สึกว่าไม่ได้มีแววตำหนิเลยแม้แต่น้อย และคล้ายจะมีแววภาคภูมิใจเสียอีก

“อื้อ”

ร่างเล็กๆที่นอนนิ่งอยู่เมื่อครู่ อยู่ๆก็พลิกตัวไปมาคล้ายกับกำลังหนาว เนี่ยฉีเย่าที่เห็นดังนั้นจึงถอดชุดคลุมตัวนอกของตนเองออก พร้อมกับห่มไปที่ร่างเล็กๆของหลานสาว อีกมือคล้ายตบไปที่หลังเบาๆเป็นจังหวะ ทำให้ร่างเล็กๆที่นอนขมวดคิ้วอยู่เมื่อครู่ เริ่มคลายออก พร้อมกับนอนหลับนิ่งอีกครั้ง

…………………………….

เนี่ยหงเฉิน (ผู้นำตระกูลเนี่ยคนปัจจุบัน ท่านลุงใหญ่ของเฉิงเข่อซิง)

เนี่ยหงเหยา/เยว่ซิน (มารดาของเฉิงเข่อซิง)

เนี่ยฉีเย่า

อาวุโสลำดับที่สามของสกุลเนี่ย เชี่ยวชาญด้านพิษ มีฉายาว่าอสรพิษแห่งหุบเขาหมื่นบุปผา

หนีออกจากบ้าน2

ตอนที่ 2

“อื้อออ”

เฉิงเข่อซิงตื่นขึ้นมาพร้อมกับบิดขี้เกียจ เมื่อมองไปที่ท้องฟ้าที่ตอนนี้เริ่มมีแสงบ้างแล้ว นางจึงเตรียมตัวที่จะเดินทางต่อ นางรู้สึกว่าเมื่อคืนนี้นางได้นอนเต็มอิ่มเป็นอย่างมาก ทั้งที่จำได้ว่าก่อนหลับนั้นนางรู้สึกหนาวอยู่หน่อยๆแท้ๆ

กว่านางจะเดินทางมายังตัวเมืองก็เกือบเข้ายามอู่ (11.00น.) แล้ว

ผู้คนในเมืองค่อนข้างคึกคักวุ่นวาย เพราะมีเหล่าพ่อค้าแม่ค้ามากมายมาตั้งแผงขายอาหารและข้าวของต่างๆ ทำให้เฉิงเข่อซิงที่พึ่งจะได้เข้าเมืองเป็นครั้งแรกรู้สึกตื่นตาตื่นใจอย่างช่วยไม่ได้

“หมั่นโถวจ้า หมั่นโถวร้อนจ้า”

“น้ำตาลปั้นขอรับ คุณหนู น้ำตาลปั้นไหมขอรับ”

“ถังหูลู่จ้า คุณชายถังหูลู่เจ้าคะ”

เสียงพ่อค้าแม่ค้าต่างตะโกนเรียกลูกค้ากันอย่างคึกคัก เฉิงเข่อซิงมักจ้องมองขนมมากมายที่มีพ่อค้าแม่ค้ามายืนขายกันมากมายด้วยสายตาละห้อย

นางลูบไปที่หน้าอกน้อยของตนเองที่มีถุงเงินซ่อนอยู่

หากนางซื้อขนมเหล่านี้ เงินที่นางพกมาด้วยอาจไม่พอสำหรับซื้อเสบียงไว้เดินทางเป็นแน่

เมื่อคิดได้ดังนั้น นางจึงทำได้เพียงตัดใจจากขนมมากมายที่กำลังกวักมือเรียกนางอยู่ด้วยสายตาเศร้าสร้อย พร้อมเดินไปทางหนึ่งซึ่งเป็นร้านขายแผ่นแป้ง โดยมีเด็กผู้ชายนั่งขายอยู่

“แผ่นแป้งนี้ขายอย่างไรหรือ?”

