ความน่าจะอ่าน : หนังสือชวนอ่านรับปี 2025 โดยคอลัมนิสต์ 101
2024 กำลังโบกมือลา 2025 กำลังจะมาถึง พร้อมกับสารพัดเรื่องไม่คาดฝัน และสารพันปัญหาที่ยังต้องขบคิดร่วมกันต่อไป นับตั้งแต่การเมืองไทยและการเมืองโลก สงคราม-ความขัดแย้ง เศรษฐกิจซบเซา ไล่เรียงถึงประเด็นสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตยุคใหม่ เมื่อเทคโนโลยีผนวกเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตอย่างแนบแน่น
ระหว่างนี้ ในช่วงเวลาที่เราได้พักหายใจกับวันหยุดส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ วันโอวันได้ชวนคอลัมน์นิสต์และมิตรสหาย มาร่วมแนะนำหนังสือคนละ 1 เล่มสู่ผู้อ่าน เพื่อเติมพลังงานให้สมองและหัวใจ
หนังสือแต่ละเล่มมีอะไรบ้าง ติดตามได้เลยที่นี่
1.The Earth Transformed: An Untold History
Peter Frankopan เขียน
สำนักพิมพ์ Bloomsbury
แนะนำโดย ปิติ ศรีแสงนาม
“ในห้วงเวลาที่ทุกคนพูดถึงความขัดแย้งทาง ‘ภูมิ-รัฐศาสตร์ Geo-Politics’ ที่มหาอำนาจต่างก็ห้ำหั่นกันด้วยเครื่องมือทาง ‘ภูมิ-เศรษฐศาสตร์ Geo-Economics’ นอกจากหนังสือ ไทยในสงครามเย็น 2.0 Amidst the Geo-Economic Clashes ที่เขียนโดยตัวผมเองแล้ว, ผมคิดว่าหนังสือเล่มล่าสุดของ Peter Frankopan ซึ่งเสนอแนวคิดให้เราลดทอนความสำคัญของคำว่า ‘-รัฐศาสตร์’ และ ‘-เศรษฐศาสตร์’ ลง แต่ให้ความสำคัญกับคำว่า ‘ภูมิ’ ซึ่งมาจากคำว่า ภูมิศาสตร์ Geography ให้มากขึ้นคืออีกหนึ่งเล่มที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ผู้เขียนคือนักประวัติศาสตร์ซึ่งดำรงตำแหน่ง Professor of Global History แห่ง Worcester College มหาวิทยาลัย Oxford ที่มีงานเขียนชิ้นสำคัญมาแล้วอย่างน้อย 2 ชิ้น นั่นคือ หนังสือ ‘The Silk Roads: A New History of the World’ และ ‘The New Silk Roads: The Present and the Future of the World’
Peter Frankopan กลับมาในงานเขียนเล่มสำคัญเล่มที่ 3 นั่นคือ ‘The Earth Transformed: An Untold History’ โดยเขาเริ่มต้นเล่าว่าในอดีตเขาเคยเชื่อว่า โลกของเราจะล่มสลายเพราะความขัดแย้งระหว่างประเทศ (เขาเกิดและเติบโตในช่วงสงครามเย็น) แต่แล้วเขากลับพบว่าในยุคที่สงครามเย็นสิ้นสุดลง โลกาภิวัตน์ที่ทุกประเทศเชื่อมโยงกัน กลับยิ่งสร้างความวิบัติให้กับสภาวะแวดล้อมหรือโลกของเราได้มากยิ่งกว่า
ดังนั้นสิ่งที่นักธรณีวิทยาเรียกกันว่า Anthropocene หรือ ยุคปัจจุบันซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่กิจกรรมของมนุษย์มีอิทธิพลอย่างมากต่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มันอาจจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราเรียนรู้จากการศึกษาประวัติศาสตร์ นั่นคือ เงื่อนไขทางภูมิศาสตร์ที่เปลี่ยนไปต่างหาก ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เป็นจุดเปลี่ยนต่อมวลมนุษยชาติ และถ้าเรายังปู้ยี่ปู้ยำโลกเช่นนี้ต่อไป ในอนาคตจะเป็นเวลาที่โลกจะเอาคืน
นี่คือหนังสือที่คุณต้องอ่านในห้วงเวลาที่มหาอำนาจหมายเลข 1 ของโลกกำลังจะถอนตัวออกจากความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านภาวะโลกเดือด”
2.มอม
คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียน
สำนักพิมพ์ ดอกหญ้า
แนะนำโดย ประทีป คงสิบ
“นี่เป็นเรื่องสั้น+หนังสือ ที่สารภาพว่าทำผมเสียน้ำตาหลายรอบ ไม่ว่าอ่านครั้งแรก เพราะเป็นหนังสือเรียนนอกเวลา ช่วงเรียนม.ศ.3 หรือแม้แต่อ่านซ้ำอีกหลายครั้ง เมื่อทำงานแล้ว
‘มอม’ เป็นเรื่องของสุนัข ที่พลัดพรากจากนายคนแรกผู้เลี้ยงดู เพราะผลพวงจากสงครามโลก ก่อนจะโชคดีเจอนายคนใหม่ แต่เมื่อนายคนเดิมกลับมาเจอกันด้วยเหตุบังเอิญ มอมเลือกไปอยู่กับนายคนเดิม ทั้งที่นายคนใหม่มีสถานะพร้อมดูแลมากกว่า
เหตุทึ่ผม ‘อิน’ กับ ‘มอม’ มากเป็นพิเศษ(เชื่อว่าคนรักสัตว์ โดยเฉพาะสุนัข หลายคนคงคล้ายๆผม) เพราะช่วงทึ่ผมยังเด็ก เคยเลี้ยงสุนัขสองตัว ชื่อ ‘แจ้’ กับ ‘โจ้’ เป็นสุนัขไทยทั่วๆไป
แจ้กับโจ้ ก็เหมือนกับมอม มันซื่อสัตย์+รักเราที่เป็นคนเลี้ยงดู ให้อาหาร
‘มอมไม่ได้รักนายเท่าชีวิต แต่นายคือชีวิตของมอม’ วรรคทองจากเรื่องสั้นเรื่องนี้ คือ บทสรุปที่ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกของสุนัขทุกตัวในโลกที่มีต่อคนที่มันรักและยกให้เป็นนาย
เช่นเดียวกับฉากจบของเรื่อง ที่มอมไม่ยอมกลับไปอยู่บ้านใหม่+นายใหม่ ที่มีความพร้อมในการเลี้ยงดูอย่างดี
แต่ยืนยันอยู่กับนายคนเดิม ที่กลับมาในสภาพไม่พร้อมจะดูแลมัน
สำหรับผม ‘มอม’ ไม่ใช่แค่เรื่องสั้นที่สะเทือนอารมณ์มากที่สุด แต่ยังกระตุ้มเตือน ‘ปม’ ในใจ ที่แม้ผ่านมาแล้วกว่า 40 ปี ไม่อาจลบเลือน
‘ปม’ ที่รู้สึกว่า ผมเลี้ยงดูและให้ความรักกับ ‘แจ้+โจ้’ ไม่ดีพอ ไม่สมกับความรักที่ ‘แจ้+โจ้’ มีให้ผม
ทุกวันนี้ได้แต่ปลอบใจตัวเอง ด้วยข้ออ้างว่า เพราะความยัง ‘เด็ก’ บวกกับอยู่บ้านนอกในยุค 40 กว่าปีแล้ว สถานพยาบาลรักษาสัตว์ ไม่เคยเห็น
เมื่อถึงวันที่ ‘แจ้+โจ้’ ป่วย ผมไม่มีปัญญาช่วยอะไรได้ ทำให้ทั้งสองตัวตายก่อนเวลาอันควร
การชดเชยย้อนหลัง เพื่อลดทอน ‘ปม’ ในใจให้เล็กลง คือ การพยายามดูแลแมวที่เลี้ยงอยู่ในปัจจุบันกว่า 20 ตัว ให้ดีที่สุด และทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ ‘แจ้+โจ้’ เป็นระยะ
ขออภัยที่อาจจะเล่าเรื่องส่วนตัว มากกว่ารายละเอียดเรื่องสั้น ‘มอม’
แต่เจตนารมณ์ คือ อยากให้สุนัข และสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ทั้งที่มีเจ้าของ และ ‘จร’ อยู่ ได้รับความรักและมีความสุข เหมือนที่พวกเขา มอบให้กับมนุษย์”
3.ฟุตบอลแฟนตาซี: ฤๅการพนันอุบัติใหม่ในสังคมไทย
ณัฐกร วิทิตานนท์, คุณวุฒิ บุญฤกษ์ และวิทยากร บุญเรือง เขียน
ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดพิมพ์
แนะนำโดย ณัฐกร วิทิตานนท์
“ถ้าผู้อ่านติดตามข่าวกีฬาคงพอจะผ่านตาคำว่า FPL อยู่บ้าง ไม่ว่าประเด็นมันอาจมีผลต่อเกมในสนาม (ผู้ชมการถ่ายทอดสดแอบเห็นกรรมการบนห้อง VAR เปิดแอปแฟนตาซีระหว่างทำหน้าที่ในเกมอาร์เซนอลกับลิเวอร์พูล) นักฟุตบอลเอามาโพสต์ขิงกัน (ล่าสุดคือพาลเมอร์กับเอ็นคุนคูของเชลซี) นักการเมืองอวดอันดับ (แม้แต่อดีตนายกเศรษฐาก็ยังเล่น นอกจาก สส.พริษฐ์ที่คอแฟนตาซีไทยทราบกันดีอยู่แล้ว) สื่อใช้เป็นเครื่องมือขยายฐานคนดู (เจ้าของลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกรายใหม่ของไทยในอีก 6 ฤดูกาลข้างหน้าสนใจจะทำแฟนตาซีฟุตบอลเวอร์ชั่นภาษาไทยชิงรางวัลใหญ่เป็นรถยนต์) หรืออาจจะเคยได้ยินบทสนทนาของมิตรสหายที่เอาแต่คุยกันเรื่องนี้อย่างออกรส
FPL ย่อมาจาก Fantasy Premier League ในฐานะเกมฟุตบอลแฟนตาซียอดนิยมของโลก ท่ามกลางคนเล่นหลายสิบล้านทีมทั่วโลก ซึ่งก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นไปตามกระแสความคลั่งไคล้ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ
‘ฟุตบอลแฟนตาซี: ฤๅการพนันอุบัติใหม่ในสังคมไทย?’ คือชื่อของหนังสือเล่มนั้น เขียนโดยผม คุณวุฒิ บุญฤกษ์ และวิทยากร บุญเรือง
