ท่านพ่อ… ข้าคือบุตรสาวของท่าน
ข้อมูลเบื้องต้น
เฉิงเข่อซิง เติบโตมาในครอบครัวของฝ่ายมารดา เธอถูกเลี้ยงดูโดยมารดาและท่านลุงท่านน้าทั้งหลายเป็นคนคอยเลี้ยงดูและสั่งสอน เธอเคยถามถึงพ่อผู้ให้กำเนิดของตนเองจากมารดาครั้งหนึ่ง จนสามารถล่วงรู้ว่าบิดาของตนเองคือใครและอยู่ที่ใด นางจึงตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า จะเดินทางไปพบหน้าบิดาของตนเองสักครั้ง!!!
เฉิงเข่อซิง (อายุ8ขวบ)
เฉิงป๋อเหวิน (อายุ30)
บิดาของเฉิงเข่อซิง ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ แห่งแคว้นชาง
เนี่ยหงเหยา/เยว่ซิน อายุ29
มารดาของเฉิงเข่อซิง
หนีออกจากบ้าน1
ตอนที่ 1
ยามอิ๋น (03.00น.-04.59น.) หุบเขาหมื่นบุปผา
เงาร่างเล็กๆสะพายถุงผ้าขนาดใหญ่เกือบเท่าตัว ค่อยๆเปิดประตูเรือนของตนเองออกมาอย่างเงียบเชียบ เพื่อไม่ให้ผู้คนที่อยู่ภายในเรือนอื่นๆได้ยิน ดวงตากลมโตกว้างราวกับลูกกวางน้อย ค่อยๆใช้สายตาที่เฉียบแหลมของนางสอดส่องมองไปรอบๆเพื่อตรวจสอบว่าจะมีคนตื่นขึ้นมาพบเห็นนางหรือไม่
เมื่อเห็นว่าทางสะดวกร่างเล็กป้อม ก็รีบหอบถุงผ้าสัมภาระของตนเองเผ่นที่ไปประตูทางออกทันที
แอ๊ดดด ตึงง
ร่างเล็กถอนหายใจเบาเมื่อปิดประตูจวนได้สนิท ตลอดหลายวันที่ผ่านมา นางมาสำรวจเส้นทางออกจากเรือนแล้วหลายครั้ง เมื่อคิดว่าวันนี้เป็นคืนเดือนดับ นางจึงใช้โอกาสนี้แอบออกมา
สกุลเนี่ย
เด็กสาวเงยหน้ามองป้ายด้านบนที่แขวนเอาไว้ที่ด้านหน้าประตูด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ตั้งแต่จำความได้ นางไม่เคยห่างจากที่นี่เลยสักครั้ง ครั้นเมื่อนึกได้ดังนั้น ดวงตาทั้งสองข้างของนางก็เอ่อนองไปด้วยน้ำตา
นางคุกเข่าลงที่พื้นพร้อมคำนับแบบเต็มพิธีสามครั้งก่อนกล่าวด้วยเสียงเบา
“ท่านแม่ เมื่อข้าได้พบหน้าท่านพ่อแล้ว ข้าจะรีบกลับมา” น้ำเสียงที่กล่าวออกมาจริงจังกว่าทุกครั้ง
เฉิงเข่อซิงใช้มือเล็กๆทั้งสองข้างของตนเองปาดน้ำตาที่ไหลนองเต็มใบหน้า ก่อนจะตัดสินใจแน่วแน่และเดินจากที่ที่นางเรียกว่าบ้านไป ตามความต้องการของตนเอง
เพียงพ้นหลังเงาร่างของเด็กสาว ผู้คนที่อยู่ด้านหลังประตูบานนั้นก็ได้เดินออกมาจากเงามืดมองการจากไปของเด็กสาวด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใย
“เจ้าแน่ใจแล้วหรือ ว่าต้องการให้นางไปพบกับคนผู้นั้น?” ชายที่สวมชุดของเจ้าบ้านถามน้องสาวของตนเองที่อยู่ด้านข้าง
“ห้ามแล้วนางจะเชื่อฟังหรือ?ท่านเองก็เลี้ยงนางมากับมือ ยังไม่รู้นิสัยของนางอย่างนั้นหรือ?” มีแม่คนใดบ้างที่ไม่ห่วงใยบุตรสาว แต่เมื่อลูกสาวของนางต้องการเช่นนั้น นางจะทำอย่างไรได้
เนี่ยหงเฉินที่ได้ยินเช่นนั้นทำได้เพียงถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ เขารู้นิสัยนี้ของหลานสาวดีที่สุด นิสัยดื้อรั้นของนาง เป็นเพราะพวกเขาเลี้ยงดูตามใจนางจนเคยชิน
เป๊าะ
เนี่ยหงเฉินเพียงดีดนิ้วหนึ่งครั้ง เงาดำนับสิบก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังทันที
“ตามคุ้มครองนางอยู่ห่างๆ หากไม่อันตรายถึงชีวิตไม่ต้องเผยตัว ให้คนส่งข่าวไปถึงอาวุโสทั้งสี่ ว่าเฉิงเข่อซิงกำลังเดินทางไปที่แคว้นชางแล้ว”
“ขอรับ”
พรึ่บ
เพียงรับคำสั่ง เงาดำที่กำลังคุกเข่าอยู่เมื่อครู่ก็แยกย้ายตัวออกไปทันที หากภายนอกรู้เรื่องการเคลื่อนไหวนี้ ยุทธภพอาจแตกตื่นอย่างแน่นอน
…………….