“แผ่นละห้าอีแปะขอรับ”

เมื่อเห็นว่ามีลูกค้าที่เข้ามาถาม เด็กหนุ่มจึงตอบอีกฝ่ายด้วยท่าทีกระตือรือล้นเป็นพิเศษ

เฉิงเข่อซิงมองแผ่นแป้งที่อีกฝ่ายขายด้วยท่าทางครุ่นคิด

ที่นางเลือกมาซื้อที่แผงนี้ เป็นเพราะแผ่นแป้งของอีกฝ่ายแผ่นใหญ่กว่าเจ้าอื่นๆ และราคาก็เหมาะสม นางจึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

“หากข้าซื้อสิบแผ่น เจ้าจะลดราคาให้ข้าได้หรือไม่?”

ท่านลุงจินคอยสั่งสอนนางอยู่เสมอว่า ควรต่อรองราคาสินค้าทุกครั้ง เพื่อที่จะได้ประหยัดเงินแม้เพียงอีแปะเดียวก็ยังดี

“เอ่อ..คือ” เด็กหนุ่มลังเลเล็กน้อย เพราะเขาไม่กล้าที่จะตัดสินใจครั้งนี้ หากเขาลดราคาให้เด็กสาวตรงหน้าไป และท่านแม่รู้เข้า เขาอาจถูกตำหนิได้

แต่อีกฝ่ายจะซื้อตั้งสิบแผ่น เขาเองก็ไม่สามารถเสียลูกค้ารายใหญ่เช่นนี้ไปได้จริงๆ

“น้องสาว ตอนนี้ท่านแม่ของข้าไม่อยู่ ข้าไม่อาจลดราคาให้เจ้าได้จริงๆ เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ หากเจ้าซื้อแผ่นแป้งของข้าทั้งหมดสิบแผ่น จะให้เจ้าอีกหนึ่งแผ่นโดยไม่คิดเงิน เช่นนี้เมื่อท่านแม่ของข้ากลับมา ข้าจะบอกนางว่าข้ากินไปเองดีหรือไม่”

เมื่อได้ยินข้อเสนอที่อีกฝ่ายยื่นให้ เฉิงเข่อซิงก็ไม่อยากที่จะต่อราคาลงอีก อย่างน้อยนางก็ได้แผ่นแป้งหนึ่งแผ่นมาเพิ่ม โดยไม่เสียเงินก็ดีมากแล้วเช่นกัน

“ได้พี่ชาย รบกวนท่านห่อพวกมันให้ข้าด้วย”

เด็กหนุ่มที่เห็นว่าตนเองสามารถขายของออกไปได้ก็ยิ้มกว้างด้วยความยินดี เขาจึงจัดการห่อแผ่นแป้งทั้งหมดสิบแผ่นพร้อมเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งแผ่นตามที่ตกลงกับอีกฝ่ายเอาไว้ แล้วจึงยื่นมันให้อีกฝ่าย

“สิบแผ่น แผ่นละห้าอีแปะ ทั้งหมด…ห้าสิบอีแปะ!!” ใช้เวลาไม่ถึงชั่วอึดใจ เฉิงเข่อซิงก็สามารถคำนวณจำนวนเงินที่ต้องจ่ายได้สำเร็จ

นางจึงหยิบถุงเงินที่ตนเองเก็บให้ที่หน้าอก พร้อมหยิบเหรียญอีแปะออกมานับส่งให้อีกฝ่าย

การค้าของเด็กทั้งสองคนนั้นเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพราะเฉิงเข่อซิงต้องรอให้เด็กชายนับเงินจำนวนให้ได้ครบถ้วนก่อน

แต่เพราะอีกฝ่ายนับได้เพียงหนึ่งถึงสิบ เขาจึงจำเป็นต้องวางเงินเป็นแถว แถวละสิบเหรียญจำนวนห้าแถวจึงจะสามารถนับเงินได้ครบ

“ครบถ้วน” เฉิงเข่อซิงยิ้มแป้นทันทีที่อีกฝ่ายนับเสร็จ

“อืม ขอบใจเจ้ามาก หากวันหน้าเจ้าต้องการแผ่นแป้งอีก ก็ให้มาซื้อกับข้านะ ข้าจะขอท่านแม่ลดราคาให้เจ้าเป็นพิเศษ”

ก่อนเฉิงเข่อซิงจะจากไป เด็กหนุ่มไม่ลืมที่จะเชิญชวนลูกค้ารายใหญ่ของตนเองให้แวะเวียนมาอุดหนุนกับเขาอีกครั้ง

