โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ศักดิ์ศรีค้ำคอ ลำพูนแพ้ไม่ได้? ทำไมคนลำพูนใช้สิทธิเลือกตั้งสูงสุด ทวงบัลลังก์ อันดับ 1 สำเร็จ

TODAY

อัพเดต 03 ก.พ. 2568 เวลา 19.57 น. • เผยแพร่ 03 ก.พ. 2568 เวลา 10.27 น. • workpointTODAY

คำพูดว่า ‘ศักดิ์ศรีค้ำคอ’ อาจถูกมองในแง่ลบเสียมาก แต่สำหรับ จ.ลำพูน ที่เคยครองแชมป์ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งระดับชาติสูงสุด 14 สมัย ทั้งการเลือกตั้ง สส. สว. รวมถึงการลงประชามติ ประโยคนี้มีความหมายมากว่านั้น

การทวงคืนอันดับ 1 ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งมากที่สุด ในสนาม อบจ. ปี 2568 หลังเคยพ่ายให้ จ.พัทลุง เมื่อปี 2563ตอกย้ำว่า คงไม่มีอะไรดีไปมากกว่านี้แล้ว หากศักดิ์ศรีที่ว่า จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยเบ่งบาน

[คนไปใช้สิทธิสูงสุดของประเทศ]

ตลอดสุดสัปดาห์ เชื่อว่าไม่มีจังหวัดไหนจะฮอตเท่าลำพูนแล้ว นับตั้งแต่เป็นจังหวัดเดียว ที่พรรคประชาชนคว้าเก้าอี้ นายก อบจ. ในศึกคราวนี้ โดยพลิกเอาชนะผู้สมัครในสังกัดพรรคเพื่อไทย ที่นายใหญ่จับไมค์ปราศรัยด้วยตนเองช่วงโค้งสุดท้าย

ก่อนที่เช้าวันนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะเปิดเผย ภาพรวมผู้มีสิทธิเลือกตั้งนายก อบจ. ใน 47 จังหวัด ว่าจากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 27,991,587 คน มาใช้สิทธิ 16,362,185 คน คิดเป็น 58.45%

โดยที่ จ.ลำพูน คือ จังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภา อบจ. และนายก อบจ. มากที่สุด คิดเป็น 73.43% ปาดหน้าคู่ต่อสู้อย่างพัทลุง ที่ตกลงไปเป็นอันดับที่ 2

เมื่อไปย้อนดูเส้นทางของแชมป์ 14 สมัย ที่ไล่เรียงมาตั้งแต่ การเลือกตั้ง สส. ปี 2544ข้อสังเกตที่น่าสนใจ พบว่า แทบทุกครั้งลำพูนจะมีผู้มาใช้สิทธิ มากกว่า 75% มีเพียงการเลือก สว. ปี 2557 เท่านั้นที่ผู้มาใช้สิทธิอยู่ที่ 68.39% แต่นั่นก็ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยผู้มาใช้สิทธิทั้งประเทศอยู่ดี

และทั้งหมดนี้ดูจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีข้อสันนิษฐานที่น่าสนใจหลายประการ

ที่มา:สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลำพูน

[ 2 ข้อสันนิษฐาน จากนักรัฐศาสตร์]

อย่างที่ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ตั้งข้อสังเกตของการคว้าชัยเอาไว้ 2 ปัจจัยอย่างน่าสนใจเอาไว้

  • คนลำพูนไม่ไกลบ้าน และ ‘ครอบครัวแหว่งกลาง’ ไม่สูง

“คนลำพูนอาจจะอยู่ติดกับพื้นที่ ถ้าออกไปเรียนต่างถิ่น ก็อาจจะไปอยู่ที่เชียงใหม่ ซึ่งยังสามารถนั่งรถกลับไปเลือกตั้งได้…คนทำงานเอง อย่างลำพูนมีนิคมอุตสาหกรรม ทำให้มีตลาดจ้างงานขนาดใหญ่รองรับ ต่อให้เลือกตั้งวันเสาร์ไม่ได้มีเลือกตั้งเล่วงหน้า ก็ยังมีผู้ไปใช้สิทธิอยู่เยอะ”

นี่เป็นข้อสันนิษฐานลำดับต้นๆ ที่นักรัฐศาสตร์รายนี้ มองว่าส่งผลต่อสถิติการใช้สิทธิเลือกตั้งที่สูงอย่างต่อเนื่อง ไม่มากก็น้อย ด้วยข้อสังเกตที่ว่า ช่องว่างผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง อบจ. ครั้งนี้ ไม่แตกต่างกับการเลือกตั้งใหญ่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่น

“อย่างเชียงใหม่ที่มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง อบจ. อยู่ที่ราว 66% ในการเลือกตั้งระดับชาติปี 63 มีผู้มาใช้สิทธิถึง 81%”