ร่างเล็กๆค่อยๆแบกถุงสัมภาระของตนเองลงมาตามเส้นทางลงจากภูเขา แต่มาได้เพียงครึ่งทาง นางก็รู้สึกว่า ของที่นางพกมานั้น หนักหนากว่าที่คิดเอาไว้
“อ่าา ว่าจะเดินทางพ้นจากเขตป่านี้ ข้าจะต้องหลังหักแน่ๆเลย” ร่างเล็กๆบ่นอุบ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ พร้อมกับนอนแผ่หลาอย่างหมดแรง
ตอนนี้หัวสมองเล็กๆกำลังใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว นางคิดว่า การที่ตนเองเดินเท้ามาเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว แต่ก็ยังไม่พ้นเขตหุบเขาหมื่นบุปผานี้ นั่นก็เป็นเพราะห่อสัมภาระที่นางพกมาด้วยอย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนั้นร่างเล็กๆจึงหันกลับไปมองห่อผ้าห่อใหญ่ที่ตนเองแบกมาด้วยพร้อมตัดสินใจว่า นางควรเอาของที่ไม่จำเป็นออกอีกสักหน่อย แม้ว่าก่อนหน้านี้ นางจะคิดมาดีแล้วว่าทุกอย่างที่อยู่ในห่อผ้าจะเป็นของที่จำเป็นแล้ว แต่นางก็ไม่สามารถแบกของห่อใหญ่ๆนี้ไปตลอดทั้งเส้นทางได้ด้วยแน่
เฉิงเข่อซิงแกะห่อผ้าและหยิบของที่อยู่ด้านในออกมาพิจารณาดูทีละชิ้น
ลูกหนัง
นางพกลูกหนังมาด้วยเผื่อเอาไว้เล่นระหว่างทางแก้เบื่อ แต่ดูจากตอนนี้แล้ว นางเหนื่อยเกินไปที่จะอยากเล่นมันเสียแล้ว เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉิงเข่อซิงจึงหยิบมันออกและวางไว้ที่ด้านข้าง
หุ่นกระบอก
ของชิ้นนี้เป็นของเล่นที่ท่านลุงจินซื้อมาให้ นางยังไม่ได้เล่นจึงหยิบติดมือมาด้วย
ลูกกวาด
อันนี้จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากนางเดินทางเหนื่อยๆนางก็สามารถเอาลูกกวาดออกมาทานเล่นระหว่างทางได้
เฉิงเข่อซิงหยิบนู้นนั่นนี้ออกมายกใหญ่ จนในที่สุดนางก็เลือกที่จะทิ้งของเล่นทั้งหมดไว้ เสื้อผ้าบางส่วน ทำให้ในห่อผ้าตอนนี้นางเหลือชุดเอาไว้เปลี่ยนเพียงสองชุด ที่เหลือเป็นขนมและอาหารแห้งที่สามารถเก็บไว้ได้หลายวัน
แต่เมื่อหันกลับไปมองของเล่นทั้งหลายของตนเองที่กองอยู่ ความเสียดายก็ย่อมมีมากกว่า นางจึงหยิบของเล่นทั้งหมดไปซ่อนไว้ที่โพรงไม้ด้านหลัง และใช้ใบไม้ที่อยู่บริเวณนั้นกลบฝังพวกมันเอาไว้
“เรียบร้อย เพียงเท่านี้ก็ไม่มีใครมาขโมยของข้าแล้ว”
เฉิงเข่อซิงมองผลงานตนเองอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหยิบถุงสัมภาระที่เหลือแล้วเดินจากไปด้วยท่าทางอารมณ์ดี
พรึ่บ
องค์รักษ์เงาสองคนปรากฏตัวหลังจากร่างเล็กจากไป พร้อมมองไปที่ผลงานของคุณหนูตัวเองด้วยสายตายากจะคาดเดา ก่อนจะรีบเก็บของเล่นเหล่านั้นไป
ทุกคนในจวนต่างรู้กันดีว่า คุณหนูเสี่ยวซิงนั้นรักและห่วงของเล่นตนเองมากแค่ไหน หากของเล่นเหล่านี้บุบสลายหายไป ผู้คนในจวนได้เดือดร้อนแน่ๆ!!!
ในขณะที่พวกเขากำลังร้อนใจ แต่ร่างเล็กที่เดินลงจากภูเขามาไม่ได้รู้สึกร้อนใจเลยสักนิด นางเพียงเดินตามเส้นทางไปเรื่อยๆ หากเหนื่อยก็แค่หยุดพักและนั่งกินขนมที่ตนเองพกมาด้วย
แต่เดินมาเกือบทั้งวัน ก็ทำเอาขาป้อมๆของตนเองเริ่มล้ามากขึ้น ความเร็วในการเดินทางก็ช้าลงเป็นอย่างมาก
“เฮ้อ คิดว่าจะเดินเข้าเมืองได้ก่อนตะวันตกดินเสียอีก อย่างนี้ก็คงต้องนอนในป่าไปก่อนสินะ”
คืนนี้นางคงต้องพักแรมอยู่ที่นี่อย่างช่วยไม่ได้เสียแล้ว เมื่อคิดได้ดังนั้น ร่างเล็กๆก็เริ่มมองหาที่ทางที่ตนเองจะใช้นอนได้ในคืนนี้
ก่อนนางจะเลือกที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เฉิงเข่อซิงค่อยเดินหากิ่งไม้แห้งบริเวณนั้น มาใช้เป็นฟืนในการก่อไฟเพื่อไล่สัตว์และแมลง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางจะต้องนอนในป่าเขาเช่นนี้ เพราะตั้งแต่นางจำความได้ พวกท่านลุงและท่านน้าก็ต่างสอนนางให้ใช้ชีวิตรอดในป่าเช่นนี้แล้ว นางจึงไม่ได้กังวลมากนัก
ทันทีที่ร่างเล็กใช้หินไฟก่อไฟเสร็จ นางก็หยิบห่อขาวเล็กๆห่อหนึ่งออกมา จากนั้นก็สาดผงที่อยู่ด้านในไปใส่กองไฟที่ติดอยู่ เกิดเป็นควันสีฟ้าอ่อนกระจายไปทั่วบริเวณ ก่อนจะจางหายไป
สิ่งนี้คือผงไล่สัตว์ที่ท่านน้าฉีเย่าเป็นคนปรุงขึ้น เอาไว้ใช้ในยามเข้าป่าหาสมุนไพรเพื่อป้องกันสัตว์มีพิษและสัตว์ใหญ่ ไม่ให้เข้ามาใกล้บริเวณนี้
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ร่างเล็กๆที่เดินทางเหนื่อยมาทั้งวันก็ล้มตัวนอนทันที เพียงไม่นานลมหายใจก็สม่ำเสมอ
ยามโฉ่ว (01.00น.-02.59น.)