“อืม หากครั้งหน้าคนที่บ้านของข้ามาที่นี่อีก ข้าจะให้เขามาซื้อแผ่นแป้งกับท่าน”

เฉิงเข่อซิงรับปากอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะโบกมือลาอีกฝ่ายเพื่อไปสถานที่ต่อไป

ตอนนี้นางมีเสบียงอาหารไว้สำหรับเดินทางแล้ว นางจึงถามทางคนแถวนั้นว่าศาลาพักม้าของเมืองนี้อยู่ที่ไหน

จากที่นางรู้มา การที่จะเดินทางไปยังแคว้นชางนั้น จะต้องไปที่ศาลาพักม้า เพราะทุกๆสิบวัน จะมีขบวนของเหล่าพ่อค้ารวมตัวกันเดินทางไปยังเมืองต่างๆ และหากนางต้องการเข้าร่วมขบวนเดินทางเหล่านี้ด้วย สามารถจ่ายเงินเพื่อซื้อที่นั่งเกวียนลาร่วมขบวนไปด้วยได้

ศาลาพักม้าของเมืองนี้ อยู่ห่างจากตลาดเมื่อครู่ไม่ไกลนัก ทำให้เฉิงเข่อซิงที่ถามทางชาวบ้านเหล่านั้นมาสามารถเดินมาถึงที่นี่ใช้เวลาเพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น

ที่ด้านหน้าของศาลาพักม้า มีเจ้าหน้าที่คอยลงทะเบียนผู้ที่ต้องการเดินทางนั่งอยู่

“ท่านน้า ข้าต้องการเดินทางไปที่เมืองหลวงแคว้นชางเจ้าค่ะ”

เจ้าหน้าที่กำลังจดบันทึกบางอย่างอยู่เงยหน้าขึ้นมามองตามเสียงเมื่อครู่ ก่อนจะเห็นเด็กสาวนางหนึ่งที่สูงเพียงช่วงเอวเขาเท่านั้นยืนอยู่ด้านหน้า

“พ่อแม่ของเจ้าล่ะ?” เพราะเหตุใดจึงปล่อยให้เด็กตัวกะเปี๊ยกเท่านี้มาถามได้

“ข้าเดินทางคนเดียวเจ้าค่ะ ข้าต้องการไปพบท่านพ่อที่อยู่เมืองหลวงแคว้นชาง”

เจ้าหน้าที่เลิกคิ้วสูงแปลกใจเล็กน้อย เด็กน้อยตรงหน้าเขาน่าจะอายุเพียงเจ็ดแปดปีเท่านั้น เหตุใดต้องเดินทางไกลเพื่อไปพบบิดาด้วย?

หรือแม่ของนางจะพบเคราะห์ร้ายถึงชีวิตเข้าเสียแล้ว

เมื่อคิดได้ดังนั้น แววตาที่เขามองไปที่เด็กสาวตรงหน้าก็มีแววตาสงสารอย่างช่วยไม่ได้ เด็กตัวเท่านี้ก็ต้องกำพร้ามารดาแล้ว จะให้เขาไม่เวทนานางได้อย่างไร?

เจ้าหน้าที่หยิบสมุดขึ้นมาเปิดดูเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวกับนางขึ้น

“มีขบวนสินค้าจะเดินทางไปที่เมืองหลวงแคว้นชางในวันพรุ่งนี้อยู่ เพียงแต่เหลือพื้นที่ไม่มาก ไม่สามารถเอาสัมภาระไปด้วยมากได้”

“ไม่ต้องห่วงท่านน้า ข้ามีเพียงถุงผ้าใบเดียวเท่านั้น”

เฉิงเข่อซิงรีบตอบกลับด้วยความดีใจ

แต่ความดีใจของนางกลับทำให้แววตาของเจ้าหน้าที่ดูเวทนานางมากยิ่งขึ้น

มารดาของนางจากไปอย่างกะทันหันเช่นนี้ นางจะมีของไม่มากก็เป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง

“ท่านน้า ข้าต้องจ่ายให้ท่านเท่าใดอย่างนั้นหรือ?” เมื่อได้ยินว่าพรุ่งนี้สามารถเดินทางได้ เฉิงเข่อซิงก็รีบถามอีกฝ่ายขึ้นมาทันที

