KKP กำไร Q3/67 ที่ 1.3 พันลบ. โต 1.9% รายได้ค่าฟีพุ่ง ส่วน 9 เดือน กำไร 3.57 พันลบ. ลดลง 25%
KKP กำไร Q3/67 ที่ 1.3 พันลบ. โต 1.9% รายได้ค่าฟีพุ่ง ส่วน 9 เดือน กำไร 3.57 พันลบ. ลดลง 25%
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -21 ต.ค. 67 8:44: น.
KKP ทำกำไรไตรมาส 3/67 ที่ 1,305 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9% หลังตั้งสำรองลดลง จากการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ตามภาวะการลงทุนในตลาดทุน ส่วน 9 เดือน มีกำไรสุทธิ มีกำไรสุทธิ 3,579 ล้านบาท ลดลง 25% จากต้นทุนการเงินที่ยังสูงขึ้น และการปล่อยสินเชื่อยังชะลอตัว
ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 3/67 มีกำไรสุทธิ 1,305 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,280.50 ล้านบาท
โดยงวดไตรมาส 3/67 ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง ประกอบกับภาวะทางด้านตลาดทุนปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น 14.5% อยู่ที่ 1,668 ล้านบาท ในส่วนของรายได้จากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ รายได้จากธุรกิจ Wealth Management รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจจัดการกองทุนที่ปรับเพิ่มขึ้น
ในขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 4,937 ล้านบาท ปรับลดลง 17.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากต้นทุนทางการเงินที่ปรับสูงขึ้นตามภาวะอัตราดอกเบี้ย โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยปรับลดลงจาก 5.1% มาอยู่ที่ 4.7%
ในส่วนของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นปรับลดลง 59.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อนจากการเร่งบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงกาารตั้งสำรองที่ลดลงตามการชะลอตัวของปริมาณสินเชื่อรวม ทางด้านปริมาณสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตปรับลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า คิดเป็นอัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 3/2567 อยู่ที่ 4.1% ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 4.0% ณ สิ้นไตรมาส 2/67 จากการหดตัวของปริมาณสินเชื่อรวม ทางด้านอัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต อยู่ที่ 135.9%
ส่วนงวด 9 เดือนปี 67 มีกำไรสุทธิ 3,579.44 ล้านบาท ลดลง 25% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 4,773.67 ล้านบาท โดยรายได้รวมจากการดำเนินงานปรับลดลง 8.3% โดยหลักจากการลดลงในส่วนของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลง 9.2% อยู่ที่ 15,198 ล้านบาท จากต้นทุนทางการเงินที่ปรับสูงขึ้น โดยส่วนต่างดอกเบี้ยอยู่ที่ 4.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 5.2%
ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับลดลง 5.6% อยู่ที่ 4,791 ล้านบาท เป็นผลจากรายได้ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยสินเชื่อลดลงตามการชะลอตัวของการปล่อยสินเชื่อใหม่ ในส่วนของรายได้ค่านายหน้าประกัน และรายได้จากธุรกิจวาณิชธนกิจ ตามภวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย
สำหรับผลขาดทุนด้านเดรดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมีจำนวน 3,060 ล้านบาท ปรับลดลง 34.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ตามคุณภาพสินทรัพย์ที่มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับการชะลอตัวของปริมาณสินเชื่อโดยรวม โดยลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและรายการขาดทุนจากการขายรถยดึ (credit cost) คิดเป็นอัตรา 2.35% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย ปรับลดลงจาก 2.94% ในงวดเดียวกันของปี 66
โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 67 ธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ตามเกณฑ์ Basel III หากรวมกำไรสุทธิถึงสิ้นไตรมาส 3/67 อยู่ที่ 16.88% และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 อยู่ที่ 13.38% โดยที่เป็นส่วนของเจ้าของทั้งจำนวน มีสัดส่วนสูงถึง 78.86% ของเงินกองทุนทั้งสิ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณภาพที่ดีของเงินกองทุนของธนาคาร สามารถรองรับความเสี่ยงและผลขาดทุนได้ดีที่สุด
เรียบเรียง โดย จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช
อีเมล์. charuwan@efinancethai.comอนุมัติ โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
ดูข่าวต้นฉบับ