หนังสือวิชาการว่าด้วยฟุตบอลแฟนตาซีเล่มแรกของประเทศไทย ต้องกำกับด้วยคำว่า ‘วิชาการ’ ต่อท้ายก็เพราะหนังสือปรับปรุงมาจากงานวิจัยในชื่อเรื่องเดียวกัน โดยพยายามทำเนื้อหาให้กระชับและเข้าใจง่ายขึ้น
หนังสือไม่ได้พูดถึงแต่ Fantasy Football ที่ถือเป็นสับเซตของ Fantasy Sport แต่เล่าย้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของกีฬาแฟนตาซีที่มีมากว่า 80 ปีในสหรัฐอเมริกา และกว่า 20 ปีสำหรับฟุตบอลแฟนตาซีในประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อมี Dairy Fantasy Sport (DFS) ซึ่งพยายามลากเอากีฬาแฟนตาซีข้ามเส้นแบ่งไปสู่แดนการพนัน ท่ามกลางข้อถกเถียงและการตั้งคำถามถึงสถานะทางกฎหมายของมัน ไปจนถึงขั้นเป็นคดีความในศาล หรือกระทั่งนำไปสู่การชุมนุมประท้วงในบางประเทศ
ยิ่งไปกว่านั้น หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้เข้าใจโลกของคนเล่นฟุตบอลแฟนตาซีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบริบทของไทย ตลอดจนชี้ให้เห็นผลกระทบที่เปรียบได้กับเหรียญที่มีสองด้าน
หนังสือไม่มีวางขายที่ไหน แจกฟรี ติดต่อขอรับได้จากศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สนับสนุนทุนวิจัยและจัดพิมพ์
สำหรับแบบ e-Book สามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้จากลิงค์นี้http://www.gamblingstudy-th.org/imgadmins/book_file/[ebook]-2567-football-fantasy.pdf
ขอบคุณที่อ่าน”
4.ศิลปะแห่งการผัดวันประกันพรุ่ง (The Art of Procrastination)
John Perry เขียน
จินดารัตน์ ธรรมรงวุทย์ แปล
สำนักพิมพ์ Amarin HOW-TO
แนะนำโดย เอกศาสตร์ สรรพช่าง
“ไม่รู้ใครเป็นเหมือนผมไหม วันที่ทำงานได้ดีที่สุดคือสองสามวันก่อนวันเส้นตายจริงๆ (ซึ่งแน่นอนเราผ่านวันเส้นตายหลอกๆ มาแล้วเรียบร้อย) เรื่องนี้เป็นความลับของจักรวาลมานานว่าทำไมผมถึงเป็นคนแบบนั้น หมอดูยังเคยทักผมว่าเป็นคนที่ ‘จบงานไม่ได้ คุณต้องหาคนช่วย’
ความรู้สึกของการเอาไว้ก่อนไม่ใช่นิสัยเหลวไหล หรือขี้เกียจหรือไม่รับผิดชอบ ตรงกันข้าม หลายครั้งที่เราปูทางทุกอย่างมาดี แต่ขอทิ้งไว้ก่อน ไม่อยากทำให้มันเสร็จไวๆ หรือบางทีก็ไม่อยาทกทำให้เสร็จ หนังสือเล่มนี้มีคำอธิบายนที่น่าสนใจ
ผู้เขียนเป็นศาสตราจารย์ด้านปรัชญา ที่มีปัญหาเรื่องนี้เหมือนกัน ดูได้จากหนังสือเล่มไม่หนาแต่แกบอกเขียนนานมาก เพราะผัดมาหลายปีกว่าจะจบ
ไปอ่านกันครับ”
5.China–Latin America Relations in the 21st Century
Raúl Bernal-Meza, Li Xing บรรณาธิการ
สำนักพิมพ์ Palgrave Macmillan
แนะนำโดย เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์
“จีนยักษ์ใหญ่ของโลก ที่จะก้าวเป็นผู้นำเบอร์ 1 ของเศรษฐกิจโลกภายใน ค.ศ. 2050 ได้มีอิทธิพลต่อภูมิภาคต่างๆ ของโลกเป็นจำนวนมาก รวมถึงในลาตินอเมริกา หนังสือ ‘China-Latin America Relations in the 21st Century: The Dual Complexities of Opportunities and Challenges’ (Palgrave Macmillan, 2020) ซึ่งมี Raúl Bernal-Mesa และ Li Xing เป็นบรรณาธิการ ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ของจีนและลาตินอเมริกาทั้งภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ยังลงลึกลงไปในรายละเอียดของความสัมพันธ์ของจีนกับประเทศต่างๆ ในลาตินอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นบราซิล อาร์เจนตินา เวเนซุเอลา ชิลี ปารากวัย และอุรุกวัย โดยเนื้อหาในแต่ละบทได้นำเสนอในแต่ละประเด็นอย่างแหลมคม ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่สนใจในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับลาตินอเมริกาในปัจจุบัน”
6.เธอเป็นลูกสาว
จิน แซ่ตั้ง เขียน
สำนักพิมพ์ อ่าน
แนะนำโดย ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
“หาก ‘มหาชนกชาดก’ จะเล่าเรื่องตำนานของชายผู้หนึ่งที่ว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรด้วยความเพียรเพื่อสั่งสมบารมีของตนเพื่อจะเกิดมาเป็นศาสดาของคนหลายล้านคนในเวลาต่อมา ‘เธอเป็นลูกสาว’ ก็เป็นเรื่องเล่าของผู้หญิงสามรุ่นที่เล็กน้อยมากในจักรวาลของศาสนิกชน แต่ยิ่งใหญ่เสียเหลือเกินในสายตาผู้ที่ได้มีเวลาให้กับหนังสือเล่มนี้
มันทำให้เราเข้าใจว่า เหตุใดคนจำนวนมากเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับอดีต คนไม่น้อยพยายามหนีไปให้ไกล หรือกระทั่งต้องการลบประวัติศาสตร์การมีตัวตนในอดีตให้มากที่สุด เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่น่าจดจำ เพราะมันคือ คมหอกคมดาบที่อาจทิ่มแทงใจพวกเขาให้แตกสลาย คนที่ห่างออกมา และไม่รับรู้ความเจ็บปวดนั้นต่างหากถึงต้องการจะรับรู้ และใฝ่หาอดีตเช่นนั้น
จิน ย้อนไปเล่าเรื่องของยายเธอที่เรียกว่า ‘ผ่อพ้อ’ คำในภาษาจีนกวางตุ้ง (ขณะที่สรรพนามบุรุษที่ 1 คือ งอ 2 คือ เนยฺ) เธอเคยเป็นหญิงสาวที่หน้าสะสวย ภาพหน้าปกหนังสือ คงบ่งบอกได้โดยไม่ต้องบรรยายมากนัก เพราะเธออาจเป็นโฉมสะคราญที่สามารถอยู่บนปกนิตยสาร หากเกิดในยุคก่อน หรืออาจเป็นเซเล็บในโซเชียลได้เลยในยุคปัจจุบัน แต่ชีวิตของผ่อพ้อกลับเหมือนกับนิยายที่จบไม่สวย เธอเคยเป็นลูกสาวของตระกูลที่มีอันจะกิน แต่ความพลิกผัน พ่อของเธอติดฝิ่นและการพนัน ทำให้ความงามของเธอกลายเป็นสมบัติที่ถูกขายไปเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว เธอถูกส่งมายังซ่องที่เมืองไทย
วัดคณิกาผล ที่สร้างโดยโสเภณีที่ร่ำรวย เป็นแค่เศษเสี้ยวเดียวของผู้ทำอาชีพนี้แล้วประสบความสำเร็จ ผ่อพ้อเธอกลับเป็นคนส่วนมาก การรับงานบริการเช่นนี้ ทำให้เธอต้องถูกบังคับให้กินยาหม้อที่ดำและขมขื่นเพื่อทำให้เธอไม่สามารถมีลูกได้ ใช่แล้ว ผ่อพ้อไม่ใช่ยายแท้ๆ ของจิน ผู้เขียน แต่รับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาเลี้ยงเป็นลูก
นอกจากความไม่แท้เรื่องดังกล่าว ภาพหน้าปกหนังสือก็เช่นกัน ผู้ชายในภาพก็ไม่ใช่พ่อที่แท้ของ ‘มาม้า’ ของจิน เด็กสาวในรูปก็ไม่ใช่พี่แท้ๆ ของมาม้า ความไม่ตรงไปตรงมายังเกิดขึ้นกับใบแจ้งเกิดของมาม้าที่แม้จะเกิดเมืองไทย แต่ก็ต้องแจ้งเลื่อนปีเกิดให้เร็วขึ้น เพื่อจะทำงานให้ได้ตามกฎหมาย เพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่ลำบากในขณะนั้น
มาม้าเริ่มมีอาการไม่สบายทางจิตใจ ตั้งแต่ที่เธอได้เข้าหาลัทธิเจ้าแม่กวนอิม คนทรงกลายเป็นที่พึ่ง เพราะว่า เธอรับฟังและอยู่ข้างมาม้า ขณะที่ผู้เขียนกลับตั้งตัวเป็นศาลเตี้ยพิพากษาความงมงายของแม่ ด้วยจุดยืนแบบชนชั้นกลางที่ไม่เชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพิธีกรรมอันงมงาย
โรคอัลไซเมอร์ได้เข้ามาเยี่ยมเยียนมาม้า พร้อมกับโรคทางจิตเวชที่นอกจากจะกัดกร่อนร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยแล้ว ยังเขย่าและสั่นคลอนความสัมพันธ์ของแม่และลูกอย่างหนักหน่วง ในฐานะคนใกล้ชิดที่ต้องดูแลกัน จินเคยตะคอกแม่ยามเหลืออดว่า “มาม้าไปตายเลยไป”
ความเจ็บปวดที่จินเขียนว่า แม่จำเธอไม่ได้ ยังไม่หนักหนาเท่ากับ การที่เธอถูกสั่นประสาทอยู่ทุกวันด้วยอาการที่คนธรรมดาจะรับมือไหว เช่น การร้องเพลงกลางดึก การหูแว่วจนทำให้มีพฤติกรรมแปลกประหลาด เธอมารู้ในภายหลังว่า นี่คือ อาการที่เกิดจากการเก็บกดอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นมาตลอดชีวิตที่ทุกข์ทนของมาม้าที่ไม่เคยเล่าให้เธอฟัง
