โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

บุรีรัมย์ ใช้นวัตกรรมแก้จน ลดต้นทุน เพิ่มรายได้

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 31 ส.ค. 2565 เวลา 08.44 น. • เผยแพร่ 04 ก.ย 2565 เวลา 21.00 น.

การทำนา เป็นอาชีพหลักของชาวบุรีรัมย์ ทำนาโดยพึ่งพาน้ำฝนปีละครั้ง อาชีพรองลงมาคือ ปลูกพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ฯลฯ พื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ มักประสบปัญหาภัยธรรมชาติเป็นประจำทุกปี โดยพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งมากที่สุด เนื่องจากมีปริมาณน้ำน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งครอบคลุม 23 อำเภอ เนื้อที่ 4 หมื่นไร่

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการภัยแล้งให้กับพื้นที่บ้านตามา บ้านสุขวัฒนา และบ้านสุขสำราญ ตำบลชุมแสง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์

โดย วช. ให้การสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการภัยแล้งพื้นที่เกษตรกรรม ผ่าน 4 กิจกรรมหลัก 12 นวัตกรรม ที่พัฒนาโดยทีมคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ตำบลชุมแสง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ให้สูงขึ้น

สูบน้ำระบบโซล่าเซลล์

ลดต้นทุน-แก้ปัญหาน้ำ

นายดุม เจริญรัมย์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 บ้านตามา ตำบลชุมแสง อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ชุมชนบ้านตามา และบ้านสุขสำราญ จำนวน 291 ครัวเรือนประสบปัญหาการจัดการน้ำและขาดแคลนน้ำโดยเฉพาะน้ำบริโภค ที่ชุมชนต้องพึ่งพาระบบการสูบน้ำจากประปา รพช.ที่มีอายุกว่า 20 ปี ซึ่งชุดอุปกรณ์เก่าชำรุด ประสิทธิภาพการทำงานต่ำ ยากแก่การซ่อมแซมบำรุงรักษา อีกทั้งต้นทุนพลังงานไฟฟ้าสูง ชุมชนจึงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการสูบน้ำและส่งน้ำเป็นเวลา แต่ปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและเกษตรกรรม ในช่วงเวลาเร่งด่วน

ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ส่งมอบชุดสถานีสูบน้ำและกระจายน้ำหนองชลประทาน ได้รับการติดตั้งระบบสูบน้ำและกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ไฮบริด-ออฟกริด ขนาด 3,000 วัตต์ จำนวน 2 ชุด ปั๊มสูบขนาด 2 แรงม้า สู่ถังเก็บขนาด 10,000 ลิตร แล้วสูบส่งขึ้นหอสูง 20 เมตร ด้วยปั๊มขนาด 3 แรงม้า เพื่อช่วยแก้ปัญหาจัดการน้ำและลดต้นทุนพลังงานของชุมชนบ้านตามา และบ้านสุขสำราญ มีน้ำใช้เพียงพอทั้งการอุปโภคบริโภคและทำการเกษตรตลอด 24 ชั่วโมง น้ำไหลสม่ำเสมอด้วยแรงดันสูง ช่วยลดภาระปั๊มและลดปริมาณพลังงานไฟฟ้าได้ 30-40% นวัตกรรมดังกล่าวทำงานระบบอัตโนมัติทั้งหมด ช่วยลดแรงงานคนในการดูแลจัดการน้ำประปาหมู่บ้าน

ชุมชนบ้านสุขวัฒนา หมู่ที่ 16 ก็ได้รับการติดตั้งนวัตกรรมสูบน้ำและกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ และชุดนวัตกรรมหน่วยเก็บกักน้ำย่อยและกระจายน้ำระบบไฮบริด ออฟกริด ขนาด 3,000 วัตต์ สามารถกระจายน้ำเข้าสู่แปลงปลูกผักเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ และได้เชื่อมต่อท่อส่งน้ำเข้าเสริมระบบน้ำใช้ของชุมชนอีกด้วย

นอกจากนี้ กอ.รมน.และวช. ได้ส่งมอบชุดระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์แบบเคลื่อนย้ายได้เพื่อการเกษตร ให้แก่พื้นที่หมู่บ้านตามา สุขวัฒนา และสุขสำราญ เพื่อบริการสูบน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ในพื้นที่ห่างไกลไฟฟ้าเข้าไม่ถึง เพื่อช่วยให้ประชาชนได้มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตร

ชุดทำความสะอาด เมล็ดพันธุ์ข้าว

เนื่องจากชุมชนแห่งนี้มีอาชีพหลักคือ การทำนาข้าว กอ.รมน.และวช. จึงสนับสนุนชุดทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ข้าว ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า 220 โวลต์ มีมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นต้นกำลัง รวม 6.5 แรงม้า โดยเสียค่าไฟฟ้า 21.5 บาท ต่อชั่วโมง นวัตกรรมนี้มีศักยภาพในการทำงาน 400 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง สามารถคัดแยกเศษสิ่งเจือปนที่ติดมากับข้าวที่เก็บเกี่ยว ได้แก่ ฟางท่อน ใบหญ้า วัชพืช ดอกวัชพืช ข้าวลีบ ข้าวปน ข้าวเมล็ดสั้น

นายวิศุรต พรมนัส ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 18 ตำบลชุมแสง กล่าวว่า เทคโนโลยีชุดคัดแยกและทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ข้าว ช่วยส่งเสริมให้กิจกรรมของกลุ่มฯ พึ่งพาตัวเองในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวใช้กันเองในครัวเรือนได้อย่างเพียงพอ และสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีเพื่อจำหน่ายเชิงการค้าให้แก่กลุ่มเครือข่ายข้าวอินทรีย์ในหมู่บ้านและชุมชนใกล้เคียง ภายใต้แบรนด์ “พันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 ชุมชนบ้านตามา”

ปัจจุบัน ทางกลุ่มฯ ให้บริการชุดคัดแยกและทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่เกษตรกรในพื้นที่ โดยคิดค่าบริการ 1.5 บาท ต่อกิโลกรัม ไม่รวมค่าขนส่ง แบ่งเป็น 3 ส่วน โดย 1 ส่วน เป็นค่าจ้างแรงงานผู้ปฏิบัติงาน อีก 2 ส่วน เก็บไว้เป็นค่าส่วนกลางสำหรับบริหารจัดการ ค่าไฟฟ้า ค่าซ่อมแซม ค่าบำรุงรักษาเครื่องจักร ค่าบำรุงสาธารณประโยชน์ โดยให้บริการทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ข้าวไปแล้ว 45 ตัน มีรายได้เข้ากล่ม 67,500 บาท ทำให้เกิดรายได้หมุนเวียนในชุมชน และเพิ่มคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อทำการเพาะปลูกในฤดูทำนา

เครื่องสับย่อย-อัดเม็ดปุ๋ย

ชุมชนบ้านตามา สุขวัฒนา และสุขสำราญ มีความต้องการเครื่องสับย่อยและอัดเม็ดปุ๋ยเพื่อจัดการผลผลิต กอ.รมน.และวช. จึงจัดส่ง“ชุดสับและอัดเม็ดปุ๋ยจากผลิตภัณฑ์เหลือทิ้งจากป่าชุมชน” เพื่อสามารถผลิตปุ๋ยจากชีวมวล ใช้เป็นปัจจัยการผลิตเองภายในชุมชน โดยเฉพาะรูปแบบการอัดเม็ดปุ๋ย ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาการขาดแคลนได้อย่างดี นวัตกรรมนี้ทำให้ชาวบ้านพึ่งพาตนเองโดยนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรกลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์ใหม่เองในชุมชน

เครื่องจักรกลชุดนี้ ประกอบด้วย อุปกรณ์บดย่อยวัสดุ แบบจานหมุน สับย่อยได้ 150 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง ความโตของกิ่งไม้ ท่อนไม้ ไม่เกิน 2 นิ้ว แบบแฮมเมอร์มิลล์ บดย่อยได้ 120 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง รูตะแกรง 5-10 มิลลิเมตร อุปกรณ์เกลียวลำเลียง 200 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง อุปกรณ์ถังผสมวัสดุ 100 กิโลกรัม ต่อรอบการผลิต อุปกรณ์อัดเม็ดปุ๋ย 250 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง นวัตกรรมนี้ช่วยลดต้นทุนการผลิตในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง ลดการใช้ปุ๋ยเคมีแล้ว ยังผลิตปุ๋ยชีวมวลอัดเม็ดออกขายสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอีก 1-2 เท่าตัว

