โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จีนสมัยราชวงศ์ซ่ง (28) การปกครองในสมัยซ่ง (ต่อ)/เงาตะวันออก วรศักดิ์ มหัทธโนบล

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 14 ธ.ค. 2564 เวลา 03.49 น. • เผยแพร่ 14 ธ.ค. 2564 เวลา 03.49 น.

เงาตะวันออก

วรศักดิ์ มหัทธโนบล

 

จีนสมัยราชวงศ์ซ่ง (28)

การปกครองในสมัยซ่ง (ต่อ)

 

จะเห็นได้ว่า การปกครองท้องถิ่นในสมัยซ่งในด้านหนึ่งยังคงรักษารากฐานเดิมที่มีมานับพันปีเอาไว้ อีกด้านหนึ่งได้มีการขยายหน่วยปกครองและหน่วยบริหารขึ้นจากเดิม

ประการหลังนี้ชี้ให้เห็นว่า ซ่งเป็นราชวงศ์ที่มีวิสัยทัศน์และแนวทางสร้างจักรวรรดิของตน ที่ให้ความสำคัญกับท้องถิ่นในฐานะที่เป็นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญ แต่ที่ต่างจากยุคก่อนหน้านี้คือ ท้องถิ่นของจีนในยุคนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางการคุกคามของชนชาติอื่นอยู่เป็นระยะๆ

การปรับให้หน่วยปกครองและการตั้งหน่วยบริหารใหม่ๆ ขึ้นมา ในด้านหนึ่งจึงเป็นไปด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของจักรวรรดินั้นเอง

กระบวนการยุติธรรมและระบบตรวจสอบ

 

ซ่งเป็นราชวงศ์ที่ให้ความสำคัญกับการปกครองโดยกฎหมาย โดยเห็นได้จากตั้งแต่ต้นราชวงศ์ที่ยังคงยึดกฎหมายอาญาเป็นกฎหมายหลัก แต่ก็มีกฎหมายอื่นอย่างเช่น กฎหมายแพ่ง กฎหมายสมรส กฎหมายฟ้องร้อง

กฎหมายเหล่านี้ถูกร่างขึ้นมาใหม่และมีคำเรียกแตกต่างกันไป และถือเป็นครั้งแรกที่กฎหมายของจีนได้ถูกนำไปบันทึกบนไม้แกะสลัก

ส่วนหน่วยงานที่ร่างกฎหมายนั้นได้รับการแต่งตั้งจากจักรพรรดิโดยตรง หน่วยงานนี้ไม่เพียงจะมีหน้าที่ในการร่างกฎหมายเท่านั้น หากยังเป็นผู้รวบรวมราชโองการที่ถูกนำไปใช้อยู่เสมอเพื่อตราเป็นกฎหมายอีกด้วย

โดยรวมแล้วกฎหมายในยุคนี้มีสี่ลักษณะด้วยกันคือ กฎหมายว่าด้วยข้อห้ามต่างๆ ที่เสนอโดยจักรพรรดิ กฎหมายว่าด้วยขุนนาง ราษฎร และการพระราชทานความดีความชอบแก่บุคคล กฎหมายว่าด้วยแนวทางการปฏิบัติตนโดยละเอียด และกฎหมายดั้งเดิม

หากมีความขัดแย้งระหว่างกฎหมายในยุคนี้กับกฎหมายดั้งเดิมแล้ว ให้ยึดกฎหมายในยุคนี้เป็นหลัก ที่โดดเด่นก็คือ กฎหมายว่าด้วยการเลือกขุนนางและกฎหมายว่าด้วยเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นความแตกต่างของกฎหมายในยุคนี้กับยุคก่อนหน้านี้

ในส่วนของระบบตุลาการในยุคนี้นับว่ามีความรัดกุมมาก โดยเบื้องแรกสุดจักรพรรดิคือผู้มีอำนาจสูงสุดในทางตุลาการ โดยบางครั้งจะเป็นผู้พิจารณาคดีที่มีความซับซ้อน และบางครั้งก็มอบหมายให้ขุนนางเป็นผู้พิจารณาคดีที่สำคัญ

ส่วนองค์กรตุลาการในยุคนี้มีอยู่สามองค์กร แต่ที่สำคัญยังเป็นหออภิสดมภ์ (ต้าหลี่ซื่อ) ที่มีมาตั้งแต่สมัยถัง หออภิสดมภ์ยังคงมีหน้าที่สอบสวนคดีทั่วไปดังเดิม แต่จะเป็นเฉพาะคดีที่สำคัญที่หน่วยงานส่วนท้องถิ่นส่งมาให้

ต่อมาหออภิสดมภ์ยังดูแลคดีด้านการเมืองอีกด้วย ส่วนคดีแพ่งจะให้ศาลที่เมืองไคเฟิงเป็นผู้พิจารณา

สำหรับอีกสององค์กรนั้นคือ กรมอาชญา (สิงปู้) และสำนักตรวจสอบคดี (เสิ่นสิงย่วน) โดยกรมอาชญาจะมีหน้าที่ตรวจสอบคดีที่หออภิสดมภ์ตัดสินให้มีการลงโทษประหารชีวิต ต่อมาหน้าที่ได้ถูกปรับให้ดูแลคดีอาญาและการฟ้องร้องต่างๆ

ส่วนสำนักตรวจสอบคดีจะตั้งอยู่ในราชสำนัก ทำหน้าที่ในการตรวจสอบคดีที่ถูกส่งมาให้จักรพรรดิพิจารณาตัดสิน ต่อมาองค์กรนี้ถูกยุบรวมเข้ากรมอาชญา