เสียงการเคลื่อนไหวบางอย่างกำลังมุ่งหน้ามาที่ร่างเล็กๆ ที่กำลังนอนอยู่ ทำให้เหล่าองครักษ์เงาทั้งหลายที่ถูกฝึกมา ตื่นตัวทันที
เงาดำกว่าสิบคนพุ่งตัวออกมาจากที่ต่างๆ พร้อมกับกระจายตัวรอบๆร่างเล็กเอาไว้พื่อระวังภัย
พรึบ!!
“ข้าเอง” น้ำเสียงนุ่มลึกมีมนต์เสน่ห์บางอย่างดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของอีกฝ่าย
ใบหน้าคมสันผิวขาวแม้แต่มีเพียงแสงไฟจากกองไฟเล็ก ก็สามารถเห็นได้ชัด เส้นผมสีเงินที่ปรากฏทำให้เหล่าเงาดำหลบถอยออกพร้อมทำความเคารพอีกฝ่าย
“คารวะ ท่านอาวุโส”
เนี่ยฉีเย่ายกมือขึ้นส่งสัญญาณให้พวกเขาถอยออกไป ส่วนตัวเขาเดินมายังร่างเล็กที่กำลังนอนหลับไม่รู้เรื่องใดๆอยู่ เขาจ้องมองใบหน้าหลานสาว สายตาที่มักเย็นชาอยู่ตลอดเวลาพลันเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนอย่างหาได้ยาก
“เจ้าเด็กดื้อ ตัวเท่านี้ก็หัดหนีออกจากบ้านเสียแล้ว”
แม้จะเป็นคำพูดที่ตำหนิอีกฝ่าย แต่น้ำเสียงที่ทุกคนได้ยินนั้น กลับรู้สึกว่าไม่ได้มีแววตำหนิเลยแม้แต่น้อย และคล้ายจะมีแววภาคภูมิใจเสียอีก
“อื้อ”
ร่างเล็กๆที่นอนนิ่งอยู่เมื่อครู่ อยู่ๆก็พลิกตัวไปมาคล้ายกับกำลังหนาว เนี่ยฉีเย่าที่เห็นดังนั้นจึงถอดชุดคลุมตัวนอกของตนเองออก พร้อมกับห่มไปที่ร่างเล็กๆของหลานสาว อีกมือคล้ายตบไปที่หลังเบาๆเป็นจังหวะ ทำให้ร่างเล็กๆที่นอนขมวดคิ้วอยู่เมื่อครู่ เริ่มคลายออก พร้อมกับนอนหลับนิ่งอีกครั้ง
…………………………….
เนี่ยหงเฉิน (ผู้นำตระกูลเนี่ยคนปัจจุบัน ท่านลุงใหญ่ของเฉิงเข่อซิง)
เนี่ยหงเหยา/เยว่ซิน (มารดาของเฉิงเข่อซิง)
เนี่ยฉีเย่า
อาวุโสลำดับที่สามของสกุลเนี่ย เชี่ยวชาญด้านพิษ มีฉายาว่าอสรพิษแห่งหุบเขาหมื่นบุปผา
หนีออกจากบ้าน2
ตอนที่ 2
“อื้อออ”
เฉิงเข่อซิงตื่นขึ้นมาพร้อมกับบิดขี้เกียจ เมื่อมองไปที่ท้องฟ้าที่ตอนนี้เริ่มมีแสงบ้างแล้ว นางจึงเตรียมตัวที่จะเดินทางต่อ นางรู้สึกว่าเมื่อคืนนี้นางได้นอนเต็มอิ่มเป็นอย่างมาก ทั้งที่จำได้ว่าก่อนหลับนั้นนางรู้สึกหนาวอยู่หน่อยๆแท้ๆ
กว่านางจะเดินทางมายังตัวเมืองก็เกือบเข้ายามอู่ (11.00น.) แล้ว
ผู้คนในเมืองค่อนข้างคึกคักวุ่นวาย เพราะมีเหล่าพ่อค้าแม่ค้ามากมายมาตั้งแผงขายอาหารและข้าวของต่างๆ ทำให้เฉิงเข่อซิงที่พึ่งจะได้เข้าเมืองเป็นครั้งแรกรู้สึกตื่นตาตื่นใจอย่างช่วยไม่ได้
“หมั่นโถวจ้า หมั่นโถวร้อนจ้า”
“น้ำตาลปั้นขอรับ คุณหนู น้ำตาลปั้นไหมขอรับ”
“ถังหูลู่จ้า คุณชายถังหูลู่เจ้าคะ”
เสียงพ่อค้าแม่ค้าต่างตะโกนเรียกลูกค้ากันอย่างคึกคัก เฉิงเข่อซิงมักจ้องมองขนมมากมายที่มีพ่อค้าแม่ค้ามายืนขายกันมากมายด้วยสายตาละห้อย
นางลูบไปที่หน้าอกน้อยของตนเองที่มีถุงเงินซ่อนอยู่
หากนางซื้อขนมเหล่านี้ เงินที่นางพกมาด้วยอาจไม่พอสำหรับซื้อเสบียงไว้เดินทางเป็นแน่
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางจึงทำได้เพียงตัดใจจากขนมมากมายที่กำลังกวักมือเรียกนางอยู่ด้วยสายตาเศร้าสร้อย พร้อมเดินไปทางหนึ่งซึ่งเป็นร้านขายแผ่นแป้ง โดยมีเด็กผู้ชายนั่งขายอยู่
“แผ่นแป้งนี้ขายอย่างไรหรือ?”