“ช่างเถอะๆ เจ้าตัวเล็กเท่าลูกหมาเพียงเท่านี้ จะคิดเงินได้อย่างไร พรุ่งนี้ต้นยามเหม่า (05.00น.) ให้มาที่นี่ ขบวนสินค้าออกเดินทางแต่เช้ามืด”

เจ้าหน้าที่ที่ดูแลทะเบียนบอกปัดนางเรื่องค่าเดินทาง เงินเพียงสองตำลึง เขาสามารถออกแทนให้นางได้ ถือว่าได้ช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่ง

“ขอบคุณท่านน้าเจ้าค่ะ”

เฉิงเข่อซิงไม่คิดว่าตัวเองจะโชคดีถึงเพียงนี้ สามารถเดินทางไปเมืองหลวงแคว้นชางได้โดยไม่ต้องเสียค่าเดินทาง สงสัยว่าชาติก่อนนางจะเป็นลูกรักของท่านเทพเจ้าโชคลาภตามที่ท่านน้าอิงเอ่อร์บอกไว้จริงๆกระมัง ทำให้ตอนนี้นางมักจะมีโชคลาภอยู่เสมอ

ในคืนนั้น เฉิงเข่อซิงจึงเลือกโรงเตี้ยมเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจากศาลาพักม้ามากนัก โชคดีที่ยังพอมีห้องว่างให้นางได้พักอยู่ แม้ห้องที่นางได้ จะอยู่ใกล้ห้องเก็บฟืนมากก็ตาม

ปลายยามอิ๋น (03.00น.-04.59น.)

ร่างเล็กๆที่นอนอยู่บนพื้นผ้าข้างห้องเก็บของยังนอนหลับฝันหวานไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้น ทั้งที่ใกล้จะยามเหม่าที่นัดกับเจ้าหน้าที่ไว้

ร้อนถึงองครักษ์ที่อยู่ไม่ไกลจำต้องใช้จอกน้ำชาของโรงเตี๊ยมโยนไปที่พื้นเพื่อให้เกิดเสียงดัง

แกร๊กก

เฮือกก

ร่างเล็กที่นอนหลับอยู่สะดุ้งตื่นทันทีที่ได้ยินเสียง ก่อนจะมองไปรอบๆท่ามกลางความมืดด้วยความมึนงงเล็กน้อย เมื่อสติเริ่มกลับมาครบถ้วนนางก็รีบลุกพรวดขึ้นทันที

“แย่แล้ว ต้องออกเดินทางนี่นา”

จากนั้นร่างเล็กก็รีบเก็บของเข้าห่อผ้าแล้วมุ่งหน้าไปที่ศาลาพักม้าทันที ซึ่งตอนนี้ที่ศาลาพักม้าเองก็เริ่มมีผู้คนมานั่งรออยู่เป็นจำนวนมากแล้ว

เฉิงเข่อซิงรู้สึกโล่งอกเป็นอย่างมากที่นางยังมาทันขบวนสินค้า

“ขบวนสินค้าพร้อมแล้ว ทุกคนมาเข้าแถวทางนี้”

เสียงของเจ้าหน้าที่คนเมื่อวานตะโกนดังขึ้น ทำให้ผู้คนที่ได้ยินเริ่มเข้าไปต่อแถวเพื่อตรวจสอบรายชื่อเข้าร่วมการเดินทางทันที

โดยมีร่างเล็กๆของเฉิงเข่อซิงเป็นคนสุดท้ายของแถว

จวบจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบมาถึงนาง เจ้าหน้าที่คนเดิมก็พานางมานั่งอยู่บนเกวียนที่มีผู้คนน้อยกว่าเกวียนอื่นๆ คล้ายกับเป็นเกวียนที่ขนสัมภาระเสียส่วนใหญ่

“เจ้านั่งที่นี่ จำเอาไว้ ระหว่างเดินทางจะต้องเก็บของมีค่าของเจ้าไว้ที่ตัวเองดีๆ” เจ้าหน้าที่ย่อตัวอุ้มนางขึ้นมานั่งบนเกวียน ก่อนจะกำชับนางด้วยน้ำเสียงเบาได้ยินกันเพียงสองคน