เครื่องอบแห้งข้าวเปลือก

ช่วงฤดูทำนา มีปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้คือ ปัญหาน้ำท่วม ฝนตกชุก หลายครั้งเกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวข้าวจมน้ำ ทำให้ข้าวมีความชื้นสูง ขายไม่ได้ราคา กอ.รมน.และวช. จึงสนับสนุน“ชุดระบบอบแห้งด้วยรังสีอินฟราเรดแบบถังหมุนชนิดเคลื่อนย้ายได้ ระบบโซล่าร์เซลล์ไฮบริด-ออฟกริด” ส่งมอบให้เกษตรกรนำไปใช้อบแห้งข้าวหอมมะลิให้มีคุณภาพดี ตรงกับความต้องการของตลาด

นวัตกรรมชุดนี้ มีความสามารถในการทำงาน 0.5-3 ตันข้าวเปลือก ต่อชั่วโมง สามารถลดความชื้นได้ 4-6% ในเวลา 3-5 นาที นอกจากนั้น ยังพบว่าข้าวเปลือกมีสภาพร่วนขึ้น ไม่เกาะติดกัน ใช้เชื้อเพลง LPG ประมาณ 1.2 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง กำเนิดรังสีอินฟราเรดและใช้กำลังไฟฟ้ารวมประมาณ 3,500 วัตต์ ที่ผลิตจากโซล่าร์เซลล์ระบบไฮบริด-ออฟกริด ขนาด 6,000 วัตต์ แบตเตอรี่ลิเที่ยม ขนาด 200 แอมป์-ชั่วโมง ออกแบบให้มีพลังงานไฟฟ้ากระแสสลับ 220 โวลต์ 50 เฮิร์ต ไว้เป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าสำหรับเครื่องมือเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องเชื่อม สว่าน พัดลม ทีวี เป็นต้น โดยใช้แรงงานในการควบคุมการทำงานของเครื่อง 1 คน เหมาะสำหรับกิจการขนาดย่อยสามารถอบแห้งวัสดุทางการเกษตร ลักษณะเป็นผง ก้อน เม็ด และเมล็ดพืช

นวัตกรรมนี้ใช้อบแห้งความชื้นข้าวเปลือก ลดปัญหาขาดแรงงาน ลดระยะเวลาและพื้นที่ตากข้าวนอกฤดูกาล สามารถแปรรูปข้าวเปลือกเป็นสินค้าอื่นได้ ขนาดเครื่องจักรเหมาะสมกับกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตรใช้แรงงานน้อยลง ลดเวลาทำงาน นอกจากข้าวเปลือกแล้ว ยังสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ สร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้นได้มากขึ้นสูงสุดกว่า 50 เท่า

เกษตรกรใช้เครื่องอบแห้ง ทดแทนการตากลานลดต้นทุนได้ 100 บาท ต่อตันข้าวเปลือก ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปีทั้งสิ้น 71.6 ล้านไร่ จำนวนผู้ปลูกข้าวรายย่อยราว 2 ล้านราย จากทั้งสิ้น 3.5 ล้านราย มีผลผลิตราว 15 ล้านตัน ทำให้ลดต้นทุนได้ราว 1.5 พันล้านบาท (1 ราย ถือครองที่นา 15 ไร่ ผลผลิตต่อไร่ 0.5 ตัน)

นวัตกรรมนี้ เมื่อนำไปใช้จริงในหลายพื้นที่พบว่า สามารถเพิ่ม-ปริมาณผลผลิต จากความสามารถในการทำงานที่เพิ่มขึ้นและคุณภาพของข้าวเปลือกดีขึ้น ลดระยะเวลาในการผลิตและความเสี่ยงในการผลิตจากสภาพดินฟ้าอากาศ รวมทั้งต้นทุนผลิตกว่าวิธีการใช้แรงงานแบบเดิม

หากใครสนใจนวัตกรรมเครื่องจักรเหล่านี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผศ.ดร. เชิดพงษ์ เชี่ยวชาญวัฒนา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โทร.089-187-4946

สำหรับแฟนๆ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน หากต้องการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านรายปักษ์ ส่งตรงถึงบ้าน รวดเร็วทันใจอ่านได้ในทุกๆ 15 วัน สามารถสมัครสมาชิกได้ที่ คลิกลิ้ง https://shorturl.asia/0zJwQ - Line: @matichonbook หรือ สำนักพิมพ์มติชน เลขที่ 12 ถนนเทศบาลนฤมาล หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 ติดต่อฝ่ายขาย 02-589-0020 ต่อ 3354

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...