จินรู้ประวัติแม่ตัวเองจากน้า น้องสาวบุญธรรมอีกคนที่อายุห่างจากมาม้า 13 ปี ป็นพี่น้องกันในครอบครัวจีน แต่น้ากลับมีผิวเข้ม และดวงตากลมโต นี่ก็อีกชะตากรรมของลูกสาวครอบครัวยากไร้อีกแห่ง
แม่เคยถูกผ่อพ้อบังคับให้ไปร้องเพลงที่สถานบันเทิงอย่างโลลิต้า ไม่ใช่ร้องอย่างเดียว แต่กึ่งบังคับให้ไปเป็นพาร์ทเนอร์ หรือคู่นอนกับแขกด้วย เพื่อจะได้เงินมากพอจะมาเลี้ยงดูครอบครัว เอาเข้าจริง ผู้หญิงลูกจีนไม่น้อย ใช้ทางเลือกนี้เพื่อดิ้นรนไม่ให้ครอบครัวลำบากจนอดตาย เรื่องราวที่ไม่ต่างไปจากสาวเหนือเมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นอีกประวัติศาสตร์หนึ่งที่เจ้าตัวคงอยากจะฝังไปกับความตายของตน
ตัวละครหลายคนในหนังสือ โชคดี ได้แต่งงานกับแขกผู้มาเที่ยว บางคนได้เป็นเมียน้อย มาม้าก็หนึ่งในนั้น ความสัมพันธ์ของเมียหลวง เมียน้อย ก็น่าจะรู้กันดีว่า ความชอบธรรมทางกฎหมายอยู่ที่ใคร และในที่สุดมาม้าก็ตัดขาดจากบ้านใหญ่ เลี้ยงลูกและผ่อพ้อด้วยตนเอง
มาม้าเคยได้เรียนหนังสือในช่วงหนึ่งที่วัดคณิกาผล และภูมิใจในลายมือของเธอมาก เสียแต่ว่า ความรู้ไม่มากพอจะทำให้เธอหนีจากอาชีพที่เธอไม่ได้เลือกไม่ได้ มาถึงรุ่นจิน ถึงจะสามารถใช้การศึกษาขยับตัวเองออกมา แต่เงินทองทั้งหลายก็หมดไปกับการรักษาพยาบาลของมาม้าเช่นกัน
‘เธอเป็นลูกสาว’ ยังเป็นเรื่องเล่าที่มีแบ็กกราวด์เป็นฉากสังคมไทยร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม 2554 และโควิด 2563 มาม้าชื่นชมรัฐบาลไทยรักไทย ในฐานะการผลักดันให้เกิดโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคที่ช่วยลดภาระของคนเจ็บและคนจนที่มีอยู่ทั่วประเทศ
‘เธอเป็นลูกสาว’ ทำให้เราเห็นว่า การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ด้วยปัจเจกเป็นเรื่องที่สร้างบาดแผลให้ระหว่างแม่และลูกเพียงใด ในประเทศที่สวัสดิการดี ครอบครัวจะได้รับการแบ่งเบาจากการดูแลของรัฐในระดับหนึ่ง ไม่ใช่แค่ให้ผู้ป่วยได้อยู่ในห้วงสุดท้ายในชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่านั้น แต่ยังดีต่อญาติผู้ป่วยที่ทุกข์ระทมด้วย ว่ากันว่า หลายกรณีญาติเหล่านี้ทนความเครียดไม่ไหว จึงเลือกการจบชีวิตของตัวเอง หรือที่เลวร้ายคือ พลั้งมือทำร้ายคนป่วยเพราะทนไม่ได้
เหตุใดประวัติศาสตร์สังคมและครอบครัวในสังคมไทยจึงมีน้อยกว่าน้อย และที่มีจำนวนมากก็เป็นเรื่องของชนชั้นสูงที่มีหลักฐาน วีรกรรม รูปถ่ายที่สามารถคัดกรองเรื่องที่ไม่น่าเล่าให้เป็นเรื่องที่สะท้อน ‘ความเป็นมนุษย์’ หรือเรียกความสงสารให้กับพวกเราได้ แม้พวกเขาและครอบครัวจะอยู่ในสถานะที่กดขี่มาก่อนก็ตาม
‘เธอเป็นลูกสาว’ ได้ทำให้เราพอจะเห็นคำตอบรางๆ ว่า อาจเป็นเพราะว่า อดีตของสามัญชนไม่น้อย มันขื่นขมเกินกว่าเจ้าตัวจะเอื้อนเอ่ย หรือกระทั่งจะนึกถึง
จึงไม่น่าจะมีเรื่องอันน่าภาคภูมิใจใดที่น่าเล่าต่างไปจากชนชั้นสูงและชนชั้นกลางที่ยังได้ลิ้มรสความสำเร็จและความหอมหวานของชีวิตอยู่บ้าง”
7.80 ต้นไม้รอบโลก
Jonathan Drori เขียน
พลอยแสง เอกญาติ แปล
สำนักพิมพ์ Bookscape
แนะนำโดย ตฤณ ไอยะรา
“ผมขอแนะนำหนังสือ ’80 ต้นไม้รอบโลก’ ที่เขียนโดย Jonathan Drori และได้ผู้แปลมากฝีมืออย่าง พลอยแสง เอกญาติ มามอบชีวิตในโลกภาษาไทยให้ เนื่องด้วยเหตุผลสองประการ
เหตุผลประการแรกคือ หนังสือเล่มนี้ได้ชักชวนให้พวกเรามองเห็นถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมในภาวะที่มนุษยชาติกำลังเผชิญทั้งความท้าทายจากสภาวะโลกเดือดและการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านการท่องตัวอักษรไปรู้จักต้นไม้ที่เติบโตและใช้ชีวิตในทุกมุมของโลก ผ่านการเล่าเรื่องอย่างชวนติดตามและไม่แสดงถึงท่าทีแบบนักศีลธรรมมากนัก ผู้อ่านจึงสามารถเรียนรู้ความมีชีวิตชีวาของสิ่งแวดล้อมและสังคมมนุษย์ผ่านต้นไม้ชนิดต่างๆ
ส่วนเหตุผลอีกประการคือ หนังสือเล่มนี้ชวนให้พวกเราคิดถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างสังคมมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มนุษย์ไม่ได้ยอมจำนนต่อสภาพแวดล้อมภายนอกของพวกเราอย่างเดียว ดังเห็นได้จากพลังสร้างสรรค์ของมนุษย์ในการอยู่ร่วมกับและใช้ประโยชน์จากต้นไม้ชนิดต่างๆ โดยเฉพาะการโยกย้ายต้นไม้บางสายพันธุ์ให้ไปเติบโตในบริเวณอื่นของโลก และก่อเกิดวิถีชีวิตระหว่างมนุษย์และต้นไม้บางสายพันธุ์ที่แตกต่างไปจากถิ่นที่ต้นไม้เหล่านี้เติบโตมา”
8.แม่ครัวหัวป่าก์
ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ เขียน
แนะนำโดย นริศ จรัสจรรยาวงศ์
“หนังสือประจำปี 2567 ของผู้เขียน คือ ‘แม่ครัวหัวป่าก์’ ของ ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ (พ.ศ.2389-2454)
ปีนี้ได้มีโอกาสเรียบเรียงหนังสือ ‘ตำรับสร้าง(รส)ชาติ’ จัดพิมพ์กับสำนักพิมพ์มติชน ทำให้มีโอกาสได้กลับมาทบทวนตำราทำกับข้าวจำนวนมาก โดยเฉพาะตำราชุด ‘แม่ครัวหัวป่าก์’ 5 เล่ม ซึ่งส่วนตัวยกให้เป็นยอดมงกุฎของหนังสือหมวดนี้
‘แม่ครัวหัวป่าก์’ ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ไม่ใช่เพียงแค่ Cookbook คู่มือทำอาหารธรรมดาดาดๆ ทั่วไป แต่คือคู่มือการประกอบอาหารระดับ Gastronomy Book วิทยาการหรือศาสตร์แห่งการอาหารชั้นสูงของไทย หรือที่ผู้ประพันธ์นิยามไว้ว่า ‘ปากะวิชา’ รวมถึงเป็นวรรณกรรมระดับขึ้นหิ้งของสังคมไทยที่ให้ความรอบรู้ด้านประวัติศาสตร์อีกจำนวนมาก เช่น ประโยคของท่านผู้หญิงเปลี่ยนที่ว่า “มังษะเนื้อที่มีอยู่ในท้องตลาดแต่เดิมก็เนื้อหมูบ้านอย่างเดียว ซึ่งเป็นของเลี้ยงเฉพาะรับประทาน มีพวกจีนและพวกเข้ารีตเลี้ยง เป็นต้น แบ่งชื่อเป็นส่วน ๆ ไป ตามฤดูกาลก็มีของป่าของเถื่อนมาบ้าง และเนื้อแพะ เนื้อกระบือ พวกแขกล้มลงกินและจำหน่ายบ้าง ครั้งมาในสมัยปัจจุบันนี้ได้เพิ่มเติมเนื้อโค ลูกโค แกะ และลุกแกะขึ้นอีก…เนื้อวัวหรือโคนี้เป็นของเกิดใช้เป็นอาหารประจำตลาดขึ้นในเมื่อได้ทำสัญญากับนานาประเทศแล้ว แต่ก่อนนั้นไม่ค่อยจะมีผู้รับประทานโดยจะถือลัทธิกันว่าเป็นสัตว์พาหนะที่มีคุณ” เป็นต้น
สิ่งที่ชวนอัศจรรย์ใจและวิเศษสุดสำหรับผู้เขียนคือทันทีที่ส่งต้นฉบับบทความ ‘ตำราปาก(ะ) : ท่องโลกตำรากับเข้าไทย’ ให้กับกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรมในเครือมติชน คืนวันเดียวกันผู้เขียนได้ตำราชุดนี้ฉบับพิมพ์แรกมาครอบครอง ประหนึ่งท่านแม่ครัวหัวป่าก์หยิบยื่นส่งมอบมาจากสัมปรายภพเพื่อเป็นรางวัลแห่งการเผยแพร่ผลงานของท่านสู่สาธารณชน
ประเด็นคุณค่าความหายากของหนังสือชุดนี้ฉบับพิมพ์แรก มีปัจจัยที่พอจะเอ่ยถึงได้ดังต่อไปนี้
1. ชุดนี้ทยอยพิมพ์ระหว่างปี พ.ศ.2451-2452 จำนวน 5 เล่ม เท่ากับมีอายุถึงปัจจุบันราว 120 ขวบปี
2. จำนวนพิมพ์ เล่มละ 500 ซึ่งนับว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับหนังสือชนิดอื่น ๆ เช่น จักรๆวงศ์ๆ และหนังสือพุทธศาสนา ซึ่งท่านผู้หญิงเปลี่ยนเปรยไว้ในคำนำว่า ‘ขายยาก’ ยอดจองล่วงหน้าบางเล่มมีเพียง 150 เศษ