“นี่เป็นซาลาเปาที่ภรรยาข้าทำมาให้ เจ้าเอาไว้ทานระหว่างเดินทาง”

“ขอบคุณท่านน้า”

นางมองอีกฝ่ายด้วยสายตาซาบซึ้งใจ ทั้งที่พึ่งเคยเจอหน้ากับแท้ๆ แต่อีกฝ่ายกลับดีกับนางมากจริงๆ นางจะจดจำอีกฝ่ายไว้ เมื่อครั้งเดินทางกลับมา นางจะต้องตอบแทนอีกฝ่ายให้ได้

“การเดินทางยังอีกไกล รักษาตัวด้วย”

………………………………

ดักปล้น

ตอนที่ 3

ขบวนสินค้าเดินทางมุ่งหน้าลงใต้ด้วยความรวดเร็ว จากการคุ้มกันของสำนักคุ้มกันที่ถูกจ้างมา ในการคุ้มกันแต่ละครั้ง พวกเขาจะได้รับเงินส่วนแบ่งจากทางเจ้าของสินค้า และเหล่าชาวบ้านที่ร่วมเดินทาง

จากที่เฉิงเข่อซิงได้สอบถามชาวบ้านที่เดินทางมาด้วยว่า ต้องใช้เวลากี่วันถึงจะเดินทางถึงเมืองหลวงของแคว้นชาง ก็ทำให้นางได้รู้ว่าต้องใช้เวลาถึงยี่สิบวันกว่าจะเข้าเขตเมืองหลวง

แต่เพียงผ่านมาห้าวัน นางก็รู้สึกปวดร้าวไปทั้งก้น เพราะเส้นทางที่เดินทางมานั้นค่อยข้างขรุขระ เป็นอย่างมาก

“หยุดดด”

เสียงของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านหน้าดังขึ้น

“พักที่นี่ครึ่งชั่วยาม”

การเดินทางของแต่ละวันจะเป็นพักเป็นระยะๆ ซึ่งระยะเวลาของการพักแต่ละครั้งนั้น จะขึ้นอยู่กับว่าพักบ่อยมากแค่ไหน อย่างเช่นวันนี้ตั้งแต่เช้า พึ่งจะได้พักครั้งแรกและได้พักถึงครึ่งชั่วยาม นั้นหมายความว่า หลังจากนี้ อาจจะไม่ได้พักอีกเลยจนกระทั่งค่ำ

เฉิงเข่อซิงกระโดดลงจากเกวียนเพื่อยืดเส้นยืดสายของตนเองเล็กน้อย โชคดีที่นางฝึกยุทธมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ร่างกายอดทนต่อการเดินทางหนักหน่วงเช่นนี้ หากเป็นเด็กคนอื่นอาจจะป่วยระหว่างทางไปแล้ว

“เสี่ยวซิง กินน้ำหน่อยหรือไม่?”

เสียงท่านปู่กู้ ที่นั่งมาเกวียนเดียวกับนางถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเอ็นดู

ตลอดหลายวันมานี้ เฉิงเข่อซิงได้ทำความรู้จักคนทุกคนที่อยู่บนเกวียนเดียวกัน พร้อมจับกลุ่มพูดคุยกับทุกคนด้วยความสนุกสนาน โดยเฉพาะท่านปู่กู้และหลานสาวของเขา ที่เฉิงเข่อซิงสนิทสนมด้วยเป็นพิเศษ เพราะอีกฝ่ายมักจะเอ็นดูและคอยดูแลนางระหว่างเดินทางด้วยเสมอ

“ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านปู่กู้” เฉิงเข่อซิงรับน้ำมาดื่มด้วยความรู้สึกชื่นใจเป็นพิเศษ

“เสี่ยวซิง ข้ามีขนมเฉียวกั่วอยู่อีกหนึ่งชิ้น เจ้ารับไปสิ” กู้ฟ่านถาน หลานสาวของท่านปู่กู้กล่าวขึ้นกับนาง