“แผ่นละห้าอีแปะขอรับ”
เมื่อเห็นว่ามีลูกค้าที่เข้ามาถาม เด็กหนุ่มจึงตอบอีกฝ่ายด้วยท่าทีกระตือรือล้นเป็นพิเศษ
เฉิงเข่อซิงมองแผ่นแป้งที่อีกฝ่ายขายด้วยท่าทางครุ่นคิด
ที่นางเลือกมาซื้อที่แผงนี้ เป็นเพราะแผ่นแป้งของอีกฝ่ายแผ่นใหญ่กว่าเจ้าอื่นๆ และราคาก็เหมาะสม นางจึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“หากข้าซื้อสิบแผ่น เจ้าจะลดราคาให้ข้าได้หรือไม่?”
ท่านลุงจินคอยสั่งสอนนางอยู่เสมอว่า ควรต่อรองราคาสินค้าทุกครั้ง เพื่อที่จะได้ประหยัดเงินแม้เพียงอีแปะเดียวก็ยังดี
“เอ่อ..คือ” เด็กหนุ่มลังเลเล็กน้อย เพราะเขาไม่กล้าที่จะตัดสินใจครั้งนี้ หากเขาลดราคาให้เด็กสาวตรงหน้าไป และท่านแม่รู้เข้า เขาอาจถูกตำหนิได้
แต่อีกฝ่ายจะซื้อตั้งสิบแผ่น เขาเองก็ไม่สามารถเสียลูกค้ารายใหญ่เช่นนี้ไปได้จริงๆ
“น้องสาว ตอนนี้ท่านแม่ของข้าไม่อยู่ ข้าไม่อาจลดราคาให้เจ้าได้จริงๆ เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ หากเจ้าซื้อแผ่นแป้งของข้าทั้งหมดสิบแผ่น จะให้เจ้าอีกหนึ่งแผ่นโดยไม่คิดเงิน เช่นนี้เมื่อท่านแม่ของข้ากลับมา ข้าจะบอกนางว่าข้ากินไปเองดีหรือไม่”
เมื่อได้ยินข้อเสนอที่อีกฝ่ายยื่นให้ เฉิงเข่อซิงก็ไม่อยากที่จะต่อราคาลงอีก อย่างน้อยนางก็ได้แผ่นแป้งหนึ่งแผ่นมาเพิ่ม โดยไม่เสียเงินก็ดีมากแล้วเช่นกัน
“ได้พี่ชาย รบกวนท่านห่อพวกมันให้ข้าด้วย”
เด็กหนุ่มที่เห็นว่าตนเองสามารถขายของออกไปได้ก็ยิ้มกว้างด้วยความยินดี เขาจึงจัดการห่อแผ่นแป้งทั้งหมดสิบแผ่นพร้อมเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งแผ่นตามที่ตกลงกับอีกฝ่ายเอาไว้ แล้วจึงยื่นมันให้อีกฝ่าย
“สิบแผ่น แผ่นละห้าอีแปะ ทั้งหมด…ห้าสิบอีแปะ!!” ใช้เวลาไม่ถึงชั่วอึดใจ เฉิงเข่อซิงก็สามารถคำนวณจำนวนเงินที่ต้องจ่ายได้สำเร็จ
นางจึงหยิบถุงเงินที่ตนเองเก็บให้ที่หน้าอก พร้อมหยิบเหรียญอีแปะออกมานับส่งให้อีกฝ่าย
การค้าของเด็กทั้งสองคนนั้นเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพราะเฉิงเข่อซิงต้องรอให้เด็กชายนับเงินจำนวนให้ได้ครบถ้วนก่อน
แต่เพราะอีกฝ่ายนับได้เพียงหนึ่งถึงสิบ เขาจึงจำเป็นต้องวางเงินเป็นแถว แถวละสิบเหรียญจำนวนห้าแถวจึงจะสามารถนับเงินได้ครบ
“ครบถ้วน” เฉิงเข่อซิงยิ้มแป้นทันทีที่อีกฝ่ายนับเสร็จ
“อืม ขอบใจเจ้ามาก หากวันหน้าเจ้าต้องการแผ่นแป้งอีก ก็ให้มาซื้อกับข้านะ ข้าจะขอท่านแม่ลดราคาให้เจ้าเป็นพิเศษ”
ก่อนเฉิงเข่อซิงจะจากไป เด็กหนุ่มไม่ลืมที่จะเชิญชวนลูกค้ารายใหญ่ของตนเองให้แวะเวียนมาอุดหนุนกับเขาอีกครั้ง
“อืม หากครั้งหน้าคนที่บ้านของข้ามาที่นี่อีก ข้าจะให้เขามาซื้อแผ่นแป้งกับท่าน”
เฉิงเข่อซิงรับปากอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะโบกมือลาอีกฝ่ายเพื่อไปสถานที่ต่อไป
ตอนนี้นางมีเสบียงอาหารไว้สำหรับเดินทางแล้ว นางจึงถามทางคนแถวนั้นว่าศาลาพักม้าของเมืองนี้อยู่ที่ไหน
จากที่นางรู้มา การที่จะเดินทางไปยังแคว้นชางนั้น จะต้องไปที่ศาลาพักม้า เพราะทุกๆสิบวัน จะมีขบวนของเหล่าพ่อค้ารวมตัวกันเดินทางไปยังเมืองต่างๆ และหากนางต้องการเข้าร่วมขบวนเดินทางเหล่านี้ด้วย สามารถจ่ายเงินเพื่อซื้อที่นั่งเกวียนลาร่วมขบวนไปด้วยได้
ศาลาพักม้าของเมืองนี้ อยู่ห่างจากตลาดเมื่อครู่ไม่ไกลนัก ทำให้เฉิงเข่อซิงที่ถามทางชาวบ้านเหล่านั้นมาสามารถเดินมาถึงที่นี่ใช้เวลาเพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น
ที่ด้านหน้าของศาลาพักม้า มีเจ้าหน้าที่คอยลงทะเบียนผู้ที่ต้องการเดินทางนั่งอยู่
“ท่านน้า ข้าต้องการเดินทางไปที่เมืองหลวงแคว้นชางเจ้าค่ะ”
เจ้าหน้าที่กำลังจดบันทึกบางอย่างอยู่เงยหน้าขึ้นมามองตามเสียงเมื่อครู่ ก่อนจะเห็นเด็กสาวนางหนึ่งที่สูงเพียงช่วงเอวเขาเท่านั้นยืนอยู่ด้านหน้า
“พ่อแม่ของเจ้าล่ะ?” เพราะเหตุใดจึงปล่อยให้เด็กตัวกะเปี๊ยกเท่านี้มาถามได้
“ข้าเดินทางคนเดียวเจ้าค่ะ ข้าต้องการไปพบท่านพ่อที่อยู่เมืองหลวงแคว้นชาง”
เจ้าหน้าที่เลิกคิ้วสูงแปลกใจเล็กน้อย เด็กน้อยตรงหน้าเขาน่าจะอายุเพียงเจ็ดแปดปีเท่านั้น เหตุใดต้องเดินทางไกลเพื่อไปพบบิดาด้วย?