อ.ณัฐกร ชี้ว่า สิ่งที่อาจต้องหาคำตอบเพิ่มเติม คือ จ.ลำพูนมีประชากรย้ายถิ่นฐานมากน้อยแค่ไหน รวมถึงมีลักษณะของ ‘ครอบครัวแหว่งกลางต่ำ’ จริงหรือไม่ อย่างที่เป็นปัจจัย ให้ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งในภาคอีสานไม่สูงมาก เนื่องจากพ่อแม่จำนวนมากต้องทำงานในเมืองหลวง ขณะที่บุตรหลานอยู่บ้านเกิดกับผู้สูงอายุ

  • เราคือเบอร์หนึ่ง เราคือแชมป์

ข้อสันนิษฐานถัดมา อ.ณัฐกร มองว่า เกี่ยวข้องกับกลไกภาครัฐในจังหวัด ทั้งการทำงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงผู้ว่าราชการ ที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการดำเนินงาน โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ประชาชนออกไปเลือกตั้ง

“เหมือนเป็นจังหวัดที่ได้อันดับสูงมาตลอด เอาจริงมาตลอด เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดว่าเราคือเบอร์หนึ่ง เราคือแชมป์”

จึงไม่น่าแปลก ที่สนาม อบจ. 2568 ลำพูน มีความคึกคักมากพิเศษ ด้วยเหตุว่าจะไม่ยอดพลาดท่าให้ จ.พัทลุง ซ้ำสอง ตามความเห็นของ อ.ณัฐกร

ที่มา:สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลำพูน

[วัฒนธรรม ‘ตำหนิคนไม่ไป’ ใช้สิทธิเลือกตั้ง]

และข้อสันนิษฐานเหล่านี้ สอดคล้องกับ งานวิจัยเรื่อง‘พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้ง ของประชาชนจังหวัดลำพูน’ ของ ศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ที่เผยแพร่ไว้เมื่อปี 2560

‘การรักศักดิ์ศรีของชาวลำพูน มีความภาคภูมิใจและต้องการรักษาแชมป์ จังหวัดที่มีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งมากที่สุด’

เป็นปัจจัยด้านวัฒนธรรมพื้นฐานของบุคคลในสังคม ที่ถูกบันทึกเป็นข้อสรุปไว้ในงานวิจัยนี้ เช่นเดียวกับ ‘การตำหนิผู้ไม่ไปใช้สิทธิ ซึ่งเป็นมาตรฐานการบังคับทางสังคม และความรู้สึกละอายเมื่อตนไปใช้สิทธิ’

งานวิจัยนี้ระบุว่า ความกดดันทางสังคมลักษณะเช่นนี้เอง เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ที่มีผลต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งของคนในลำพูน

ขณะที่ คนลำพูนจะตัดสินด้วยนโยบายของพรรคการเมืองที่ดี แม้ว่าจะศรัทธาตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งคนนั้นมากขนาดไหนก็ตาม พูดง่ายๆ คือ โหวตให้พรรคที่ชอบมากกว่า งานวิจัยชิ้นนี้ยังระบุว่า ถ้าคนลำพูนตัดสินใจไม่ได้ หรือไม่ชอบทั้งพรรคและตัวผู้สมัคร พวกเขาก็จะเลือกไม่ประสงค์ลงคะแนนแทน

และความน่าสนใจอีกประการ คือ แรงกระตุ้นให้คนลำพูนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง มาจากกลุ่มบุคคลอย่างกำนันผู้ใหญ่บ้าน และคณะกรรมการหมู่บ้าน ตลอดจนสมาชิกครอบครัว ที่จะคอยร่วมด้วยช่วยกันจับตาการทุจริตการเลือกตั้ง และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่ออยู่ตลอด

และที่ว่ากันว่า คนไทยบ้าเกียรติบัตรก็อาจไม่เกินจริง เพราะงานวิจัยชิ้นนี้ ยังพูดถึงว่า การประกาศเกียรติคุณ หรือให้รางวัลแก่หมู่บ้านที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสูงสุด กลายเป็นกลไกที่ดูจะได้ผลดีในลำพูน เช่นเดียวกับการประกวดคำขวัญ อย่าง ‘ยกย่องคนไปใช้สิทธิ ตำหนิคนนอนหลับทับสิทธิ’ เป็นต้น

มาถึงช่วงท้ายของงานวิจัย สิ่งที่ดูเหมือนง่าย แต่อาจทำยากที่สุด คือ การสร้างความตระหนักว่าต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง คนลำพูนร่วมกันปลูกฝังผ่านวัฒนธรรมพื้นฐานที่สืบเนื่องมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า

พูดง่ายๆ คือ ทำให้เด็กเห็นเป็นตัวอย่าง แล้ววันหนึ่งที่พวกเขาเติบโต จนมีสิทธิเลือกตั้งได้ พวกเขาก็จะเป็นตัวอย่างให้ลูกหลานรุ่นต่อรุ่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...