อ.รัฐศาสตร์ อ่านแล้วเก็ท 'ในนามความมั่นคงฯ' ขุดลึก 'อาร์มี่แลนด์' ตอบชัด เรามาถึงจุดนี้ได้ไง?
อ.รัฐศาสตร์ รีวิว ‘ในนามของความมั่นคงภายในฯ’ อ่านแล้วเก็ท เรามาถึงจุดนี้ได้ไง กองทัพขยายกิจการ ‘อาร์มี่แลนด์’
เมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่ห้องประชุมมาลัย หุวะนันท์ชั้น 13 อาคารเกษม อุทยานิน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จัดงานเสวนาวิชาการ เรื่อง “ความมั่นคงภายใน: อำนาจของทหาร ภารกิจของประชาชน“ เนื่องในโอกาสตีพิมพ์หนังสือ “ในนามของความมั่นคงภายใน: การแทรกซึมของกองทัพในสังคมไทย” ซึ่งเขียนโดย รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาฯ
ทั้งนี้ หลังจากมีจากกรณี หนังสือถูกพิจารณาให้แบนโดย กอ.รมน. ทำให้เกิดกระแสสนใจในตัวหนังสือเป็นวงกว้างมากขึ้น นอกจากนี้ ก่อนถึงกำหนดจัดงานมีการแจ้งเปลี่ยนสถานที่จัดงานหลายครั้ง จากเดิมคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ไปยังห้องอีเวนต์สเปซ ชั้น 2 หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ซอยเกษมสันต์ 2 เขตปทุมวัน ก่อนมีการประกาศย้ายกลับมายังจุฬาฯ เช่นเดิม
บรรยากาศเวลา 15.30 น. ร่วมเสวนาโดย ผศ.ดร.กรพินธุ์ พัวพันสวัสดิ์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาฯ, นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และ รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS), Japan ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในตอนหนึ่ง ผศ.ดร.กรพินธุ์กล่าวว่า เพียง 2 สัปดาห์หลังได้รับหนังสือ ไม่คาดคิดว่าจะมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นเช่นนี้ โดยตนจะขอสรุปสาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้ ส่วนตัวมองว่าหนังสือมีความโดดเด่นอยู่ 3 ประเด็น คือ
1.การนำเสนอกองทัพหรือทหารไทย ในฐานะกลไกของรัฐในการแทรกซึมสังคม 2.นำเสนอการตีความ แนวคิดว่าด้วยการพัฒนาและความมั่นคงของมนุษย์ (human security) ในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับสากล หรือบริบทการเมืองโลกร่วมสมัย 3.นำเสนอพลวัตทางอำนาจ ที่กองทัพมีการปรับตัว เปลี่ยนแปลงตามบริบทความขัดแย้งทางการเมืองไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
จากนั้น ผศ.ดร.กรพินธุ์กล่าวถึงประเด็นแรก เรื่อง ‘การแทรกแซง’ ของกองทัพในสังคม โดยส่วนตัวมองว่า งานชิ้นนี้เป็นการศึกษาหน่วยงานรัฐ แต่ไม่ได้โฟกัสไปที่มิติด้านความรุนแรงหรือกฎหมาย
“ความโดดเด่นของเล่มนี้คือการที่กองทัพพยายามสถาปนาอำนาจนำ (บทบาท) ทางสังคม ที่นอกเหนือไปจากแผนงานที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร แน่นอนว่าการศึกษาในลักษณะนี้มีแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ ทั้งการศึกษาบทบาทในเชิงอุดมการณ์ และภาพรวม
ซึ่งการ ‘แทรกซึม’ ตรงนี้ ผู้เขียนหมายถึงบทบาทปฏิบัติการที่ครอบคลุมกิจกรรมในวงกว้าง นอกเหนือไปจากประเด็นความมั่นคงแบบดั้งเดิมที่เข้าใจกันทั่วไป ว่าภารกิจหลักของทหารคือ ป้องกันอริราชศัตรูจากภายนอก” ผศ.ดร.กรพินธุ์ชี้