หรือแม่ของนางจะพบเคราะห์ร้ายถึงชีวิตเข้าเสียแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้น แววตาที่เขามองไปที่เด็กสาวตรงหน้าก็มีแววตาสงสารอย่างช่วยไม่ได้ เด็กตัวเท่านี้ก็ต้องกำพร้ามารดาแล้ว จะให้เขาไม่เวทนานางได้อย่างไร?
เจ้าหน้าที่หยิบสมุดขึ้นมาเปิดดูเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวกับนางขึ้น
“มีขบวนสินค้าจะเดินทางไปที่เมืองหลวงแคว้นชางในวันพรุ่งนี้อยู่ เพียงแต่เหลือพื้นที่ไม่มาก ไม่สามารถเอาสัมภาระไปด้วยมากได้”
“ไม่ต้องห่วงท่านน้า ข้ามีเพียงถุงผ้าใบเดียวเท่านั้น”
เฉิงเข่อซิงรีบตอบกลับด้วยความดีใจ
แต่ความดีใจของนางกลับทำให้แววตาของเจ้าหน้าที่ดูเวทนานางมากยิ่งขึ้น
มารดาของนางจากไปอย่างกะทันหันเช่นนี้ นางจะมีของไม่มากก็เป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง
“ท่านน้า ข้าต้องจ่ายให้ท่านเท่าใดอย่างนั้นหรือ?” เมื่อได้ยินว่าพรุ่งนี้สามารถเดินทางได้ เฉิงเข่อซิงก็รีบถามอีกฝ่ายขึ้นมาทันที
“ช่างเถอะๆ เจ้าตัวเล็กเท่าลูกหมาเพียงเท่านี้ จะคิดเงินได้อย่างไร พรุ่งนี้ต้นยามเหม่า (05.00น.) ให้มาที่นี่ ขบวนสินค้าออกเดินทางแต่เช้ามืด”
เจ้าหน้าที่ที่ดูแลทะเบียนบอกปัดนางเรื่องค่าเดินทาง เงินเพียงสองตำลึง เขาสามารถออกแทนให้นางได้ ถือว่าได้ช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่ง
“ขอบคุณท่านน้าเจ้าค่ะ”
เฉิงเข่อซิงไม่คิดว่าตัวเองจะโชคดีถึงเพียงนี้ สามารถเดินทางไปเมืองหลวงแคว้นชางได้โดยไม่ต้องเสียค่าเดินทาง สงสัยว่าชาติก่อนนางจะเป็นลูกรักของท่านเทพเจ้าโชคลาภตามที่ท่านน้าอิงเอ่อร์บอกไว้จริงๆกระมัง ทำให้ตอนนี้นางมักจะมีโชคลาภอยู่เสมอ
ในคืนนั้น เฉิงเข่อซิงจึงเลือกโรงเตี้ยมเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจากศาลาพักม้ามากนัก โชคดีที่ยังพอมีห้องว่างให้นางได้พักอยู่ แม้ห้องที่นางได้ จะอยู่ใกล้ห้องเก็บฟืนมากก็ตาม
ปลายยามอิ๋น (03.00น.-04.59น.)