กู้ฟ่านถานนั้น ปีนี้อายุเข้าสิบปี นางและท่านปู่ของนางต้องการเดินทางไปที่เมืองหลวงเพื่อจะขอไปอาศัยหางานทำด้วย เนื่องจากปีนี้ท่านปู่กู้อายุมากแล้ว พ่อกับแม่ของกู้ฟ่านถานเองก็เสียไปตั้งแต่ที่นางยังเป็นเด็ก ทำให้ตอนนี้กู้ฟ่านถานไม่มีญาติที่ไหนเหลืออีก

ท่านปู่กู้กลัวว่า เมื่อตนเองต้องจากไป จะทำให้หลานสาวเพียงคนเดียวของตนเองต้องลำบาก จึงได้ใช้เงินก้อนสุดท้ายที่ตนเองมีอยู่ ออกเดินทางไปที่เมืองหลวงแคว้นชาง เพื่อหาน้องสาวที่แต่งออกมาอยู่ที่นี่หลายสิบปีแล้วของเขา

“ข้าเองก็มีแผ่นแป้งเหลืออยู่ พี่เก็บขนมเฉียนกั่วไว้กินเองเถอะเจ้าค่ะ”

ในตอนแรกเฉิงเข่อซิงก็ยังรับน้ำใจของอีกฝ่ายอยู่ แต่เพราะอีกฝ่ายใจดีกับนางจนเกินไป ทำให้ขนมเฉียนกั่วที่อีกฝ่ายพกติดตัวมา ถูกนางกินไปมากกว่าครึ่ง

“เช่นนั้นเอาไว้รอเจ้าหิว ค่อยบอกพี่สาวก็แล้วกัน พี่สาวจะเก็บไว้ให้เจ้า”

กู้ฟ่านถานกล่าวกับเฉิงเข่อซิงด้วยความอ่อนโยน เพราะตั้งแต่ที่เดินทางมาด้วยกัน ตัวนางรู้สึกถูกชะตากับเด็กสาวคนนี้เป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาของนางมีแค่ท่านปู่เพียงคนเดียวมาตลอด เมื่อมาเห็นเด็กสาวที่อายุไล่เลี่ยกันเช่นนี้ จึงรู้สึกอยากปกป้องเป็นพิเศษ

แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาหยุดพัก แต่เฉิงเข่อซิงก็สังเกตเห็นว่าเหล่าผู้คุ้มกันดูกวดขันเข้มงวดผิดปกติจากที่ผ่านมา โดยเฉพาะสีหน้าของหัวหน้าผู้คุ้มกันสินค้า เขามีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างผิดปกติ

จากที่ตอนแรกคิดจะนอนหลับพักผ่อนสักพัก เฉิงเข่อซิงกลับไม่อาจข่มตาหลับลง สัญชาตญาณของนางกำลังเตือนนางว่า กำลังจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น

ร่างเล็กขยับไปอยู่ชิดกับกู้ฟ่านถานที่อยู่ด้านข้าง กู้ฟ่านถานที่เป็นเด็กสาวธรรมดาไม่มีวรยุทธอะไรก็คิดว่า การที่เฉิงเข่อซิงขยับมาใกล้ชิดตนก็คิดว่านางต้องการจะออดอ้อน จึงเอื้อมมือออกไปกอดอีกฝ่ายไว้ด้วยความรักใคร่

ชาวบ้านคนอื่นๆเองเมื่อทานอาหารที่ตนเองพกมาด้วยเสร็จ ก็เตรียมที่จะเอนกายพักผ่อนกันตามปกติ เนื่องจากยังเหลือเวลาพักอยู่อีกมาก ตามที่ผู้คุ้มกันได้บอกเวลาไว้

ฟิ้วว ปึกก

ในตอนนั้นเองระหว่างที่ทุกคนกำลังพักผ่อน เสียงบางอย่างก็แหวกมาจากอากาศปักลงที่ต้นไม้ไม่ไกลจากที่พวกของเฉิงเข่อซิงนั่งอยู่

กรี๊ดดด

เสียงกรีดร้องของเหล่าชาวบ้านดังขึ้นเพราะความตกใจ จากนั้นก็เกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้นภายในขบวนสินค้า

“คุ้มกันชาวบ้านและสินค้า” เสียงของหัวหน้าผู้คุ้มกันดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย

“ขอรับ”