ผศ.ดร.กรพินธุ์กล่าวต่อว่า ผู้เขียนแสดงให้เห็นว่า โครงการจำนวนมากที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกับการเมือง การพัฒนา ยาเสพติด การช่วยเหลือทางมนุษยธรรม ถูกนับรวมในกิจการภายในไปด้วย ยิ่งในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา พันธกิจเหล่านี้ยิ่งทวีความเข้มข้น หลากหลายและรุกคืบมากขึ้น อย่างเช่น โครงการอบรมตามโรงเรียนต่างๆ มีสิ่งที่เรียกว่า‘อาร์มี่แลนด์’ (Army Land) ทำให้พื้นที่ทหารกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว หรือ พันธกิจทวงคืนผืนป่า, สร้างเครือข่ายสานสัมพันธ์ทางความมั่นคง มีการพบปะจัดหลักสูตรอบรมร่วมกัน ซึ่งเริ่มตั้งแต่กลุ่มนักธุรกิจ ที่ผู้เขียนบอกว่ามีสมาชิกเยอะมาก หรือแม้แต่กลุ่มบิ๊กไบค์ เป็นต้น
โดยผู้เขียนยกกรณีดังกล่าวมาเพื่อตอบคำถามว่า เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร และมีนัยยะทางการเมืองอย่างไร
ผศ.ดร.กรพินธุ์กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้เมื่อไปดูตั้งแต่บทที่ 1 ที่กล่าวถึง ‘จุดเริ่มต้น’ พูดถึงบริบทของสงครามเย็น ในยุคที่คอมมิวนิสต์ทั้งไทยและเพื่อนบ้านเติบโตแข็งแรงมาก มีการจัดตั้งกองกำลังขึ้นชื่อว่า กองอำนวยการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ (กอ.ปค.) จนกระทั่งปี 2558 ถูกปรับให้กลายมาเป็น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)
โดยเป้าหมายแรกเริ่ม คือมุ่งสกัดการขยายตัวของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ในพื้นที่ชนบท ซึ่งนอกจากปะทะกันทางอาวุธ ยังปะทะกันผ่านโครงการต่างๆ ด้วย เช่น โครงการพัฒนา ฯลฯ
นอกจากนี้ ในหนังสือยังมีการพูดถึงรัฐธรรมนูญ ปี 2557 ที่ระบุพันธกิจหลักๆ 5 ข้องของกองทัพ แต่ผู้เขียนมองว่า กองทัพมีพันธกิจเพียงแค่ 1 ข้อเท่านั้นที่เป็นความรับผิดชอบของทหาร นอกเหนือจากนั้นเป็นเรื่องภายในประเทศทั้งหมด อย่างไรก็ดี พันธกิจนั้นก็กลายเป็นต้นแบบของพันธกิจของทหาร ในรัฐธรรมนูญฉบับต่อๆ มา
ผศ.ดร.กรพินธุ์กล่าวว่า อีกยุค คือหลังรัฐประหารปี 2549 ที่มองว่าบทบาทการแทรกซึมของกองทัพ ได้ถูกรื้อฟื้น และรับเอาเทคโนโลยี-ไซเบอร์เข้ามาใช้ เพื่อแทรกซึมและขยายอิทธิพล
ผศ.ดร.กรพินธุ์กล่าวว่าคำว่า ‘แทรกซึม’ ในหนังสือเล่มนี้ อาจจะถูกฝ่ายรัฐมองว่าเป็นปัญหา เพราะเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ไปเรื่อยๆ ถึงประมาณหน้าที่ 159 มีการค้นพบคำว่า ‘แทรกซึม’ เป็นศัพท์ที่กองทัพใช้เรียกปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้าม เช่น ฝ่ายคอมมิวนิสต์ ที่เข้ามาชักจูงมวลชนให้หลงผิด
“ในภาษาของรัฐมองว่า ‘แทรกซึม’ คือการกระทำของฝ่ายตรงข้ามรัฐ และเป็นหน้าที่ของทหารที่จะต้องเข้าไปป้องปราม ‘การแทรกซึม’ ดังกล่าว จึงมีปัญหาและไม่ได้มองว่าพันธกิจของตัวเอง
กล่าวคือ การแทรกซึม ถูกลดทอนว่าเป็นปฏิบัติการทางจิตวิทยา เป็นการปะทะกันของโลกแห่งความหมาย ที่รัฐมองว่า ‘การแทรกซึม’ นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขา” ผศ.ดร.กรพินธุ์ระบุ
ผศ.ดร.กรพินธุ์กล่าวต่อว่า แต่การตีความของหนังสือเล่มนี้ได้มองรัฐเชิงวิพากษ์ว่า การแทรกซึม ก็สามารถเป็นปฏิบัติการของรัฐไทยได้เช่นกัน โดยเฉพาะ ‘การแทรกซึมทางสังคม’