ร่างเล็กๆที่นอนอยู่บนพื้นผ้าข้างห้องเก็บของยังนอนหลับฝันหวานไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้น ทั้งที่ใกล้จะยามเหม่าที่นัดกับเจ้าหน้าที่ไว้
ร้อนถึงองครักษ์ที่อยู่ไม่ไกลจำต้องใช้จอกน้ำชาของโรงเตี๊ยมโยนไปที่พื้นเพื่อให้เกิดเสียงดัง
แกร๊กก
เฮือกก
ร่างเล็กที่นอนหลับอยู่สะดุ้งตื่นทันทีที่ได้ยินเสียง ก่อนจะมองไปรอบๆท่ามกลางความมืดด้วยความมึนงงเล็กน้อย เมื่อสติเริ่มกลับมาครบถ้วนนางก็รีบลุกพรวดขึ้นทันที
“แย่แล้ว ต้องออกเดินทางนี่นา”
จากนั้นร่างเล็กก็รีบเก็บของเข้าห่อผ้าแล้วมุ่งหน้าไปที่ศาลาพักม้าทันที ซึ่งตอนนี้ที่ศาลาพักม้าเองก็เริ่มมีผู้คนมานั่งรออยู่เป็นจำนวนมากแล้ว
เฉิงเข่อซิงรู้สึกโล่งอกเป็นอย่างมากที่นางยังมาทันขบวนสินค้า
“ขบวนสินค้าพร้อมแล้ว ทุกคนมาเข้าแถวทางนี้”
เสียงของเจ้าหน้าที่คนเมื่อวานตะโกนดังขึ้น ทำให้ผู้คนที่ได้ยินเริ่มเข้าไปต่อแถวเพื่อตรวจสอบรายชื่อเข้าร่วมการเดินทางทันที
โดยมีร่างเล็กๆของเฉิงเข่อซิงเป็นคนสุดท้ายของแถว
จวบจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบมาถึงนาง เจ้าหน้าที่คนเดิมก็พานางมานั่งอยู่บนเกวียนที่มีผู้คนน้อยกว่าเกวียนอื่นๆ คล้ายกับเป็นเกวียนที่ขนสัมภาระเสียส่วนใหญ่
“เจ้านั่งที่นี่ จำเอาไว้ ระหว่างเดินทางจะต้องเก็บของมีค่าของเจ้าไว้ที่ตัวเองดีๆ” เจ้าหน้าที่ย่อตัวอุ้มนางขึ้นมานั่งบนเกวียน ก่อนจะกำชับนางด้วยน้ำเสียงเบาได้ยินกันเพียงสองคน
“นี่เป็นซาลาเปาที่ภรรยาข้าทำมาให้ เจ้าเอาไว้ทานระหว่างเดินทาง”
“ขอบคุณท่านน้า”
นางมองอีกฝ่ายด้วยสายตาซาบซึ้งใจ ทั้งที่พึ่งเคยเจอหน้ากับแท้ๆ แต่อีกฝ่ายกลับดีกับนางมากจริงๆ นางจะจดจำอีกฝ่ายไว้ เมื่อครั้งเดินทางกลับมา นางจะต้องตอบแทนอีกฝ่ายให้ได้
“การเดินทางยังอีกไกล รักษาตัวด้วย”
………………………………
ดักปล้น
ตอนที่ 3
ขบวนสินค้าเดินทางมุ่งหน้าลงใต้ด้วยความรวดเร็ว จากการคุ้มกันของสำนักคุ้มกันที่ถูกจ้างมา ในการคุ้มกันแต่ละครั้ง พวกเขาจะได้รับเงินส่วนแบ่งจากทางเจ้าของสินค้า และเหล่าชาวบ้านที่ร่วมเดินทาง
จากที่เฉิงเข่อซิงได้สอบถามชาวบ้านที่เดินทางมาด้วยว่า ต้องใช้เวลากี่วันถึงจะเดินทางถึงเมืองหลวงของแคว้นชาง ก็ทำให้นางได้รู้ว่าต้องใช้เวลาถึงยี่สิบวันกว่าจะเข้าเขตเมืองหลวง
แต่เพียงผ่านมาห้าวัน นางก็รู้สึกปวดร้าวไปทั้งก้น เพราะเส้นทางที่เดินทางมานั้นค่อยข้างขรุขระ เป็นอย่างมาก
“หยุดดด”
เสียงของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านหน้าดังขึ้น
“พักที่นี่ครึ่งชั่วยาม”
การเดินทางของแต่ละวันจะเป็นพักเป็นระยะๆ ซึ่งระยะเวลาของการพักแต่ละครั้งนั้น จะขึ้นอยู่กับว่าพักบ่อยมากแค่ไหน อย่างเช่นวันนี้ตั้งแต่เช้า พึ่งจะได้พักครั้งแรกและได้พักถึงครึ่งชั่วยาม นั้นหมายความว่า หลังจากนี้ อาจจะไม่ได้พักอีกเลยจนกระทั่งค่ำ
เฉิงเข่อซิงกระโดดลงจากเกวียนเพื่อยืดเส้นยืดสายของตนเองเล็กน้อย โชคดีที่นางฝึกยุทธมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ร่างกายอดทนต่อการเดินทางหนักหน่วงเช่นนี้ หากเป็นเด็กคนอื่นอาจจะป่วยระหว่างทางไปแล้ว
“เสี่ยวซิง กินน้ำหน่อยหรือไม่?”
เสียงท่านปู่กู้ ที่นั่งมาเกวียนเดียวกับนางถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเอ็นดู
ตลอดหลายวันมานี้ เฉิงเข่อซิงได้ทำความรู้จักคนทุกคนที่อยู่บนเกวียนเดียวกัน พร้อมจับกลุ่มพูดคุยกับทุกคนด้วยความสนุกสนาน โดยเฉพาะท่านปู่กู้และหลานสาวของเขา ที่เฉิงเข่อซิงสนิทสนมด้วยเป็นพิเศษ เพราะอีกฝ่ายมักจะเอ็นดูและคอยดูแลนางระหว่างเดินทางด้วยเสมอ
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านปู่กู้” เฉิงเข่อซิงรับน้ำมาดื่มด้วยความรู้สึกชื่นใจเป็นพิเศษ
“เสี่ยวซิง ข้ามีขนมเฉียวกั่วอยู่อีกหนึ่งชิ้น เจ้ารับไปสิ” กู้ฟ่านถาน หลานสาวของท่านปู่กู้กล่าวขึ้นกับนาง
