โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โบดิกา วีรสตรีคนแรกในอังกฤษ ราชินี “คนเถื่อน” กล้าขบถโรมันครั้งรุนแรงที่สุด

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 09 ก.พ. 2565 เวลา 04.23 น. • เผยแพร่ 09 ก.พ. 2565 เวลา 04.23 น.
รูปปั้น โบดิกา Boadicea ในลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ท่ามกลางแสงเจิดจ้าแห่งแสนยานุภาพของจักรวรรดิโรมัน ยังมีสตรีคนเถื่อนผู้หนึ่งที่หาญกล้าลุกขึ้นสู้กับจักรวรรดิเพื่อปกป้องแผ่นดินเกิดของนาง เธอผู้นั้นคือ “โบดิกา” วีรสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์อังกฤษ

เรื่องตำนานของสตรีคนเถื่อนอาจมีข้อมูลออกมาให้ทราบไม่มากนัก แต่นักประวัติศาสตร์ก็รวบรวมข้อมูลออกมาได้จำนวนหนึ่ง ดิโอ คาสซิอุส บรรยายว่า โบดิกานั้นร่างสูง น่ากลัว มีผมหนาสีน้ำตาลอ่อนห้อยยาวลงมาถึงเอว สวมสร้อยทองขนาดใหญ่พร้อมทั้งเสื้อรัดเอวหลากสี คาสซิอุส กล่าวว่า นางคือ “เจ้าหญิงนักรบตัวจริง”

อลิซาเบธ มาโฮน (Elizabeth Kerri Mahon) ผู้เขียนหนังสือ “นางฉาวในประวัติศาสตร์” บรรยายวีรกรรมของวีรสตรีหญิงผู้นี้ว่า ในปี ค.ศ. 43 ชาวโรมันได้บุกอังกฤษเต็มตัว ซึ่งตรงกับยุคของจักรพรรดิคลอดิอุส ในตอนนั้นอังกฤษแบ่งออกเป็นอาณาจักรเล็กและใหญ่อยู่รวมกัน เมื่อโรมันเข้ามา ชาวอังกฤษจำนวนมากยินดีต้อนรับพวกเขาโดยไม่คิดว่าในระยะยาวนั้นจะมีผลอย่างไร

ต่อมาในปี ค.ศ.60 กษัตริย์แห่งเผ่าไอซินี นามว่า พราซูทากุส สิ้นพระชนม์ลง อาณาจักรของพระองค์อยู่ในสภาพต้องแบ่งกันระหว่างจักรวรรดิโรมันกับพระธิดาสององค์โดยมีมเหสีหม้ายคือโบดิกาเป็นผู้สำเร็จราชการ แต่ด้วยพระองค์สิ้นพระชนม์โดยไม่มีผู้สืบทอดชาย โรมันจึงเห็นว่าสัญญาสันติภาพกับกรุงโรมที่พระองค์เคยทำไว้เป็นโมฆะ

เนื่องจากภายใต้กฎหมายโรมัน การสืบทอดต้องผ่านทางผู้ชายเท่านั้น ดังนั้นการมีผู้หญิงปกครองจึงถือว่าชาวไอซีนีเป็นพวกป่าเถื่อน แม้ว่าผู้หญิงในเซลติกบริเตนจะสามารถปกครองแผ่นดินได้ แต่งงานกับคนที่ชอบ และครอบครองสมบัติได้ ต่างจากพวกโรมันที่ถูกควบคุมเข้มงวด

ในขณะนั้นอาณาจักรและครัวเรือนอังกฤษต่างถูกปล้นชิงด้วยน้ำมือชาวโรมันที่อยู่ใต้การปกครองของคาตุส ดีเซียนุส โบดิกาย่อมประท้วงการกระทำนี้ ชาวโรมันจึงนำตัวของพระนางแห่ประจานและอนุญาตให้ทาสข่มขืนพระธิดาเพื่อเป็นการเชือดไก่ให้เผ่าอื่นดู เหตุการณ์ทั้งหมดสร้างความโกรธแค้นให้แก่โบดิกา และชาวไอซินี รวมถึงเผ่าทริโนวานเตสที่โกรธแค้นชาวโรมันอยู่แล้ว จึงร่วมกับโบดิกาก่อขบถต่อกรุงโรม

ต้องกล่าวว่าการขบถของโบดิกาในตอนแรกได้โชคช่วย เมื่อ ซูโทนิอุส ผู้บัญชาการทหารออกไปเข่นฆ่าสังหารหมู่ชาวดรูอิดบนเกาะโมนา (แองกลีซี) ช่วงที่เขาไม่อยู่ อลิซาเบธ บรรยายตำนานครั้งนั้นว่า โบดิกา รวบรวมทหารได้มากกว่า 120,000 คน มีทั้งชายหญิงและพระ พระนางมีทั้งความโกรธแค้น และมีเรื่องเล่าที่ทรงพลังเชื่อมต่อกับคนทุกคนได้ ขณะที่ชนเผ่าเซลติกเองก็ตระเตรียมทำสงครามได้ทุกเมื่ออยู่แล้ว