3. การมา ‘ครบชุด’ (ชุดนี้เย็บเล่มร่วม) เป็นเรื่องยาก ถึงขนาดว่าบางทีอาจต้องใช้ชั่วชีวิตตามล่าให้ครบ
4. สิ่งที่ยากเย็นยิ่งกว่าอีก คือ ด้วยลักษณะการใช้งาน สภาพหนังสือตำราอาหารมักผ่านสมรภูมิในห้องครัวมาอย่่างหนัก โดยมากไม่เคยเปียกน้ำ ก็จะยู่ยี่ ยับเยินสุดๆ
5. จากกรณีข้อ 4 ถ้าพบสังขารตำรากับข้าวแบบเจ้าของเดิมใช้อ่านแล้วรักษาวางขึ้นหิ้งอย่างวรรณกรรมชั้นดี ย่อมเป็นเรื่อง rare ใน rare ระดับ Relics ชิ้นสำคัญของบรรณพิภพไทย
6. ท้ายสุด ประเด็นสำคัญของสภาพหนังสือเก่าในประเทศไทย ด้วยภูมิอากาศอยู่ในเขตร้อนชื้น ไม่ว่าหนังสือเก่าชนิดใดๆ การคงสภาพให้อยู่ระดับที่อ่านได้ไม่กรอบ ไม่กรด จนเกินไปเป็นเรื่องยากอีกเช่นกัน ไม่นับรวมเรื่องหนอนหนังสือนานาพันธุ์ที่ได้เอร็ดอร่อยกับกัดแทะตำราเหล่านี้เป็นกระยาหารอันโอชะ
ปัจจุบันนี้ พอกล่าวได้ว่าตำรา ‘แม่ครัวหัวป่าก์’ เป็นหนึ่งในหนังสือที่ผลิตซ้ำมากที่สุดในโลกหนังสือไทย”
9.Energy for All กฎหมายกับพลัง(งาน)ในมือประชาชน
ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ เขียน
สำนักพิมพ์ มติชน
แนะนำโดย ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก
“ในห้วงหลายปีที่ผ่านมาหลายคนคงเผชิญกับข่าวของการปรับขึ้นราคาพลังงานอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเราในฐานะคนทุกคนแทบจะทำอะไรกับมันไม่ได้เลย หนังสือเล่มนี้ถือเป็นประโยชน์อย่างมากที่จะชี้ให้เราเห็นว่าทำไมประชาชนจึงมีส่วนร่วมกับเรื่องของพลังงานได้น้อยมาก กฎหมายแต่ละฉบับส่งผลอย่างไรต่อระบบรวมศูนย์พลังงานของประเทศ หนังสือเล่มนี้จะช่วยเปิดทางให้เราทำความเข้าใจถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศต้องรีบปฏิรูปภาคพลังงานให้มีความเสรีมากยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้คนไทยต้องมาแบกรับต้นทุนต่าง ๆ จากความผิดพลาด (ความจงใจ) ในการวางแผนพลังงาน
ที่สำคัญ หนังสือเล่มนี้ยังได้รวบรวมตัวอย่างการปฏิรูปและเปิดเสรีพลังงานทั้งไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติจากหลายประเทศมาสะท้อนให้เราเห็นว่าการปฏิรูปทำได้ และทำให้ราคาพลังงานเป็นไปตามกลไกที่ควรจะเป็น ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะตัวอย่างจากประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น แต่ยังมีหลายประเทศกำลังพัฒนาด้วย ในปี 2025 นี้จึงคิดว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์มากกับทุกคนในห่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังจะมีแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ ที่จะกระทบเราทุกคนไปจนถึงปี 2580”
10.Babel: Or the Necessity of Violence: An Arcane History of the Oxford
RF Kuang เขียน
สำนักพิมพ์ Harper Voyager
แนะนำโดย นำชัย ชีววิวรรธน์
“นิยายแฟนตาซี เรื่องราวความลับในการหลอมรวมเอาการแปลเข้ากับเวทมนตร์และเทคโนโลยีในบรรยากาศมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดยุควิกตอเรีย ผ่านการใช้ ‘แท่งเงินคู่’ ที่ร่ายคาถาด้วยคำต่างภาษาที่มีความหมายเดียวกัน ทำให้สามารถส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึก เสียง สี ความเร็ว หรือแม้กระทั่งความตายของผู้คน สอดแทรกเนื้อหาไว้ด้วยเรื่องของการเหยียดชาติพันธุ์ การล่าอาณานิคม การทรยศหักหลัง ฯลฯ ขับเคลื่อนความสมจริงของเนื้อหาด้วยความรู้เรื่องภาษาและการศึกษาประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอย่างหนักของผู้เขียน ในบางแง่มุมเกือบๆ จะเป็น ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ ฉบับนักภาษาศาสตร์”
11.Hidden Myanmar การต่างประเทศร่วมสมัยและความเคลื่อนไหวของฤๅษีแห่งเอเชีย
ลลิตา หาญวงษ์ เขียน
สำนักพิมพ์ มติชน
แนะนำโดย สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
“ถ้าสถานการณ์ที่ว้าตั้งฐานประชิดชายแดนไทย ทหารพม่ายิงเรือประมงของไทย การปะทะกันที่เมืองเมียวดีใกล้ๆ กับอำเภอแม่สอด และอื่นๆ ที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมาเป็นแรงผลักดันให้ต้องแสวงหาความรู้เพื่อตอบคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นและมันเกิดขึ้นได้อย่างไรแล้วละก็ คงจะไม่มีอะไรดีไปกว่าอ่านหนังสือเล่มกะทัดรัดเรื่อง ‘Hidden Myanmar: การต่างประเทศร่วมสมัยและความเคลื่อนไหวของฤาษีแห่งเอเชีย’ (กรุงเทพฯ: มติชน, 2567) โดย ลลิตา หาญวงษ์ นักวิชาการรุ่นใหม่ ผู้ให้ความสนใจประวัติศาสตร์การเมืองและความขัดแย้งในพม่าอย่างจริงจังเป็นแน่
พม่าหรือเมียนมาร์ในชื่อปัจจุบันนั้นเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นฤาษีแห่งเอเชีย เพราะนโยบายโดดเดี่ยวตัวเอง แยกตัวออกจากประชาคมโลกและพัฒนาตามแนวทางและแบบฉบับของตัวเอง แต่ในความเป็นจริง พม่ากลับกลายเป็นประเทศที่ได้รับความสนใจมากที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากความขัดแย้งภายในประเทศได้ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่มีใครกล้าปล่อยให้พม่าอยู่ตามลำพังได้ โดยเฉพาะประเทศไทยเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดติดกัน ซึ่งมีความกินแหนงแคลงใจ บาดหมางและหวาดระแวงกันมาชั่วตลอดประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ที่ผ่านมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
อาจารย์ลลิตาได้จับเอาความขัดแย้งที่ซับซ้อนหลากหลายในการเมืองพม่ามาใส่ในบริบทความสัมพันธ์กับประเทศไทยได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งทำให้เห็นว่าบรรดาความขัดแย้งทั้งหลายแหล่นั่นเองที่เป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับไทยและประเทศอื่นๆ ที่พม่าต้องเกี่ยวข้องด้วย
หนังสือความยาว 336 หน้าแบ่งเป็น 7 บทเริ่มจาก ความสัมพันธ์ไทยและพม่าในบริบทสงครามเย็นซึ่งสถาปนาอย่างเป็นทางการเมื่อ 24 สิงหาคม 1948 สมัยที่ อูนุ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปูพื้นให้เห็นว่าพม่านั้นมีปัญหากับกลุ่มชาติพันธุ์มาตั้งแต่ได้เอกราชจากอังกฤษ เผชิญหน้ากับความท้าทายของโลกที่แบ่งเป็น 2 ขั้วทางอุดมการณ์แบบทุนนิยมเสรีและสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ หรือถ้ามองในแง่ภูมิรัฐศาสตร์คือ จีน-รัสเซียฝ่ายหนึ่ง กับสหรัฐและพันธมิตรตะวันตกอีกฝ่ายหนึ่ง อันทำให้รัฐบาลอูนุที่อยากจะเป็นตัวของตัวเองวางตัวลำบากในขณะที่เพื่อนบ้านใกล้ชิดอย่างไทยนั้นใกล้ชิดและเป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐในแผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์
อาจารย์ลลิตาได้อธิบายนโยบายรักษาความ ‘เป็นกลาง’ ของพม่าเอาไว้ในบทที่ 2 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความพยายามในการเป็นกลางในขณะที่โลกแบ่งขั้วนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะปฏิบัติได้ง่ายๆ เลย เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในบทที่ 3 ว่าด้วยสงคราม เชื้อชาติ และกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์บอกให้รู้ว่า กองกำลังติดอาวุธที่เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อเป้าหมายของตัวเองนั้นมีกลุ่มคอมมิวนิสต์ที่ใกล้ชิดกับจีนอยู่ด้วย นั่นหมายความว่ามีองค์ประกอบของภูมิรัฐศาสตร์อยู่อย่างชัดเจนมาตั้งแต่ต้น