กู้ฟ่านถานนั้น ปีนี้อายุเข้าสิบปี นางและท่านปู่ของนางต้องการเดินทางไปที่เมืองหลวงเพื่อจะขอไปอาศัยหางานทำด้วย เนื่องจากปีนี้ท่านปู่กู้อายุมากแล้ว พ่อกับแม่ของกู้ฟ่านถานเองก็เสียไปตั้งแต่ที่นางยังเป็นเด็ก ทำให้ตอนนี้กู้ฟ่านถานไม่มีญาติที่ไหนเหลืออีก
ท่านปู่กู้กลัวว่า เมื่อตนเองต้องจากไป จะทำให้หลานสาวเพียงคนเดียวของตนเองต้องลำบาก จึงได้ใช้เงินก้อนสุดท้ายที่ตนเองมีอยู่ ออกเดินทางไปที่เมืองหลวงแคว้นชาง เพื่อหาน้องสาวที่แต่งออกมาอยู่ที่นี่หลายสิบปีแล้วของเขา
“ข้าเองก็มีแผ่นแป้งเหลืออยู่ พี่เก็บขนมเฉียนกั่วไว้กินเองเถอะเจ้าค่ะ”
ในตอนแรกเฉิงเข่อซิงก็ยังรับน้ำใจของอีกฝ่ายอยู่ แต่เพราะอีกฝ่ายใจดีกับนางจนเกินไป ทำให้ขนมเฉียนกั่วที่อีกฝ่ายพกติดตัวมา ถูกนางกินไปมากกว่าครึ่ง
“เช่นนั้นเอาไว้รอเจ้าหิว ค่อยบอกพี่สาวก็แล้วกัน พี่สาวจะเก็บไว้ให้เจ้า”
กู้ฟ่านถานกล่าวกับเฉิงเข่อซิงด้วยความอ่อนโยน เพราะตั้งแต่ที่เดินทางมาด้วยกัน ตัวนางรู้สึกถูกชะตากับเด็กสาวคนนี้เป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาของนางมีแค่ท่านปู่เพียงคนเดียวมาตลอด เมื่อมาเห็นเด็กสาวที่อายุไล่เลี่ยกันเช่นนี้ จึงรู้สึกอยากปกป้องเป็นพิเศษ
แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาหยุดพัก แต่เฉิงเข่อซิงก็สังเกตเห็นว่าเหล่าผู้คุ้มกันดูกวดขันเข้มงวดผิดปกติจากที่ผ่านมา โดยเฉพาะสีหน้าของหัวหน้าผู้คุ้มกันสินค้า เขามีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างผิดปกติ
จากที่ตอนแรกคิดจะนอนหลับพักผ่อนสักพัก เฉิงเข่อซิงกลับไม่อาจข่มตาหลับลง สัญชาตญาณของนางกำลังเตือนนางว่า กำลังจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น
ร่างเล็กขยับไปอยู่ชิดกับกู้ฟ่านถานที่อยู่ด้านข้าง กู้ฟ่านถานที่เป็นเด็กสาวธรรมดาไม่มีวรยุทธอะไรก็คิดว่า การที่เฉิงเข่อซิงขยับมาใกล้ชิดตนก็คิดว่านางต้องการจะออดอ้อน จึงเอื้อมมือออกไปกอดอีกฝ่ายไว้ด้วยความรักใคร่
ชาวบ้านคนอื่นๆเองเมื่อทานอาหารที่ตนเองพกมาด้วยเสร็จ ก็เตรียมที่จะเอนกายพักผ่อนกันตามปกติ เนื่องจากยังเหลือเวลาพักอยู่อีกมาก ตามที่ผู้คุ้มกันได้บอกเวลาไว้
ฟิ้วว ปึกก
ในตอนนั้นเองระหว่างที่ทุกคนกำลังพักผ่อน เสียงบางอย่างก็แหวกมาจากอากาศปักลงที่ต้นไม้ไม่ไกลจากที่พวกของเฉิงเข่อซิงนั่งอยู่
กรี๊ดดด
เสียงกรีดร้องของเหล่าชาวบ้านดังขึ้นเพราะความตกใจ จากนั้นก็เกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้นภายในขบวนสินค้า
“คุ้มกันชาวบ้านและสินค้า” เสียงของหัวหน้าผู้คุ้มกันดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย
“ขอรับ”
ผู้คุ้มกันที่ถูกฝึกมาหลายสิบคนรีบกระจายตัวกันเพื่อควบคุมสถานการณ์
ในตอนนั้นเองลูกธนูหลายสิบลูกก็พุ่งตรงเข้ามายังขบวนสินค้า ทำให้มีชาวบ้านบางคนได้รับบาดเจ็บ มีเพียงกลุ่มของเฉิงเข่อซิงเท่านั้น ที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ
เนื่องจากตั้งแต่มีลูกธนูลูกแรกพุ่งตรงเข้ามา เด็กสาวที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มก็รีบคว้ามือของกู้ฟ่านถานและบอกให้ทุกคนเข้ามาหลบอยู่ใต้เกวียนสินค้า
ร่างกายของกู้ฟ่านถานสั่นไปด้วยความกลัว แต่ถึงอย่างนั้น มือเล็กๆ คู่นั้นก็ยังโอบกอดเด็กสาวไว้ใต้ร่าง
แต่เฉิงเข่อซิงกำลังมองการจัดการของเหล่าผู้คุ้มกันด้วยความครุ่นคิด
แม่สถานการณ์จะอยู่ขั้นเลวร้าย แต่หัวหน้าผู้คุ้มกันกลับสั่งการได้อย่างเฉียบแหลม ทำให้พวกเขาไม่ตกเป็นรองจากคนที่ลอบโจมตีมากนัก
“ฮ่าๆๆ ไม่เลวๆๆ ฝีมือใช้ได้” เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นจากทางพุ่มไม้ที่อยู่ไม่ไกล ก่อนที่อีกฝ่ายจะปรากฏตัวขึ้น
ร่างสูงใหญ่ หนวดเครารุงรังยากจะเห็นหน้าได้ชัดนั่งอยู่บนหลังม้า ที่ด้านหลังของเขายังมีกลุ่มชายฉกรรจ์อีกหลายสิบคนเดินออกมาพร้อมอาวุธครบมือ
โจรภูเขา!!