ในสมรภูมิแรก โบดิกานำกองกำลังเข้ายึดเมืองโคลเชสเตอร์เพื่อปล้นสะดม และด้วยเหตุที่โคลเชสเตอร์ไม่ได้ทันตั้งตัว ตัวเมืองไม่มีป้อมปราการ กองทหารโรมันที่อยู่ใกล้และยกพลมาช่วยก็โดนชาวอังกฤษดักซุ่มโจมตีระหว่างทางจนแตกพ่าย ทำให้โบดิกาชนะศึกในครั้งนั้น

สมรภูมิต่อมา พระนางนำกองทัพเดินหน้าไปยังลอนดอน เขตการค้าหลักของจักรวรรดิโรมันในอังกฤษ ซึ่งศึกในครั้งนี้โบดิกาก็ยังได้รับชัยชนะ เผาลอนดอนจนราบคาบ สาเหตุที่พระนางมีชัยเหนือกรุงลอนดอนนั้นเกิดจากความประมาทและความโง่เขลาของ ซูโทนิอุส ที่ดูถูกกองทัพอันนำโดยผู้หญิง หลังความพ่ายแพ้ ซูโทนิอุส ตัดสินใจทิ้งเมืองและหนีไปเพื่อรวบรวมกำลังพล

สมรภูมิสุดท้าย โบดิกา ตัดสินใจไล่พวกโรมันที่นำโดย ซูโทนิอุส ขึ้นเหนือ ซึ่งไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าสนามรบสุดท้ายอยู่ที่ไหน รู้เพียงแต่เป็นสถานที่ที่มีป่าล้อมรอบ เพื่อให้ถูกโจมตีจากด้านหน้าเพียงด้านเดียวเท่านั้น เป็นการสร้างความได้เปรียบให้กับชาวโรมันที่มีคนน้อยกว่า

ทั้งนี้ ด้วยความมั่นใจของชาวอังกฤษ จึงได้นำครอบครัวมาด้วย และให้ครอบครัวอยู่ในเกวียนที่จอดอยู่ริมสนามรบ ด้วยการตั้งขบวนแบบเส้นตรง ชาวโรมันใช้โล่และหอก ส่วนชาวอังกฤษทาหน้าและลำตัวเป็นสีน้ำเงินพร้อมกับร้องตะโกนข่มขู่จู่โจมอย่างบ้าคลั่ง แต่ชาวโรมันก็ยึดพื้นที่ไว้และพุ่งหอกไปในอากาศ เมื่อไม่มีเกราะป้องกันตัว ชาวอังกฤษกลุ่มแรกก็ล้มลง ชาวโรมันจึงแปรขบวนเพื่อตีโอบจากด้านข้าง

เมื่อพวกชาวอังกฤษพยามยามจะหันหนี ก็ถูกเกวียนของตนเองกระหนาบไว้ ทำให้ชาวอังกฤษล้มตายจำนวนมาก และแพ้ศึกในที่สุด ทหารโรมันเสียชีวิตเพียง 400 นาย เป็นการขบถครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายของโบดิกา ต่อโรมัน

นักประวัติศาสตร์ชี้ว่า เรื่องราวในตำนานนี้สะท้อนข้อบกพร่องร้ายแรงของพระนางคือ ดูเหมือนไม่มีแผนชัดเจนอื่นใดนอกจากขับไล่พวกโรมัน หากพระนางสามารถนำชัยชนะในสมรภูมิมาใช้เป็นประโยชน์ได้ อาจได้รับแรงหนุนมากขึ้นจนอาจมีแนวโน้มทำให้โรมันพ่ายแพ้ได้

เชื่อกันว่าวาระสุดท้ายของ “โบดิกา” จบลงที่การวางยาพิษพระนางเองและพระธิดามากกว่าจะยอมตกอยู่ในมือของพวกชาวโรมัน ถึงแม้ว่าการขบถของพระนางจะล้มเหลว แต่ก็ทำให้เรื่องราวของพระนางโบดิกากลายเป็นวีรกรรมที่เป็นที่รู้จักดีของชาวอังกฤษ เป็นที่เล่าขานสืบต่อมาในเรื่องราวความกล้าหาญของพระนางโบดิกา ราชินีคนเถื่อนผู้หาญสู้กับจักรวรรดิโรมัน

คลิกอ่านเพิ่มเติม : “เมีย” ยุคโรมัน มีความเท่าเทียม หน้าที่ และการอยู่กินกับผู้ชาย?

อ้างอิง :

มาโฮน, เอลิซาเบธ เคอร์รี่. นางฉาวในประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ : มติชน, 2556.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...