ประเด็นที่ 2.การตีความแนวคิดว่าด้วยการพัฒนา และความมั่นคงของมนุษย์ ที่งานเขียนนี้ชี้ให้เห็นว่า เป็นการตีความแบบ ‘ผิดฝาผิดตัว’
“มีบทหนึ่งวิเคราะห์อุดมการณ์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมา เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการแทรกซึม โดยนำเสนอหลายแนวคิด เช่น การเมืองนำทหาร, การพัฒนาเพื่อความมั่นคง, ความมั่นคงของมนุษย์ เป็นต้น”
“อย่างแนวคิด ‘การพัฒนาเพื่อความมั่นคง’ ถูกสืบสานมาตั้งแต่ปี 2518 ที่ผนวกเรื่องความมั่นคง ว่าเป็นประเด็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม น่าตั้งคำถามว่าทำไม เราถึงไม่เป็นการพัฒนาเพื่อส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของพลเมือง สโลแกนของรัฐกลับเป็นการพัฒนาเพื่อความมั่นคง ไม่ใช่เพื่อประชาชน”
“มโนทัศน์เช่นนี้ ไม่เพียงเอารัฐเป็นศูนย์กลาง แต่ยังสวนทางกับแนวคิดพัฒนาโดยทั่วไปอีกด้วย ยกตัวอย่าง ‘ทฤษฎีทำให้เป็นสมัยใหม่’ ก็จะมองว่าสังคมที่ต้องเข้าสู่กระบวนการพัฒนา อันดับแรก ‘คุณต้องปลดแอกตัวเองจากระบบจารีต’ จากระบบอุปถัมภ์ ความไม่โปรเฟสชั่นนัล ความไม่โปร่งใสก่อน เพราะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ต้องปลดแอกจากพันธนาการเหล่านี้ ซึ่งนักพัฒนาตามแนวคิดเช่นนี้ มองประเด็นความมั่นคง เป็นเรื่องรองอุดมการณ์โบราณต่างๆ เหล่านี้ เป็นเสมือนโซ่ตรวนที่กักขังปัจเจกชน ไม่ให้มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ”** ผศ.ดร.กรพินธุ์ชี้
ผศ.ดร.กรพินธุ์กล่าวต่อว่า แต่พอเรามาดูแนวทาง ‘การพัฒนาเพื่อความมั่นคง’ ของรัฐไทย พบว่ามันมีการกลายพันธุ์ทางแนวคิดเกิดขึ้น คือมีการผสมผสานระหว่างแนวคิด ว่าด้วยการพัฒนา กับ อุดมการณ์จารีต คุณค่าอันดีงาม ความเป็นชาตินิยมแบบไทยที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งก็นับว่าเป็นการตีความการพัฒนาที่อาจจะผิดฝาผิดตัว ก็ได้
ผศ.ดร.กรพินธุ์กล่าวต่อว่า ต่อมาคือ แนวคิดเรื่อง ‘ความมั่นคงของมนุษย์’ (human security) ที่ผู้เขียนบอกว่า กองทัพฉกฉวยแนวคิดนี้ไปใช้เพื่อสร้างความชอบธรรม แต่สุดท้ายกลับขยายขอบเขตของบทบาท ทำให้ทหารเข้าไปมีบทบาทในการรับมือ แก้ปัญหาทางสังคมในยุคสมัยใหม่ เป็นผลงานวิจัยที่สำคัญจากหนังสือเล่มนี้
“ในเชิงรัฐศาสตร์แล้ว มองว่า ‘ความมั่นคงรูปแบบใหม่’ กำลังเป็นข้อท้าทายของสังคมโลก ไม่ใช่เรื่องของดินแดน การสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือเน้นไปที่การขยายอำนาจของกองทัพ แต่ความมั่นคงรูปแบบใหม่ที่นิยมกันมาก เกิดขึ้นหลังสงครามเย็น Post–Cold War era มีความพยายามผลักดันจากประชาคมระหว่างประเทศ ที่ต้องการให้สังคมโลกเคลื่อนตัวออกห่างจากความมั่นคงแบบเดิม แล้วหันมาให้ความสำคัญกับความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งความยากจน ความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ศาสนา ความเท่าเทียมทางเพศ สวัสดิการทางสังคม เป็นต้น”
ผศ.ดร.กรพินธุ์ยกตัวอย่างปัญหาผู้ลี้ภัย และการค้ามนุษย์ หากมองจากกรอบความมั่นคงแบบเดิม ก็อาจจะมองว่า ‘เหยื่อ’ คือภัยต่อความมั่นคง ซึ่งกรอบนี้จะทำให้เข้าใจ ‘สภาวะเปราะบางร่วมสมัย’ ที่ไม่ใช่ความเปราะบางของรัฐ หน่วยงาน หรือผู้นำรัฐเพียงแต่เพียงอย่างเดียว และทำให้เราให้พื้นที่กับคนที่เปราะบางมากขึ้น