ผู้คุ้มกันที่ถูกฝึกมาหลายสิบคนรีบกระจายตัวกันเพื่อควบคุมสถานการณ์

ในตอนนั้นเองลูกธนูหลายสิบลูกก็พุ่งตรงเข้ามายังขบวนสินค้า ทำให้มีชาวบ้านบางคนได้รับบาดเจ็บ มีเพียงกลุ่มของเฉิงเข่อซิงเท่านั้น ที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

เนื่องจากตั้งแต่มีลูกธนูลูกแรกพุ่งตรงเข้ามา เด็กสาวที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มก็รีบคว้ามือของกู้ฟ่านถานและบอกให้ทุกคนเข้ามาหลบอยู่ใต้เกวียนสินค้า

ร่างกายของกู้ฟ่านถานสั่นไปด้วยความกลัว แต่ถึงอย่างนั้น มือเล็กๆ คู่นั้นก็ยังโอบกอดเด็กสาวไว้ใต้ร่าง

แต่เฉิงเข่อซิงกำลังมองการจัดการของเหล่าผู้คุ้มกันด้วยความครุ่นคิด

แม่สถานการณ์จะอยู่ขั้นเลวร้าย แต่หัวหน้าผู้คุ้มกันกลับสั่งการได้อย่างเฉียบแหลม ทำให้พวกเขาไม่ตกเป็นรองจากคนที่ลอบโจมตีมากนัก

“ฮ่าๆๆ ไม่เลวๆๆ ฝีมือใช้ได้” เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นจากทางพุ่มไม้ที่อยู่ไม่ไกล ก่อนที่อีกฝ่ายจะปรากฏตัวขึ้น

ร่างสูงใหญ่ หนวดเครารุงรังยากจะเห็นหน้าได้ชัดนั่งอยู่บนหลังม้า ที่ด้านหลังของเขายังมีกลุ่มชายฉกรรจ์อีกหลายสิบคนเดินออกมาพร้อมอาวุธครบมือ

โจรภูเขา!!

เหล่าชาวบ้านที่อยู่ในขบวนคนหนึ่งร้องอุทานขึ้น

ทำให้เฉิงเข่อซิงรู้ว่าอีกฝ่ายที่ซุ่มโจมตีขบวนสินค้าเป็นใคร

“สำนักคุ้มภัยอู่เฉวียน?” หัวหน้าโจรภูเขาที่อยู่บนหลังม้ากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงยิ้มเยาะ ทันทีที่เขาเห็นสัญลักษณ์บนธงที่ปักอยู่

“เมื่อเจ้ารู้แล้วว่าเราคือคนของสำนักคุ้มภัยอู่เฉวียน เช่นนั้นก็ถอยกลับไปซะ แล้วข้าจะไม่แจ้งแก่ทางการเรื่องในวันนี้” หัวหน้าผู้คุ้มกันส่งเสียงต่อรอง

“ไม่แจ้งแก่ทางการ?ฮ่าๆๆๆ เจ้าคิดว่าคนอย่างข้าจะกลัวทางการอย่างนั้นหรือ?” หัวหน้าโจรภูเขากล่าวออกมาด้วยสีหน้ามาดร้าย

“หากเจ้าไม่กลัวทางการ ก็คงไม่อยากผิดใจกับสำนักคุ้มภัยของพวกเราหรอกกระมัง” เมื่อข่มขู่อีกฝ่ายเรื่องทางการไม่ได้ หัวหน้าผู้คุ้มกันจึงใช้ชื่อเสียงสำนักของตัวเองขึ้นมาต่อรอง

สำนักคุ้มภัยอู่เสวียนเป็นที่รู้จักของคนทั่วทั้งสามแคว้น เพราะเป็นสำนักคุ้มภัยที่ใหญ่ที่สุด และไม่อยู่ใต้อำนาจของทางแคว้นใดทั้งสิ้น พวกเขาประกอบกิจการมาหลายรุ่น ทำให้มีเส้นสายกระจายตัวอยู่ไม่น้อย

หัวหน้าโจรภูเขาที่ได้ยินดังนั้นก็มีแววตาคุกรุ่นเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ

“แม้โจรภูเขาอย่างพวกข้าจะไม่ยิ่งใหญ่เท่าสำนักคุ้มภัยของเจ้า แต่เจ้าอย่าลืมสิ ว่าตอนนี้พวกเจ้ากำลังอยู่ในถิ่นผู้ใด” น้ำเสียงที่กล่าวออกมาเหี้ยมเกรียมเป็นพิเศษ ทำเอาหัวหน้าผู้คุ้มภัยถึงกับผงะ

“หากเจ้ายอมปล่อยพวกเราไป ข้าสัญญาว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้”

“หึ ลมปากเปล่ายากจะเชื่อได้ มีเพียงร่างไร้วิญญาณเท่านั้น ที่จะไม่สามารถพูดเรื่องนี้ได้” ทันทีที่กล่าวจบ หัวหน้าโจรก็ยกหน้าไม้ขึ้นมา เล็งมาทางหัวหน้าผู้คุ้มภัยและยิงทันที

ฟิ้ว เคร้งง

แม้จะป้องกันการโจมตีได้ แต่ความรุนแรงของหน้าไม้ก็ทำเอามือที่จับกระบี่อยู่ชาไปทั้งง่ามนิ้ว

“จัดการให้หมดอย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว!!”

ทันทีที่กล่าวจบ เหล่าโจรทั้งหลายก็ลงมือบุกทันที

เป็นเพราะที่นี่คือถิ่นของศัตรู และจำนวนโจรภูเขาที่มีมากกว่า ทำให้สถานการณ์ของเหล่าสำนักคุ้มภัยเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด

“ไป!!”

เฉิงเข่อซิงอาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังชุลมุน คว้ามือของกู่ฟ่านถานเอาไว้พร้อมหันไปบอกท่านปู่กู้ที่หมอบอยู่ด้านข้าง

ทั้งสามคนรีบมุดออกมาจากใต้เกวียนสินค้า เตรียมวิ่งหลบหนีเข้าไปในป่า

ในตอนนั้นเองที่โจรป่าเห็นพวกเขาทั้งสามคนเข้า มันจึงพุ่งตรงมาที่ทั้งสามพร้อมง้างดาบในมือหวังฟันลงมาที่พวกนาง

เฉิงเข่อซิงใช้ความว่องไวของตนเอง ผลักให้กู้ฟ่านถานล้มลง จึงสามารถหลบคมดาบได้สำเร็จ จากนั้นเด็กสาวจึงหยิบบางอย่างออกมาจากห่อเสื้อและขว้างไปยังทิศทางที่โจรคนนั้นยืนอยู่

“อ๊าากกก”

ผงสีขาวกระจายฟุ้งไปทั่ว และมันทำให้โจรคนนั้นดิ้นไปมาอย่างทุรนทุราย แม้แต่กู้ฟ่านถานที่โดนผงนั้นเพียงเล็กน้อย ยังรู้สึกแสบผิวไปทั่วทั้งบริเวณที่โดน

“พี่สาว ท่านกินยาถอนพิษเม็ดนี้ซะ” เฉิงเข่อซิงยื่นยาลูกกลอนส่งให้อีกฝ่าย พร้อมหันไปเผชิญหน้ากับโจรคนนั้นอีกครั้ง

เสียงร้องโหยหวนของโจรคนดังกล่าว เรียกความสนใจจากโจรคนอื่นๆและหัวหน้าโจรได้ดี ทำให้มีโจรอีกสองคนพุ่งตรงเข้ามาหาอีกฝ่าย

เฉิงเข่อซิงเห็นว่าสถานการณ์เริ่มแย่กว่าที่คิด นางมีผงพิษอย่างจำกัด และตอนนี้เหลืออยู่อีกเพียงห่อเดียวเท่านั้น ไม่สามารถใช้ได้อีกอาจทำให้ผู้บริสุทธิ์คนอื่นๆได้รับผลกระทบได้

“อย่าเข้ามานะ”

เสียงกู้ฟ่านถานตวาดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่อีกฝ่ายหยิบดาบของโจรที่โดนพิษขึ้นมาและยกขึ้นขู่โจรอีกสองคนที่ทำท่าจะพุ่งตรงเข้ามาทำร้ายเด็กสาวตัวน้อย

……………………….

กู้ฟ่านถาน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...