เหล่าชาวบ้านที่อยู่ในขบวนคนหนึ่งร้องอุทานขึ้น
ทำให้เฉิงเข่อซิงรู้ว่าอีกฝ่ายที่ซุ่มโจมตีขบวนสินค้าเป็นใคร
“สำนักคุ้มภัยอู่เฉวียน?” หัวหน้าโจรภูเขาที่อยู่บนหลังม้ากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงยิ้มเยาะ ทันทีที่เขาเห็นสัญลักษณ์บนธงที่ปักอยู่
“เมื่อเจ้ารู้แล้วว่าเราคือคนของสำนักคุ้มภัยอู่เฉวียน เช่นนั้นก็ถอยกลับไปซะ แล้วข้าจะไม่แจ้งแก่ทางการเรื่องในวันนี้” หัวหน้าผู้คุ้มกันส่งเสียงต่อรอง
“ไม่แจ้งแก่ทางการ?ฮ่าๆๆๆ เจ้าคิดว่าคนอย่างข้าจะกลัวทางการอย่างนั้นหรือ?” หัวหน้าโจรภูเขากล่าวออกมาด้วยสีหน้ามาดร้าย
“หากเจ้าไม่กลัวทางการ ก็คงไม่อยากผิดใจกับสำนักคุ้มภัยของพวกเราหรอกกระมัง” เมื่อข่มขู่อีกฝ่ายเรื่องทางการไม่ได้ หัวหน้าผู้คุ้มกันจึงใช้ชื่อเสียงสำนักของตัวเองขึ้นมาต่อรอง
สำนักคุ้มภัยอู่เสวียนเป็นที่รู้จักของคนทั่วทั้งสามแคว้น เพราะเป็นสำนักคุ้มภัยที่ใหญ่ที่สุด และไม่อยู่ใต้อำนาจของทางแคว้นใดทั้งสิ้น พวกเขาประกอบกิจการมาหลายรุ่น ทำให้มีเส้นสายกระจายตัวอยู่ไม่น้อย
หัวหน้าโจรภูเขาที่ได้ยินดังนั้นก็มีแววตาคุกรุ่นเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ
“แม้โจรภูเขาอย่างพวกข้าจะไม่ยิ่งใหญ่เท่าสำนักคุ้มภัยของเจ้า แต่เจ้าอย่าลืมสิ ว่าตอนนี้พวกเจ้ากำลังอยู่ในถิ่นผู้ใด” น้ำเสียงที่กล่าวออกมาเหี้ยมเกรียมเป็นพิเศษ ทำเอาหัวหน้าผู้คุ้มภัยถึงกับผงะ
“หากเจ้ายอมปล่อยพวกเราไป ข้าสัญญาว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้”
“หึ ลมปากเปล่ายากจะเชื่อได้ มีเพียงร่างไร้วิญญาณเท่านั้น ที่จะไม่สามารถพูดเรื่องนี้ได้” ทันทีที่กล่าวจบ หัวหน้าโจรก็ยกหน้าไม้ขึ้นมา เล็งมาทางหัวหน้าผู้คุ้มภัยและยิงทันที
ฟิ้ว เคร้งง
แม้จะป้องกันการโจมตีได้ แต่ความรุนแรงของหน้าไม้ก็ทำเอามือที่จับกระบี่อยู่ชาไปทั้งง่ามนิ้ว
“จัดการให้หมดอย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว!!”
ทันทีที่กล่าวจบ เหล่าโจรทั้งหลายก็ลงมือบุกทันที
เป็นเพราะที่นี่คือถิ่นของศัตรู และจำนวนโจรภูเขาที่มีมากกว่า ทำให้สถานการณ์ของเหล่าสำนักคุ้มภัยเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด
“ไป!!”
เฉิงเข่อซิงอาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังชุลมุน คว้ามือของกู่ฟ่านถานเอาไว้พร้อมหันไปบอกท่านปู่กู้ที่หมอบอยู่ด้านข้าง
ทั้งสามคนรีบมุดออกมาจากใต้เกวียนสินค้า เตรียมวิ่งหลบหนีเข้าไปในป่า
ในตอนนั้นเองที่โจรป่าเห็นพวกเขาทั้งสามคนเข้า มันจึงพุ่งตรงมาที่ทั้งสามพร้อมง้างดาบในมือหวังฟันลงมาที่พวกนาง
เฉิงเข่อซิงใช้ความว่องไวของตนเอง ผลักให้กู้ฟ่านถานล้มลง จึงสามารถหลบคมดาบได้สำเร็จ จากนั้นเด็กสาวจึงหยิบบางอย่างออกมาจากห่อเสื้อและขว้างไปยังทิศทางที่โจรคนนั้นยืนอยู่
“อ๊าากกก”
ผงสีขาวกระจายฟุ้งไปทั่ว และมันทำให้โจรคนนั้นดิ้นไปมาอย่างทุรนทุราย แม้แต่กู้ฟ่านถานที่โดนผงนั้นเพียงเล็กน้อย ยังรู้สึกแสบผิวไปทั่วทั้งบริเวณที่โดน
“พี่สาว ท่านกินยาถอนพิษเม็ดนี้ซะ” เฉิงเข่อซิงยื่นยาลูกกลอนส่งให้อีกฝ่าย พร้อมหันไปเผชิญหน้ากับโจรคนนั้นอีกครั้ง
เสียงร้องโหยหวนของโจรคนดังกล่าว เรียกความสนใจจากโจรคนอื่นๆและหัวหน้าโจรได้ดี ทำให้มีโจรอีกสองคนพุ่งตรงเข้ามาหาอีกฝ่าย
เฉิงเข่อซิงเห็นว่าสถานการณ์เริ่มแย่กว่าที่คิด นางมีผงพิษอย่างจำกัด และตอนนี้เหลืออยู่อีกเพียงห่อเดียวเท่านั้น ไม่สามารถใช้ได้อีกอาจทำให้ผู้บริสุทธิ์คนอื่นๆได้รับผลกระทบได้
“อย่าเข้ามานะ”
เสียงกู้ฟ่านถานตวาดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่อีกฝ่ายหยิบดาบของโจรที่โดนพิษขึ้นมาและยกขึ้นขู่โจรอีกสองคนที่ทำท่าจะพุ่งตรงเข้ามาทำร้ายเด็กสาวตัวน้อย
……………………….
กู้ฟ่านถาน