ในบทที่ 4 บอกให้รู้ถึงความซับซ้อนของความขัดแย้งอีกระดับหนึ่ง นั่นคือการผลิตและค้ายาเสพติดในสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งมีสำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐ (Central Intelligence Agency – CIA) เข้ามาเกี่ยวข้องและดึงเอาปัญหายาเสพติด ความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาอยู่รวมกัน และบทที่ 5 ซึ่งว่าด้วยก๊กมินตั๋งและความมั่นคงระหว่างไทยและพม่านั้นคือมิติที่ซับซ้อนของอำนาจอธิปไตย การเมืองระหว่างประเทศและความขัดแย้งระหว่างไทยและพม่า หลังความพ่ายแพ้ให้แก่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ กองกำลังก๊กมินตั๋งบางส่วนเคลื่อนย้ายมาทางตอนเหนือของไทยและชายแดนพม่าได้สร้างความตึงเครียดให้กับความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับจีน (แผ่นดินใหญ่) ไต้หวัน ไทย และ สหรัฐในคราวเดียวกัน
บทที่ 6 เจาะจงไปที่บทบาทของชนชั้นนำของไทย เมื่ออูนุลี้ภัยทางการเมืองหลังโดนนายพลเนวินยึดอำนาจมาเคลื่อนไหวในประเทศไทยและประสานสมทบกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่มที่เคลื่อนไหวตามแนวตะเข็บชายแดนไทย ซึ่งแรกๆ ผู้นำไทยก็รู้เห็นเป็นใจ แต่ตอนหลังเมื่อเห็นว่าความเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้านดูจะโจ่งแจ้งมากเกินไปจนอาจจะกลายเป็นปัญหาความสัมพันธ์กับรัฐบาลเนวิน จึงพยายามรักษาระยะกับฝ่ายต่อต้าน ต่อมาเมื่อเกิดความแตกแยกระหว่างกลุ่มของอูนุกับกลุ่มชาติพันธุ์ผู้นำไทยก็คงจะเห็นอนาคตแล้วว่าอูนุคงจะไม่ชนะจึงเปลี่ยนท่าทีในที่สุด
บทที่ 7 เป็นบทสรุปที่อาจารย์ลลิตาผู้เขียนพยายามจะโยงมาถึงเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากอยู่ไม่น้อยที่จะอาศัยเรื่องราวในอดีตมาอธิบายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและทำนายไปถึงอนาคตข้างหน้า แต่โดยรวมแล้วหนังสือเล่มนี้ได้ให้องค์ประกอบและปัจจัยของปัญหาความขัดแย้งและสงครามกลางเมืองพม่าเอาไว้อย่างครบถ้วนเพียงพอที่จะใช้เป็นแนวในการอ่านสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างแน่นอน”
12.พยัคฆ์แห่งมาลายา: ชีวประวัติเติงกู มะห์หมูด มะห์ยิดดีน ผู้ต่อสู้เพื่อเอกราชของปาตานี
Mohd. Zamberi Abdul Malek เขียน
ฮารา ชินทาโร่ แปล
สำนักพิมพ์ ILLUMINATIONS
แนะนำโดย อรอนงค์ ทิพย์พิมล
“แนะนำหนังสือเรื่อง ‘พยัคฆ์แห่งมาลายา: ชีวประวัติเติงกู มะห์หมูด มะห์ยิดดีน ผู้ต่อสู้เพื่อเอกราชของปาตานี’ เขียนโดยโมฮัมหมัด ซัมเบอรี อับดุล มาเล็ก แปลโดย ฮาร่า ชินทาโร หนังสือเล่มนี้ต้นฉบับชื่อ ‘Harimau Malaya: Biografi Tengku Mahmood Mahyiddeen’ ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1999 โดยสำนักพิมพ์ Universiti Kebangsaan Malaysia และตีพิมพ์ครั้งที่สองเมื่อปี 2009 โดยสำนักพิมพ์เดียวกัน
ความพิเศษและน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ คือแต่งโดยชาวมาเลเซีย เป็นภาษามลายู (มาเลเซีย) แปลโดยชาวญี่ปุ่น (ผู้เชี่ยวชาญภาษามลายู) เป็นภาษาไทย คือมีความพหุวัฒนธรรมอย่างมาก ผู้แนะนำเป็นบรรณาธิการตรวจภาษาต้นฉบับหนังสือแปลเล่มนี้ ทำให้เห็นถึงการทำงานอย่างวิริยะ อุตสาหะ ตั้งใจจริง และจริงจังของผู้แปล ผู้แปลไม่ได้แค่แปลให้ถูกต้องตามหลักภาษาและได้อรรถรสเท่านั้น หากแต่ได้ทำการบ้านเพิ่ม ค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม ไปจนกระทั่งเช็กความถูกต้องการอ้างอิงและบรรณานุกรม กล่าวได้ว่ากว่าจะออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทำงานด้วยความละเอียดและพิถีพิถันทุกขั้นตอนและกระบวนการ
หนังสือชีวประวัติเติงกู มะห์หมูด มะห์ยิดดีนเล่มนี้ฉายภาพเรื่องราวชีวิตของเติงกู มะห์หมูด มะห์ยิดดีน บุตรชายคนสุดท้องของเติงกู อับดุล กาดีร์ กามารุดดิน รายาองค์สุดท้ายของปาตานี ตั้งแต่กำเนิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ที่สำคัญคือบทบาทของเติงกู มะห์หมูด มะห์ยิดดีนในฐานะผู้ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปาตานี หนังสือเล่มนี้จะช่วยเติมต่อความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทั้งของปาตานี มาเลเซีย และสยาม นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้จะพาให้ผู้อ่านเข้าใจบริบทสังคมและการเมืองระหว่างประเทศช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับ ปาตานี สยาม และประเทศมหาอำนาจอื่นๆ”
13.ลอกคราบพุทธแท้: ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาชนชั้นกลางไทยร่วมสมัย
อาสา คำภา เขียน
สำนักพิมพ์ มติชน
แนะนำโดย เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง
“หนังสือเล่มนี้พยายามตอบคำถามซึ่งเป็นหัวใจหลักของพุทธศาสนิกชนจำนวนไม่น้อย นั่นคือ อะไรคือพุทธแท้ ชนชั้นกลางนั้นเป็นคนมีเหตุผล จึงมีปัญหากับศาสนาพุทธมากสักหน่อย เพราะไม่สามารถ ‘ทำบุญกับผ้าเหลือง’ ได้เหมือนชาวบ้านร้านช่องทั่วไป จะทำบุญทั้งที ต้องมั่นใจว่า ทำกับพุทธที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการทำทาน รักษาศีล หรือภาวนาใดๆ พระอาจารย์หรือคำสอนนั้นๆ ต้องถูกตรวจสอบเสียก่อน
แต่หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่า อันที่จริง พุทธแท้ในจินตนาการชนชั้นกลางไทยนั้นออกจะเลื่อนลอย และเลื่อนไหลได้มากๆ ไม่อยู่กับร่องรอยและไม่ได้เป็นศาสนาแห่งเหตุผลตามที่พยายามบอกต่อกันมา ที่น่าสนใจคือการเชื่อมความไม่อยู่กับร่องรอยนี้ จากพุทธไปสู่รสนิยมทางการเมืองของชนชั้นกลาง ว่าทำไมถึงไม่อยู่กับร่องรอย แม้ข้างหนึ่งจะยึดมั่นคุณค่าเสรีนิยม แต่อีกข้างก็พร้อมจะสละหนทางแห่งเสรีนิยมประชาธิปไตยเพื่อสนับสนุนเผด็จการบางรูปแบบได้โดยไม่ขัดเขิน ทั้งหมดนี้ถูกนำเสนอด้วยภาษาที่ชัดเจน เรียบง่าย และรื่นหูรื่นตา อ่านง่าย อ่านสบาย เพื่อให้เราได้รู้จักตัวเราเองมากขึ้น”
14.เธอเป็นลูกสาว
จิน แซ่ตั้ง เขียน
สำนักพิมพ์ อ่าน
แนะนำโดย กษิดิศ อนันทนาธร
“หนังสือที่เขียนขึ้นในรูปบันทึกกึ่งนิยายของลูกสาวในครอบครัวคนจีนครอบครัวหนึ่งเล่มนี้ ดำเนินผ่านชีวิตของผู้หญิงหลายคน ที่มีแม่ของเธอเป็นหลักของเรื่อง ได้อย่างน่าติดตาม ตราตรึงใจ และชวนให้นึกถึงชีวิตของเราเอง ทั้งยังสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์สังคมไทยอย่างน่าอ่าน
เป็นหนังสือที่คนสนใจประวัติศาสตร์ จะได้เห็นประวัติศาสตร์สังคมไทยตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองมาจนถึงยุคโควิด-19 เป็นหนังสือที่เหมาะกับคนที่สนใจเรื่องคนชายขอบ คนเล็กคนน้อยในสังคม ชีวิตของพวกเขาทำให้เราจะเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมสังคมนี้มากขึ้น เป็นหนังสือสำหรับใครก็ตามที่ดูแลผู้ป่วยที่มีอาการทางจิต และผู้ป่วยระยะสุดท้าย ให้เห็นถึงการแบ่งปันประสบการณ์ ปัญหา อุปสรรค และความเป็นปุถุชนของผู้ดูแลที่ก็ต้องการความเข้าใจเหมือนกัน เป็นหนังสือที่เหมาะมากสำหรับหมอ บุคลากรทางการแพทย์ ให้เห็นว่านอกจากการทำงานตามมาตรฐานวิชาชีพแล้ว การเอาใจใส่คนไข้และญาตินั้นมีผลต่อชีวิตและสุขภาพของเขาเพียงใด และเป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับทุกคน อ่านแล้วคงจะต้องคิดถึงแม่ คิดถึงยาย คิดถึงเรื่องราวในอดีตที่เขาเคยเผชิญมา แต่ไม่อยากบอกให้เรารู้”