สำหรับตุลาการส่วนท้องถิ่นนั้น มณฑลมีอำนาจในการพิจารณาคดีที่มีโทษประหารชีวิตได้ และหากราษฎรเห็นว่าการตัดสินไม่ได้รับความยุติธรรม ราษฎรก็สามารถยื่นอุทธรณ์ได้อีกเช่นกัน

 

นอกจากนี้ ในยุคซ่งยังมีระบบพระราชทานอภัยโทษอีกด้วย ระบบนี้จะถูกแบ่งเป็นระดับต่างๆ คือ การพระราชทานอภัยโทษครั้งใหญ่ที่มีขึ้นสามปีครั้ง และเป็นการพระราชทานอภัยโทษสำหรับโทษที่ต่ำกว่าโทษประหารชีวิต

การพระราชทานอภัยโทษในกรณีที่จักรพรรดิเสด็จไปยังที่ต่างๆ ที่ประสบภัยพิบัติ และการพระราชทานอภัยโทษสำหรับโทษประหารชีวิต ซึ่งเป็นการพระราชทานอภัยโทษประจำปีและมีขึ้นในช่วงฤดูร้อน

ตลอดราชวงศ์ซ่งมีการพระราชทานอภัยโทษทั้งสิ้น 301 ครั้ง เฉลี่ยแล้วมีการพระราชทานอภัยโทษปีละ 1.28 ครั้ง

แต่ที่น่าสนใจไม่น้อยก็คือ ระบบตรวจสอบในยุคซ่ง ระบบนี้จะมีทั้งที่ส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น

ในส่วนกลางจะแบ่งเป็นระบบทัดทานกับระบบท้วงติง โดยขุนนางในระบบทัดทานจะมีที่มาจากการเสนอชื่อของขุนนาง และมีจักรพรรดิเป็นผู้คัดเลือกในขั้นตอนสุดท้าย

ขุนนางที่ถูกเลือกจะมีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องราวทั้งในและนอกวังหลวง ตีแผ่พฤติกรรมที่ขัดต่อกฎหมายของจักรพรรดิและวงศานุวงศ์ ยับยั้งการประพฤติมิชอบของจักรพรรดิและวงศานุวงศ์ และพิจารณาคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวังหลวง

ส่วนขุนนางในระบบท้วงติงมีอำนาจในการคัดค้านคำสั่งที่มิชอบที่ออกโดยราชสำนัก หรือคำสั่งที่กดขี่ขุนนาง

ส่วนระบบตรวจสอบในท้องถิ่นจะมีองค์กรที่ดูแลอยู่สี่องค์กร แต่ละองค์กรจะตั้งอยู่ในหน่วยปกครองแต่ละระดับต่างๆ และมิได้มีทั่วทุกมณฑล โดยมีส่วนหนึ่งจะตั้งอยู่ในมณฑลชายแดนซึ่งขึ้นต่อจักรพรรดิโดยตรง

ขุนนางที่ดูแลองค์กรที่ขึ้นตรงต่อจักรพรรดินี้ มิใช่ขุนนางในตำแหน่งตรวจสอบอย่างเป็นทางการ และเป็นตำแหน่งที่ไม่สูงนัก แต่มีอำนาจในการตรวจสอบค่อนข้างกว้างขวาง คือสามารถตรวจสอบกองทัพและองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นได้

และจะต้องรายงานการปฏิบัติงานของตนต่อจักรพรรดิปีละสองครั้ง คือในฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูใบไม้ผลิ

การทหาร

 

ผู้มีอำนาจทางการทหารในยุคซ่งคือ จักรพรรดิ โดยจักรพรรดิจะมีอำนาจในการควบคุมกองทัพ อำนาจในการโยกย้ายนายทหาร และอำนาจในการเรียกระดมพล โดยในแต่ละส่วนของอำนาจทั้งสามนี้จะมีแม่ทัพคุมแตกต่างกันไป

แต่อำนาจในการควบคุมกองทัพของจักรพรรดินี้จะมีมากในสมัยซ่งเหนือ พอถึงสมัยซ่งใต้อำนาจนี้จึงค่อยๆ ลดลง

กองทัพในยุคซ่งแบ่งเป็นสองส่วนงานคือ สำนักสมุหกลาโหมและสำนักราชองครักษ์ (ดังได้กล่าวไปบ้างแล้วข้างต้น) โดยสำนักสมุหกลาโหมมีหน้าที่จัดการเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ

เช่น ป้องกันจักรวรรดิ รักษาชายแดน กองทหารม้า คัดเลือกทหารประจำวังหลวง จัดสอบรับราชการทหาร โยกย้ายนายทหาร พิจารณาความดีความชอบและโทษานุโทษทหาร เป็นต้น

ผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของสำนักนี้มักเป็นขุนนางฝ่ายพลเรือน (เหวิน) โอกาสที่จะเป็นขุนศึกฝ่ายทหาร (อู่) มีน้อยมาก

ส่วนสำนักราชองครักษ์นอกจากจะทำหน้าที่รักษาวังหลวงแล้ว ยังทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในส่วนภูมิภาค ซึ่งตอนต้นราชวงศ์สำนักนี้ยังมีอำนาจในการทำศึกกับศัตรูภายนอกอีกด้วย แต่ชั้นหลังต่อมาอำนาจนี้ก็หายไป

จากการที่กองทัพถูกแบ่งเป็นสองส่วนงานนี้ ได้ทำให้ทหารในยุคนี้มีหลายประเภทคือ ทหารรักษาวังหลวง ทหารรักษาความสงบเรียบร้อยในท้องถิ่น ทหารบ้าน

และทหารประจำเขตชนชาติที่มิใช่จีน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...