“กระแสความมั่นคงรูปแบบใหม่ ’ความมั่นคงของมนุษย์‘ เราต้องไปให้ความสำคัญกับแนวทาง ‘ล่างสู่บน’ ตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ เน้นการกระจายอำนาจ ให้ NGO ภาคประชาสังคมเข้าไปจัดการกับปัญหาแบบนี้ แทนที่จะเป็นการขยายหน่วยงานรัฐ”
ผศ.ดร.กรพินธุ์กล่าวต่อว่า แน่นอนว่าแนวคิดนี้ถูกมองว่าเป็นอุดมคติเป็นเครื่องมือของตะวันตกเสรีนิยม เข้ามาแทรกซึม ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในยุคโลกาภิวัตน์ที่ถูกรุมเร้าด้วยปัญหานานาประเภท รัฐไม่ใช่ตัวแสดงหลักเพียงอย่างเดียว ต้องปรับมุมมองในการแก้ไขปัญหา
“บ่อยครั้ง รัฐต้องเล็กลง รัฐต้อง democratize ตัวเอง โอกาสให้ภาคส่วนอื่นๆ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เฉพาะชุมชน ท้องถิ่น นี่คือจุดยืนของ human security”
”แต่สิ่งที่เกิดขึ้นและหนังสือนำเสนอ คือกองทัพไทย, กอ.รมน. รับมโนทัศน์ human security ไปในลักษณะที่ยังมีแนวคิดแบบรัฐดั้งเดิมครอบงำอยู่ แทนที่จะเป็นการลดบทบาท กลับกลายเป็นหน่วยงานรัฐ อย่าง กอ.รมน. ที่เป็นฝ่ายนำพลเรือนเสียเอง”
ในช่วงท้าย ผศ.ดร.กรพินธุ์กล่าวทิ้งท้ายว่าถึงคำว่า Human security เป็นโปรแกรมที่ตนเรียนมาเมื่อครั้งศึกษาระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งเชื่อใน 2 สโลแกนคือ เสรีภาพที่ปลอดจากความหวาดกลัว (freedom from fear) และ เสรีภาพที่ปลอดจากความต้องการ (freedom from want)
“freedom from fear หมายถึง ความมั่นคงของมนุษย์ ครอบคลุมอิสรภาพที่ปลอดจากความหวาดกลัวว่าจะเป็นเหยื่อของรัฐ ไม่กลัวว่าเสรีภาพในการแสดงออก ความเป็นนักวิชาการของตัวเอง จะถูกสอดส่อง ตรวจตรา จะพูดอะไรต้องระแวดระวังว่าจะถูกฟ้อง ด้วยกฎหมายความมั่นคง หรือไม่
หากเรายังอยู่ในสังคมที่คนยังไม่มีอิสรภาพจากปากท้อง (เศรษฐกิจ) และจากความหวาดกลัว ที่จะโดนคุกคาม ปิดปาก ก็อาจถือได้ว่าเรายังอยู่ในสังคมที่ถูกครอบงำด้วยมโนทัศน์ความมั่นคงแบบเดิม เป็นความล้มเหลวในการบูรณาการมโนทัศน์แบบใหม่ ว่าด้วยความมั่นคงของมนุษย์” ผศ.ดร.กรพินธุ์กล่าวทิ้งท้าย
จากน้้นเวลา 17.15 น. รศ.ดร.พวงทอง ผู้เขียนหนังสือ ‘ในนามของความมั่นคงภายในฯ’ ร่วมแสดงความคิดเห็น
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหนังสือ ‘ในนามของความมั่นคงภายในฯ‘ ซึ่งนำมาวางจำหน่ายภายในงานโดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน นั้น จำหน่ายหมดเกลี้ยงทุกเล่ม ซึ่งจะมีการจำหน่ายและจัดส่งผ่านช่องทางออนไลน์ เพิ่มเติม
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
- ‘พวงทอง’ ถาม กองทัพกลัวอะไร? โต้ไร้อ้างอิงเอกสารราชการ ท้าเปิดบรรณานุกรมยาวเหยียด 28 หน้า
- ธนาธร ชี้ ‘ในนามของความมั่นคงฯ’ ทำประชาชนรู้ทันกองทัพ ยกโควตพวงทอง คำต่อคำ อัด กอ.รมน.ทำงานซ้ำซ้อน
- ล้นห้องประชุม! ประจักษ์ ลั่น คนฟังเยอะสุดใน 20 ปี! นักการเมือง-น.ศ.มุงเวที ‘ในนามของความมั่นคงฯ’
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อ.รัฐศาสตร์ อ่านแล้วเก็ท ‘ในนามความมั่นคงฯ’ ขุดลึก ‘อาร์มี่แลนด์’ ตอบชัด เรามาถึงจุดนี้ได้ไง?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th