15.Esquire The Meaning of Life: Wit, Wisdom, and Wonder from 65 Extraordinary People
โดย นิตยสาร Esquire
แนะนำโดย ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์ (ลุงเฮม่า)
“หนังสือที่อยากจะแนะนำปีนี้ อยู่ในห้องน้ำที่บ้านมาได้สองสามสัปดาห์แล้ว ‘Esquire The meaning of Life’ คือรวมคอลัมน์สัมภาษณณ์ในนิตยสารเอสไควร์ มันพิเศษตรงที่ว่าเป็นบทสัมภาษณ์ที่กลั่นมาเหลือแต่ประโยคเด็ดๆ ของคนที่น่าสนใจ
เล่มนี้ได้มาจากร้านหนังสือเก่าแถวสุขุมวิท (พิมพ์เมื่อปี 2004) การที่เล่มนี้ไปอยู่ในห้องน้ำนั้นไม่ใช่เหตุบังเอิญ เวลานั่งส้วมเราไม่ควรใช้เวลาเกินสองสามนาทีใช่มั้ย และประโยคเด็ดๆ ทั้งสั้นและยาวของคนที่มีชื่อเสียง จัดว่าเหมาะสมมากสำหรับการอ่านในห้องน้ำ ที่สำคัญคือข้อความมันสั้นจริง แต่ประจุแน่นด้วยข้อคิดข้อขำที่หวังว่าจะติดตัวเราออกไปหลังจากทำธุระในห้องน้ำเสร็จ
ยกตัวอย่างประโยค
“การผ่านความลำบากแสนสาหัสคือเรื่องวิเศษมาก แต่ครั้งเดียวพอนะ” – โดนัลด์ ทรัมป์
“เมื่อเราถูก ไม่มีใครจำได้ เมื่อเราผิด กลับไม่มีใครลืม – โมฮัมหมัด อาลี
“ความยากของการเป็นคนดังก็คือมีแต่คนเอาอกเอาใจ อย่างเวลาคุยกับคนอื่น แล้วทุกคนเอออตามเราทุกเรื่องแม้บางทีเราจะพูดจาอะไรบ้าบอๆ มันต้องมีคนที่พูดจาในเรื่องที่เราไม่อยากได้ยินบ้าง – โรเบิร์ต เดอนิโร
“ให้จ้างคนที่ปฏิบัติต่อพนักงานต่ำต้อยอย่างพนักงานรับโทรศัพท์ไม่แตกต่างจากที่ปฏิบัติต่อผู้จัดการ” – ริชาร์ด แบรนสัน”
16.Prisoners of Geography: อ่านภูมิรัฐศาสตร์โลกจากอดีตสู่อนาคตผ่าน 10 แผนที่
Tim Marshall เขียน
คุณากร วาณิชวิรุฬห์ แปล
สำนักพิมพ์ Bookscape
แนะนำโดย ธีวินท์ สุพุทธิกุล
“ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ (geopolitics) กลายเป็นคำที่ได้ยินหนาหูในระยะเวลานี้ ซึ่งที่ใช้ในสื่อส่วนใหญ่มักแฝงนัยอันไม่น่าพิสมัย คือมีความหมายตรงข้ามกับการสานประโยชน์ ความร่วมมือ และการพึ่งพาอาศัย โดยเฉพาะในประเด็นที่โลกต้องหาทางรับมือร่วมกันอย่างปัญหาเศรษฐกิจ ภัยพิบัติ ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง และโรคระบาด แต่ก็ปฏิเสธได้ยากว่าภาวะที่ไม่น่าพิสมัยนี้กำลังเป็นความจริงที่เบียดแทรกรอยปริแตกแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ขึ้นมาบดบังความพยายามอันยาวนานที่จะสมานรอยแยกให้แนบชิดกันอันเป็นผลจากบทเรียนโศกนาฏกรรมความขัดแย้งในอดีต
สงครามและการเผชิญหน้าระลอกใหม่กำลังทำให้การเมืองระหว่างประเทศเป็นเรื่องการประชันอำนาจบนความได้เปรียบ-เสียเปรียบเชิงภูมิศาสตร์ อันได้แก่ การคำนึงถึงความเด่น-ด้อยด้านดินแดนที่ตนครอบครอง ที่ตั้ง ภูมิประเทศ ทรัพยากร เขตแดน ระยะห่าง เส้นทาง การเข้าถึง การควบคุม และขยายแนวอิทธิพล ซึ่งไม่วายเป็นเรื่องการแก่งแย่งความเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว เพราะกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนถือเป็นเรื่องเบ็ดเสร็จแบ่งกันมิได้ ด้วยตรรกะแบบ ‘เธอได้ฉันเสีย’ (zero-sum) และโยงกับ ‘ความมั่นคง’ หรือหลักคิดที่ว่าการ ‘เสียดินแดน’ เป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้ในมโนสำนึกของพลเมืองรัฐสมัยใหม่ และพร้อมที่จะใช้กำลังเพื่อปกปักรักษา
งานของ ทิม มาร์แชล สะท้อนบรรยากาศระหว่างประเทศขณะนี้ โดยได้วิเคราะห์แผนที่ภูมิรัฐศาสตร์อันมีส่วนกำหนดความเคลื่อนไหวและแนวโน้มความเป็นไปของการเมืองโลก เขาได้ชี้ให้เห็นท่าทีของรัสเซียจากปัญหาพรมแดนและที่ตั้งอย่างน่าสนใจ (ก่อนที่สงครามยูเครนจะปะทุปี 2022 เสียอีก) ทั้งยังมองข้อได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างสองมหาอำนาจใหญ่สหรัฐฯ-จีน ซึ่งเป็นแนวปะทะใหม่ในปัจจุบัน หนังสือฉบับแปลไทยนี้ ซึ่งมีการเปิดตัวในรูปงานเสวนาเชิงวิชาการ ณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เป็นที่เห็นพ้องในหมู่วิทยากรที่เข้าร่วมว่าเป็นจุดตั้งต้นที่ดีในการช่วยให้เราเข้าใจความซับซ้อนของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และเป็นประโยชน์ในการมองโลกปัจจุบันที่ยุทธศาสตร์การแข่งขันเชิงอำนาจกำลังกลับมาเป็นกระแสหลัก มาร์แชล ยังมีผลงานต่อยอดจากเล่มนี้ออกมาอีกหลายเล่ม ซึ่งก็น่าติดตามในแง่บทวิเคราะห์เกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างครอบคลุม”
17.หุ่นยนต์ผจญภัยในป่ากว้าง (The Wild Robot)
Peter Brown เขียน
วัชรวิชญ์ แปล
สำนักพิมพ์ ยูนิเวอร์แซล พับลิชิ่ง
แนะนำโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
“ลูกชายของผมกำลังก้าวผ่านจากเด็กเล็กสู่เด็กโต จากที่เคยชื่นชอบการดูหนังสือนิทานภาพ หนูน้อยเริ่มหันมาสนใจการอ่านและการเขียนตัวอักษรเพิ่มมากขึ้น ผมจึงพยายามเฟ้นหานิทานเด็กที่มีภาพน้อยหน่อย และตัวหนังสือเยอะหน่อย จนได้มาเจอกับ Wild Robots นิยายที่ผสานสองธีมที่ผมชอบเข้าด้วยกันนั่นคือหุ่นยนต์และธรรมชาติได้อย่างลงตัว
การเล่าเรื่องที่กระชับ บทตอนที่ขนาดกะทัดรัด ภาษาที่อ่านเข้าใจง่าย และเนื้อเรื่องเปี่ยมจินตนาการ ทำให้ผมอ่านนวนิยายเล่มนี้แบบวางไม่ลง นี่คือหนังสือว่าด้วยการผจญภัยของหุ่นยนต์ที่ค่อยๆ เรียนรู้จากเหล่าสรรพสัตว์จนราวกับมีความรู้สึกนึกคิด ฉายภาพความสนุกในวัยเด็ก ความรักของครอบครัว (ใช่ครับ! หุ่นยนต์นี้มีครอบครัว) ธรรมชาติที่สวยงาม และการลาจาก
หนังสือชุดนี้มี 3 เล่มนะครับ อีกสองเล่มที่เหลือคือ The Wild Robot Escapes (หุ่นยนต์หนีภัยในเมืองใหญ่) และ The Wild Robot Protects นอกจากนี้ยังเพิ่งมีแอนิเมชันซึ่งเพิ่งออกมาไม่นานและได้รับคำชมอย่างล้นหลาม หนังสือนวนิยายขนาดกะทัดรัดชุดนี้จึงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ”
18.Proust’s Latin Americans
Rubén Gallo เขียน
สำนักพิมพ์ Johns Hopkins University Press
แนะนำโดย อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ
“ดูเหมือนช่วงหลังๆ มานี้ เรื่องราวของมาร์แซ็ล พรูสต์ (Marcel Proust) นักเขียนชาวฝรั่งเศสจะเป็นที่ทบทวีความสนใจในหมู่นักอ่านชาวไทยเพิ่มมากขึ้น ล่าสุดก็เพิ่งมีการแปลงานเขียนเรื่อง Sur la lecture ว่าด้วยการอ่าน จัดพิมพ์ออกมาหมาดๆ
หนังสือว่าด้วยชีวประวัติของมาร์แซ็ล พรูสต์เล่มหนึ่งที่สร้างความตื่นเต้นให้กับผมเมื่อตอนไล่สายตาอ่าน จนก่อเกิดความนึกปรารถนาจะแนะนำให้คุณผู้อ่านท่านอื่นๆ ลองหามาอ่านด้วย นั่นคือ ‘Proust’s Latin Americans’ ผลงานโดย Rubén Gallo ซึ่งเปิดเผยให้เราทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรูสต์ผู้เป็นนักเขียนชาวฝรั่งเศสกับผองเพื่อนชาวละตินอเมริกัน
และที่สำคัญคือพรูสต์ยังมี ‘คนรัก’ เป็นศิลปินหนุ่มชาวเวเนซูเอลา!
