ทีเอ็มบี-ธนชาต รีแบรนด์ใหม่ "อีสท์สปริง อินเวสท์เมนทส์" ภายใน ก.ค. 64
2 บลจ. ‘ทีเอ็มบี-ธนชาต’ เปิดไทม์ไลน์ควบรวมตามบริษัทแม่ ประกาศชื่อใหม่ ‘อีสท์สปริง อินเวสท์เมนทส์’ (Eastspring) คาดแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค.64 เผยอยู่ระหว่างขอไลเซ่นส์ธุรกิจใหม่-ความชัดเจนจากกระทรวงการคลัง
นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาต จำกัด (Thanachart Fund Eastspring) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด (TMBAM Eastspring) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) และธนาคารธนชาตประกาศควบรวมธุรกิจ ส่งผลให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ภายใต้ทั้ง 2 ธนาคารเดิมเข้าสู่กระบวนการควบรวมเช่นเดียวกัน โดยปรับแบรนด์ใหม่เป็น “อีสท์สปริง อินเวสท์เมนทส์” หรือ Eastspring
ทั้งนี้ คาดว่ากระบวนการควบรวมจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค.64 โดย Eastspring อยู่ระหว่างขออนุญาตใบประกอบธุรกิจกองทุนรวมใหม่ รวมถึงความชัดเจนจากกระทรวงการคลัง
นายอดิศร กล่าวอีกว่า ภายหลังการควบรวมคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการสุทธิ (Asset under management หรือ AUM) รวมกันมากกว่า 400,000 ล้านบาท ขึ้นแท่น 5 อันดับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 8%
ขณะที่จุดเด่นของ Eastspring (บริษัทแม่) เป็นผู้จัดการสินทรัพย์ชั้นนำระดับโลกของกลุ่มบริษัทพรูเด็นเชียล (Prudential) ที่ได้ดำเนินงานมากว่า 25 ปี บริหารจัดการสินทรัพย์รวมกว่า 220,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 6.57 ล้านล้านบาท) มีจุดแข็งจากการดำเนินธุรกิจหลักในเอเชีย โดยมีสำนักงานสาขาในเอเชียที่มากกว่าบริษัทจัดการลงทุนอื่นๆ คือครอบคลุม 11 ประเทศทั่วเอเชีย ส่งผลให้ทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญและมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับตลาดเอเชีย
ในส่วนของ TMBAM Eastspring และ Thanachart Fund Eastspring ซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนในประเทศนั้น Thanachart Fund Eastspring มีจุดแข็งในด้านการลงทุนเชิงรุกในหุ้น สินทรัพย์ผสม ตลาดเงิน และตราสารหนี้ ในขณะที่ TMBAM Eastspring มีความสามารถด้านการลงทุนเชิงรับในหุ้น อสังหาริมทรัพย์ ตราสารหนี้ และกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ
“ด้วยจุดแข็งของทั้ง 2 บริษัท รวมกับความแข็งแกร่งของกลุ่ม Eastspring บริษัทแม่ ส่งผลให้บริษัทฯ มีจุดแข็งด้านมุมมองเชิงลึกในประเทศ (Local Insight) และความเชี่ยวชาญระดับโลก (Global Expertise)” นายอดิศร กล่าว
ด้านเป้าหมายการดำเนินงานภายหลังควบรวม Eastspring ตั้งเป้าหมายให้มูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการสุทธิในประเทศไทยที่เติบโตแตะ 1 ล้านล้านบาทภายในปี 2568 โดยเน้นกลยุทธ์การสร้างโอกาสลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign investment funds หรือ FIFs) ขณะที่ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้พาผู้ลงทุนไทยไปกาโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ สะท้อนจาก 1 ใน 3 ของการออกกองทุนรวมเพื่อระดมทุนครั้งแรก (IPO) ในรอบปี 2563 เป็นการเสนอขายกองทุน FIF มูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท ซึ่งสินทรัพย์ดังกล่าวได้เติบโตขึ้นเป็นกว่า 60,000 ล้านบาท ณ สิ้นปีก่อน
ส่วนกองทุน FIF ที่โดดเด่นและได้รับความสนใจ อาทิ กองทุน T-ES-GINNO และ TMB-ES-GINNO ที่มีการลงทุนในกองทุนหลัก คือ กองทุน Nikko AM ARK Disruptive Innovation Fund เพียงกองทุนเดียว ซึ่งกองทุนหลักมีแนวทางการลงทุนแบบใหม่ ขับเคลื่อนด้วยงานวิจัยที่ทันสมัย และเน้นลงทุนในนวัตกรรมแห่งอนาคตที่คาดว่าจะมีโอกาสเติบโตอย่างก้าวกระโดดใน 10 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ จากการเปิดเสนอขายในช่วงเดือนตุลาคม 2563 จนถึงปัจจุบัน ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง สินทรัพย์ภายใต้การจัดการสุทธิเติบโตอย่างต่อเนื่องจนมียอดรวมกันกว่า 15,000 ล้านบาท
ขณะที่ผลการดำเนินงานตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 29 ต.ค.63 จนถึงวันที่ 25 ม.ค.64 นั้น กองทุน T-ES-GINNO ทำผลตอบแทนได้ 51.90% ในขณะที่ TMB-ES-GINNO ทำผลตอบแทนได้ 50.72% เมื่อเทียบกับกองทุนประเภทเดียวกันในตลาด (Benchmark จาก MSCI World Net Total Return USD Index) ที่ 19.22% เท่านั้น (แหล่งที่มา Morningstar, 25 ม.ค.64)
เมื่อสอบถามถึงมุมของการลงทุนในประเทศไทย และอนาคตของอุตสาหกรรมกองทุน นายอดิศร กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวในปีนี้ และขณะที่อายุเฉลี่ยของคนไทยยาวนานขึ้นรายได้ของประชากรและอัตราการออมเงินกลับยังอยู่ในระดับต่ำ คนไทยส่วนมากยังออมและลงทุนผ่านช่องทางการฝากเงินมากกว่าการใช้บริการกองทุนรวม และเมื่อผลตอบแทนของพันธบัตรและอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำมากซึ่งทำให้ผลตอบแทนในระยะยาวไม่เพียงพอกับการใช้ชีวิตในอนาคต
ดังนั้น ธุรกิจกองทุนรวมจึงมีโอกาสของการเติบโตได้อีกมาก ในแง่เครื่องมือสร้างความมั่งคั่งและยั่งยืนให้แก่นักลงทุน