นีเวีย-ยูเซอริน ตั้งเป้าโต 2 ดีจิดรับดีมานด์สกินแคร์โตต่อเนื่อง
นีเวีย-ยูเซอริน มองตลาดเวชสำอางโตในอัตราเร่งระดับ “Double Digits” ตั้งเป้าโตตามตลาดหลังการบริโภคเริ่มกลับเข้าที่ หนุนภาพรวม “ไบเออร์สด๊อรฟ” กลับมาโตมากกว่าช่วงโควิด เร่งเคลื่อนองค์กร สู่ The Best Skincare Company in the world ภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืน
นางสาววราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ ประเทศไทย เปิดเผยว่า สำหรับตลาดประเทศไทย ไบเออร์สด๊อรฟ เป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแบรนด์นีเวีย และยูเซอริน ซึ่งมีอัตราการเติบโตที่แตกต่างกัน โดยในตลาดเวชสำอางบริษัทมองการเติบโต “Double Digits” ขณะที่ตลาดแมสซึ่งมีขนาดตลาดใหญ่กว่ามีการเติบโตอยู่ประมาณ “Single Digits”
โดยภาพรวม ไบเออร์สด๊อรฟ ประเทศไทยมองการเติบโตอยู่ที่ “Double Digits” เนื่องจากการดำเนินธุรกิจครอบคลุมตลาดอินโดไชน่าด้วย
“ตลาดสกินแคร์หลังจากโควิดซาลงไปตลาดก็กลับมาเติบโตอีกครั้งและมีการเติบโตค่อนข้างสูง ปัจจุบันภาพรวมธุรกิจเราเติบโตมากกว่าโควิดแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในช่วงโควิดการจับจ่ายใช้สอยค่อนข้างชะลอตัวลง ผู้บริโภคเน้นซื้อของจำเป็นขณะที่ปริมาณการใช้ของผู้บริโภคก็ลดน้อยลงด้วย
แต่ตอนนี้ผู้บริโภคกลับมาใช้ชีวิตเกือบปกติ ความสวยความงามและสกินแคร์เป็นสิ่งที่มีความต้องการต่อเนื่อง บวกกับการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคมีมากกว่าช่วงโควิด”
ทั้งนี้ไบเออร์สด๊อรฟ ประเทศไทย เป็นฐานการผลิตที่สำคัญของทวีปเอเชีย ที่ผ่านมาได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้สอดรับกับกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืน นอกเหนือจากการกำจัดและบำบัดของเสียจากกระบวนการผลิตที่ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุดทางโรงงานได้เปิดใช้โรงผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) เพื่อเป็นแหล่งพลังงานสีเขียว 100% บนพื้นที่กว่า 5,610 ตารางเมตร (14 ไร่) ด้วยกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ 999 กิโลวัตต์สูงสุด (kWp)
รวมถึงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์สีเขียวที่เลือกใช้พลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือส่วนผสมที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์นีเวียที่ปลอดไมโครพลาสติก 100% นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 และผลิตภัณฑ์กันแดดที่ไม่มีสารที่ทำร้ายปะการัง เป็นต้น
บรรลุเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานลง 30% ภายในปี พ.ศ. 2568 และเดินหน้ามุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี พ.ศ. 2573 เท่านั้น พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายต่อไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 90% ภายในปี พ.ศ. 2588
ด้าน นางสาวสุเรขา วันเพ็ญ ผู้อํานวยการศูนย์การผลิต บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ ประเทศไทย เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ไบเออร์สด๊อรฟ ตั้งเป้าที่จะเป็น “The Best Skincare Company in the world” เมื่อซูมภาพลงมาที่โรงงานประเทศไทยจะพบว่า ไบเออร์สด๊อรฟ ประเทศไทย เป็นฐานผลิตที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชีย และผลิตแบรนด์ระดับโลกอย่างนีเวียและยูเซอรีนเป็นหลัก
เมื่อปี 2018 ไบเออร์สด๊อรฟ มีการขยายโรงงานครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไปพร้อมกับอนุรกษ์สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์รูฟท็อป การใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาช่วยให้แสงสว่างในอาคารใหม่ และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาหลังเสร็จสิ้นการขยายโรงงาน เป็นเรื่องของการทำให้กำลังการผลิต และคุณภาพการผลิตเรามีเสถียรภาพที่ดี พร้อมที่จะตอบสนองความรวดเร็วของตลาด
“ไบเออร์สด๊อรฟ มีโรงงานทั้งหมด 14 แห่ง โรงงานของเราติด TOP 5 ใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิกและติด 1 ใน5 ของโรงงานขนาดใหญ่ของไบเออร์สด๊อรฟ สิ่งที่ทำให้โรงงานของเราแตกต่างจากโรงงานอื่นๆคือ เราเป็นศูนย์กลางการส่งออกไปมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลกโดยตลาดใหญ่คือกลุ่ม “อาเซียน”
มีพนักงานทั้งหมด 740 คน ผลิตผลิตภัณฑ์จากฐานผสม 12 ถัง บรรจุในแพ็คเกจจิ้งที่แตกต่างกันได้ 15 ไลน์ทั้งกลุ่มโรลออน ผลิตภัณฑ์กันแดด ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า ลิป รวมไปถึงผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเช่นขวดกดหรือผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกระปุก และมีวัตถุดิบประมาณ 4,000 ตันที่ต้องบริหารจัดการ ทั้งในส่วนของอินกรีเดี้ยนและแพกเกจจิ้ง โดยใช้รีไซเคิลพลาสติกและพัฒนาสูตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”
ใน 3 ปีที่ผ่านมาพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในโรงงาน ไบเออร์สด๊อรฟ ประเทศไทย ทั้งหมด 25% มาจากพลังงานแสงอาทิตย์โดยติดตั้ง Solar rooftop ทั้งอาคารใหม่และอาคารเก่ารวมกันสามารถผลิตพลังงานได้ 1434 กิโลวัตต์ และโซล่าฟาร์ม 999 กิโลวัตต์ สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้มากถึง 800 ตันต่อปี เทียบเท่ากับการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) โดยต้นไม้ถึง 50,000 ต้น”
ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1,700 ตัน และใน 3 ปีที่ผ่านมายังสามารถลดขยะหรือของเสียไปได้ถึง 445 ตันผ่านคอนเซ็ปต์ของการนำมาใช้ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการ Reus รีไซเคิล หรือ material ทดแทนที่ทำให้เกิดขยะน้อยลง รวมทั้งลดการใช้น้ำได้ครึ่งหนึ่งหรือ 57%