‘Proust’s Latin Americans’ มิได้เป็นเพียงหนังสือที่ฉายภาพความสัมพันธ์ระหว่างพรูสต์กับชาวละตินอเมริกันเท่านั้น แต่มุ่งวิเคราะห์ให้เห็นถึงอิทธิพลและกลิ่นอายแบบละตินอเมริกันที่ส่งทอดมาสู่งานเขียนของเขาด้วย มิหนำซ้ำ เรายังจะมองเห็นภาพฉากหลังและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศฝรั่งเศสกับประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกาในโฉมหน้าประวัติศาสตร์อย่างน่าขบคิดใคร่ครวญและน่าตื่นตาตื่นใจ”
19.On Painting เห็นมากับตา ว่าด้วยภาพเขียน เล่ม 4
วีระ ธีรภัทร เขียน
สำนักพิมพ์ โรนิน
แนะนำโดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
“ใครที่เคยไปดูภาพเขียนในพิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์ใหญ่ในโลกคงประทับใจในความงดงามและวิจิตรศิลป์ของศิลปินจิตรกรภาพวาดเหล่านั้น ที่แสดงความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวจากปกรณัมกรีกโรมันมาถึงคัมภีร์ไบเบิลก่อนมาถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ตั้งแต่พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ในปารีส เดอะเม็ตในมหานครนิวยอร์ก วาติกัน หอศิลป์แห่งชาติกรุงลอนดอน และอื่นๆ ในกรุงมอสโก ฟลอเรนซ์ ไทเป ปักกิ่งและโตเกียว ทั้งหมดล้วนเป็นผลงานของจิตรกรตะวันตกทั้งสิ้น เรียกได้ว่าเป็นแก่นแกนของ ‘อารยธรรมตะวันตก’ ก็ว่าได้
ในวาระปีใหม่นี้ ผมเลือกผลงานของวีระ ธีรภัทรมาเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับผู้อ่านที่สนใจในภาพวาดระดับโลก นั่นคือ ‘On Painting เห็นมากับตา ว่าด้วยภาพเขียน เล่ม 4’ ที่น่าประหลาดใจคือผู้เขียนไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ศิลป์ ซึ่งมักเป็นผู้เขียนหนังสือประวัติและความเป็นมาของภาพวาดตะวันตก แต่คุณวีระเป็นนักรัฐศาสตร์โดยการศึกษาและเป็นนักสื่อสารมวลชนโดยอาชีวะ และที่สำคัญมีความรู้ความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจการเมืองของประเทศเป็นอย่างดี ชื่อเสียงของเขามาจากรายการวิทยุหลายรายการหลายสถานีผ่านเวลาหลายทศวรรษ จนปัจจุบันเป็นนักจัดรายการวิทยุที่มีคนโทรเข้ามาคุยด้วยมากที่สุดและสนุกตื่นเต้นเร้าใจมากที่สุด เมื่อวีระมาเขียนเล่าประวัติความเป็นมาของภาพวาดระดับโลก ทำให้ต้องติดตามทรรศนะและข้อคิดอันแหลมคมแหวกแนวของเขา
เขาเล่าว่าแรงบันดาลใจให้เขียนหนังสือซึ่งออกมาเป็นชุดได้ 4 เล่มแล้ว เพราะเขาได้ไปชมภาพเหล่านั้นมาหลายวาระกระทั่งเกิดความประทับใจและดูดดื่มในความงามและเรื่องราวของจิตรกรเหล่านั้น คุณสมบัติพิเศษของวีระคือเขามีใจไปทางประวัติศาสตร์และศิลปะ เห็นได้จากงานเขียนเรื่องเที่ยวเขมรและมหากาพย์ ‘มหาภารตะ’ รวมถึงประวัติศาสตร์อยุธยา ทำให้การได้ไปเห็นภาพวาดกับตาจากพิพิธภัณฑ์และหอศิลปะใหญ่ทั่วโลก ไม่ไกลเกินเอื้อมสำหรับเขาในการถ่ายทอดให้ผู้อ่านในเมืองไทยได้ ‘เห็นมากับตา’ เหมือนกับเขาได้ด้วย แม้ยังไม่ได้ไปถึงหอศิลปะเหล่านั้นเองก็ตาม
เล่มนี้แปลกตรงที่เขาเสนอจิตรกรซึ่งมีชื่อติดอันดับโลกแต่ไม่ใช่แถวแรกที่คนมักคุ้นเคยเช่น เลโอดาโน ดาวินชี ไมเคิล แอนเจโล รูเบนส์ แรมแบรนดต์ เวอร์เมียร์ (ซึ่งได้เสนอแล้วในสามเล่มแรก) หากแต่เป็นจิตรกรสตรี 4 คนและจิตรกรชาย 2 คน คนแรกคือเอลิซาเบธ หลุยส์ วีจี เลอบรุน ชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นตัวเอกของเล่ม ตามมาด้วยจิตรกรสตรีที่โลกลืม และจิตรกรชายชาวอังกฤษเซอร์โจชัว เรย์โนลด์ส ที่ทำงานใน ‘ดินแดนแร้นแค้นจิตรกร’ อย่างยากลำบาก ทั้งหมดมีชีวิตในยุคบาโรกและโรโกโกยังครอบงำอยู่ ก่อนล่มสลายไปหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 อันนำมาสู่ยุคนีโอคลาสสิก ผู้เขียนทำให้ประวัติศาสตร์มีประโยชน์อย่างมหันต์เพราะมันทำให้ประวัติชีวิตของจิตรกรที่โลกลืมเหล่านี้กลับมามีชีวิตโลดแล่นอีกต่อไปได้”
20.The Psychology of Money : จิตวิทยาว่าด้วยเงิน
Morgan Housel เขียน
ธนิน รัศมีธรรมชาติ แปล
สำนักพิมพ์ Live Rich
แนะนำโดย สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์
“เพราะเงินเป็นส่วนสำคัญของการมีชีวิตที่ดี ซึ่ีงน่าจะหมายถึงชีวิตที่มีความสุข ไม่ใช่ชีวิตที่ได้บริโภคมากๆ และเพราะเงินมี 2 ส่วน คือหาเงิน กับใช้เงิน เราจึงต้องเข้าใจและจัดการตัวเองให้ได้สมดุล ไม่เช่นนั้นจะทำให้การหาเงินกลายเป็นการสร้างทุกข์ แทนที่จะเป็นเครื่องมือสร้างสุข
หนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่หนังสือปรัชญาพูดเรื่องหลักการและวิธีคิดว่าด้วยเงินกับชีวิต แต่ก็ไม่ได้เน้นจิตวิทยาแบบวิชาการ มันผสมมุมมองและประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนที่ทำให้เขา ‘ประสบความสำเร็จ’ ในการลงทุน และมีชีวืตที่ดี ใครจะอ่านเอาส่วนไหนก็ได้ แล้วแต่พื้นหลังของคนอ่าน และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการอยู่กับการหาเงิน การใช้เงิน ที่จะทำให้การใช้ชีวิตมีสมดุลภายใต้เครื่องมือและโอกาสในการให้เงินทำงานแทน (ผ่านการลงทุน)
สำหรับผม ได้ตัวอย่างดีๆ ไปขยายส่วนของแนวคิด หลักการที่ว่าเงินไม่ใช่ทุกอย่าง คนรวยไม่ได้น่าอิจฉา คนที่เราคิดว่ารวย ไม่ได้เก่งเรื่องเทคนิค แต่เพราะอดทนและทำนาน (แน่นอนว่าโชคมีส่วนไม่น้อย) สิ่งที่ไม่ได้ประโยชน์ (เพราะไม่เคยคิดจะทำ) คือเคล็ดลับหรือเทคนิคการเลือกลงทุนที่ต้องมองยาวคู่กับมองสั้น ที่ไม่เคยทำไม่ใช่เพราะไม่อยากให้เงินทำงานแทน (โดยเฉพาะเมื่อแก่แล้ว) แต่เพราะทำทีไร (ตั้งแต่ยังหนุ่ม) ไม่เคยได้คืน มีแต่เสียไป จะไปหาความรู้เพิ่มตอนแก่ หนังสือก็บอกว่าเหนือกว่าความรู้ คือความเข้าใจและรู้ทัน จิตวิทยาว่าด้วยเงินจะได้กำหนดพฤติกรรมที่ควรเป็น ไม่ให้เงินทำร้าย หรือทำลายโอกาสการมีชีวิตที่ดี”
21.1893-2310 ประวัติศาสตร์และการเมืองไทยสมัยอยุธยา
สำราญ ผลดี เขียน
สำนักพิมพ์ แสงดาว
แนะนำโดย โตมร ศุขปรีชา
“สำหรับใครที่ไม่ได้เดินทางไปไหนในช่วงปีใหม่ และอยากลอง ‘ดื่มด่ำ’ ไปกับประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาแบบที่เป็นเรื่องเล่ากึ่งวิชาการ แต่ไม่ซีเรียสเกินไป มีอ้างอิงพอสมน้ำสมเนื้อ แต่วิธีเขียนเล่าไปเรื่อยๆ ตามลำดับเวลา อยากแนะนำหนังสือชื่อ ‘1893-2310 ประวัติศาสตร์และการเมืองไทยสมัยอยุธยา’ โดย ร.ศ.ดร.สำราญ ผลดี ของสำนักพิมพ์แสงดาวครับ เล่มนี้ค่อนข้างหนา แต่อ่านสนุกเลย ไม่ค่อยมีใครพูดถึงมากนัก อาจเพราะไม่ได้มุ่งนำเสนอ Argument ทางวิชาการแปลกใหม่ ทว่าเรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยอยุธยาด้วยการเก็บข้อมูลที่รอบด้าน อ่านแล้วถ้าคุณอยู่กรุงเทพฯ และมีเวลาช่วงปีใหม่มากพอ อาจจะเจียดเวลาสักวันขับรถไปสัมผัสอยุธยาเองได้ด้วยนะครับ”
22.ผู้บริสุทธิ์ (To Kill a Mockingbird)
Harper Lee เขียน
วิกันดา จันทร์ทองสุข แปล
สำนักพิมพ์ word publishing
แนะนำโดย ‘นรา’
“ในกระบวนนิยายคลาสสิคร่วมสมัยด้วยกัน ผมคิดว่า To Kill a Mockingbird ของฮาร์เปอร์ ลี โดดเด่นเป็นลำดับต้นๆ ในความ ‘เป็นมิตรกับผู้อ่าน’ ตั้งแต่ความบันเทิงชวนติดตาม สะเทือนอารมณ์ ระทึกเร้าใจ หรรษารื่นรมย์, เนื้อเรื่องสะท้อนถึงโลกอันโหดร้ายของผู้ใหญ่ ผ่านมุมมองบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของเด็ก และความทรงจำน่าประทับใจในวัยเยาว์, สะท้อนเนื้อหาประเด็นจริงจังอย่างการเหยียดสีผิวและอคติในสังคม ได้อย่างเข้มข้น คมลึก ตรึงใจ ได้อย่างมีชั้นเชิงมากเท่าๆ กับที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย”
23.Constitutional Sentiments
András Sajó เขียน
สำนักพิมพ์ New Haven & London, Yale university press
แนะนำโดย สมชาย ปรีชาศิลปกุล
“กฎหมายภายใต้ยุคสมัยใหม่ถูกอธิบายว่าเป็นเรื่องของเหตุผลและตรรกะ และมองข้ามสิ่งที่เรียกว่า ‘อารมณ์ความรู้สึก’ (sentiments) รวมทั้งความเข้าใจว่าอารมณ์ความรู้สึกมีความเป็นอัตวิสัย (subjective) อันเป็นสิ่งที่ไม่อาจไปได้กับความเป็นเหตุเป็นผลทางกฎหมายที่มีลักษณะเป็นภววิสัย (objective) ยิ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ถูกจัดวางให้ห่างไกลจากอารมณ์ความรู้สึกที่สามารถพลิกผัน/เปลี่ยนแปลงได้ง่าย
หนังสือ Constitutional Sentiments (ขอแปลในเบื้องต้นว่า ‘อารมณ์ความรู้สึกทางรัฐธรรมนูญ’) เป็นงานที่จะท้าทายระบอบความรู้ทางนิติศาสตร์ของไทยอย่างมาก ด้วยการเสนอว่าเอาเข้าจริงแล้วกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่มีปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับอารมณ์ความรู้สึกเป็นอย่างมาก งานชิ้นนี้หันไปทบทวนเอกสารสำคัญทางการเมืองเพื่อชี้ว่ามีอารมณ์ความรู้สึกเป็นฐานรองรับของการถือกำเนิดของกฎหมายรัฐธรรมนูญในวาระต่างๆ อย่างไม่อาจปฏิเสธ”
24.The Blank Slate: The Modern Denial of Human Nature
Steven Pinker เขียน
สำนักพิมพ์ Penguin Books
แนะนำโดย สิริพรรณ นกสวน สวัสดี
“หนังสือหลายปีแล้ว หลายคนคงเคยผ่านตา ไม่จำเป็นต้องโฆษณาเพราะเป็นหนังสือขายดีประจำปี 2002 และเข้ารอบสุดท้ายรางวัลพูลิตเซอร์ (The Pulitzer Prize) ปี 2003 ผู้เขียนเป็นอาจารย์ด้านจิตวิทยาที่เชื่อว่าจิตใจมนุษย์มีระบบที่ควบคุมกระบวนการย่อย จัดการข้อมูล และการรับรู้ขนาดมหึมา และวิวัฒนาการทางจิตวิทยาเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมมนุษย์
ที่หยิบมาชวนอ่าน เพราะช่วงนี้สังคมไทยพูดถึงกันมากเรื่อง พันธุกรรม และ DNA ทางการเมือง ความกลัว ความเห็นแก่ตัว ความเหลื่อมล้ำ ความสมบูรณ์แบบ โชคชะตาที่ถูกกำหนด และ การใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย
ถ้าใครชอบตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมชาติของจิตใจของมนุษย์ เช่น ระหว่างชีววิทยาที่ถ่ายทอดทางยีน กับการเลี้ยงดู (nature v. nurture) ปัจจัยไหนสำคัญกว่ากัน เวลาเราพูดว่า ‘ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น’ เรานึกถึงพันธุกรรม หรือ การอบรมเลี้ยงดู…..หนังสือเล่มนี้ไม่มีคำตอบ
ข้อเสนอที่หนักแน่นที่สุด คือการปฏิเสธความเชื่อที่ว่า ‘มนุษย์เกิดมาเป็นผ้าขาว’ (blank slate) เพราะหากมนุษย์เกิดมาใสๆ พร้อมจะรับเอาทั้งศีลธรรม และความต่ำทรามใดๆ จากสภาพแวดล้อมแล้วไซร้ การใช้ วิศวกรรมทางสังคมของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จจะสามารถสร้างจิตใจมนุษย์ให้ชั่วร้ายได้อย่างสมบูรณ์แบบ
หรือ การปล่อยให้อาชญากรร้ายแรงออกจากคุก ก็ต้องนับว่าเป็นแนวคิดที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง เพราะพวกเขาจะกลับมาแพร่เชื้อความชั่วร้าย ให้คนในสังคมเก็บเกี่ยวคล้อยตาม
หนังสือเชื้อเชิญให้ผู้อ่านตั้งคำถามตลอดเวลาที่ไล่สายตาไปยังทุกตัวอักษรว่า มวลมนุษยชาติถูกหลอกมาหลายศตวรรษโดยวิทยาศาสตร์ หลักการทางสังคมศาสตร์ และปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่หรืออย่างไร และสิ่งใดคือความรู้ สิ่งใดคือความจริง ถ้ากฎที่เคยเชื่อกลายเป็นความเชื่อผิด ๆ เราจะทดแทนความรู้เดิมด้วยอะไร
จะอ่านเป็นงานวิชาการก็ได้ หรือ จะอ่านเพลินๆ หัวเราะไปกับอารมณ์ขันเป็นหย่อมๆ พร้อมสำรวจพฤติกรรม และกระบวนการคิดของตัวเองและคนรอบข้างก็ดี”
25.80 ต้นไม้รอบโลก
Jonathan Drori เขียน
พลอยแสง เอกญาติ แปล
สำนักพิมพ์ Bookscape
แนะนำโดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์
“เราอยู่บ้านเราเดินไปตามท้องถนน ขับรถผ่านทุกวัน เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้นไม้ที่ตั้งอยู่ตรงนั้นคือต้นอะไร มีที่มาอย่างไร มีประโยชน์อะไรบ้าง ถ้าอยู่ข้างถนนแถวบ้านเราและเติบโตได้เรื่อยๆ ต้นไม้จะให้ดอกที่สวยงาม ให้ผลที่กินได้ หรือให้เนื้อไม้ที่แข็งแกร่ง หรือให้อะไรได้อีก
นี่คือความสัมพันธ์ที่ห่างเหินระหว่างมนุษย์ส่วนใหญ่ในเมือง กับต้นไม้ที่เราก็อยากให้มี แต่คนเขียนเล่มนี้พยายามดึงต้นไม้เข้ามาใกล้คนมากขึ้น และที่น่าอัศจรรย์คือคนเขียนไม่ได้รู้จักต้นไม้แค่ที่อยู่หน้าบ้าน แต่รู้จักต้นไม้จากทุกทวีปทั่วโลก ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วมันมีลักษณะที่แตกต่างกัน
หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องต้นไม้ที่ไม่ได้เป็นเรื่องทางพฤกษศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ การเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของมนุษย์ ที่ปรากฏภาพให้เห็น ผ่านต้นไม้ที่โดดเด่นเป็นหลักอยู่ในเมืองสำคัญของแต่ละประเทศ ไม่รู้ว่า ผู้เขียนมีเวลาไปทำความเข้าใจต้นไม้และประวัติศาสตร์ทั้งหมดบนโลกได้อย่างไร”
26.สถาบันสถาปนา (Foundation Series)
Isaac Asimov เขียน
สำนักพิมพ์ แพรว
แนะนำโดย อภิวัฒน์ รัตนวราหะ
“ชุดนิยาย Foundation ที่มีคนแปลเป็นไทยว่า ‘สถาบันสถาปนา’ นับเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ระดับคลาสสิคของ ไอแซค อสิมอฟ (Isaac Asimov) ซึ่งมีเนื้อหาและการดำเนินเรื่องที่สนุกตื่นเต้น อีกทั้งยังให้แง่คิดในหลายด้าน ในปีที่ผ่านมานี้ ผมได้กลับมาอ่านชุดนิยายนี้อีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เคยอ่านไปเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว แต่คราวนี้อ่านด้วยมุมมองด้านสังคมศาสตร์และอนาคตศาสตร์มากขึ้น
ในมุมมองด้านการคาดการณ์อนาคต ประเด็นหลักของเรื่องราวในนิยายนี้อยู่ตรงที่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างอนาคตที่กำหนดไว้ตายตัวหรือนิยัตินิยม (determinism) กับความคาดเดาไม่ได้ (unpredictability) ของเหตุการณ์ในอนาคต ในด้านหนึ่ง อนาคตตามความคิดนิยัตินิยมเชื่อว่า เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นได้กำหนดไว้แล้วโดยสาเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ตามท้องเรื่อง ตัวละครที่เป็นนักนักคณิตศาสตร์คนหนึ่งสามารถทำนายความเสื่อมถอยของจักรวรรดิกาแลกติกได้ล่วงหน้าเป็นพันๆ ปีได้ด้วยทฤษฎีและเครื่องมือในศาสตร์สมมติที่เรียกว่า psychohistory หรือประวัติศาสตร์จิต ข้อสมมติหลักของการพยากรณ์ดังกล่าวคือ แม้ว่าการกระทำของปัจเจกแต่ละคนอาจจะคาดเดาไม่ได้ แต่พฤติกรรมโดยรวมของประชากรจำนวนมากมักเป็นไปตามกฎทางสถิติ ข้อสมมติดังกล่าวจึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถทำนายการเปลี่ยนแปลงระยะยาวของระบบขนาดใหญ่อะไรบางอย่าง (เช่น ระบบสังคมมนุษย์) ได้อย่างแม่นยำ และสามารถปรับวิถีการเปลี่ยนแปลงของระบบนั้นให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ หากมีข้อมูลที่มากพอและใช้เครื่องมือการแทรกแซงที่เหมาะสม
แต่เรื่องราวตอนหลังในชุดนิยายนี้ก็แสดงให้เห็นว่า แท้จริงแล้ว อนาคตมักเต็มไปด้วยสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ดังในกรณีการเกิดของมนุษย์กลายพันธุ์ที่มีความสามารถพิเศษในการควบคุมอารมณ์และปรับเปลี่ยนความคิดของมนุษย์ ซึ่งทำให้การคาดการณ์และดำเนินการแทรกแซงสังคมตามความคิดแบบ psychohistory ไม่สามารถบรรลุผลได้ตามที่คาดหวังไว้
เรื่องราวนี้ทำให้เห็นถึงข้อจำกัดของการมองอนาคตและการกำหนดอนาคตแบบตายตัว เนื่องจากไม่สามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ ศาสตร์ด้านอนาคตศึกษาเรียกเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดต่ำแต่มีผลกระทบสูงในแนวนี้ว่าเป็นไพ่พลิกเกมหรือไวลด์การ์ด (wild cards) บทเรียนหนึ่งที่สรุปได้จากชุดนิยายนี้คือ การคาดการณ์และดำเนินการในอนาคตไม่ควรยึดมั่นถือมั่นกับการทำนายและแนวทางแบบตายตัวมากจนเกินไป แต่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นกับการปรับตัวเมื่อเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน ชุดนิยาย Foundation จึงเป็นหนังสือที่ผู้ที่สนใจในศาสตร์การพยากรณ์และนโยบายสาธารณะควรอ่านเป็นอย่างยิ่ง”