“โรคหมั่นไส้” ในโลกออนไลน์ ผิดที่เราหรือผิดที่ใคร?
“โรคหมั่นไส้” ในโลกออนไลน์ ผิดที่เราหรือผิดที่ใคร?
เคยหมั่นไส้ใครสักคนที่ไม่แม้แต่จะเคยเห็นหน้ากันหรือเปล่า?
เคยเลื่อนๆ จอมือถืออยู่แล้วหมั่นไส้ “ไอ้นี่” ที่ชีวิตดีเหลือเกินหรือเปล่า?
เคยขัดใจที่เห็นใครได้ไลก์เยอะหรือไม่?
ถ้าเคย ต้องกลับมาถามตัวเองกันแล้วว่าเขาหรือเรา ใครที่เป็นฝ่ายผิด!
มนุษย์เราทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องการความยินดีจากคนอื่นต่อสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่ว่าเขาคนนั้นแสดงออกมาว่าต้องการหรือไม่ก็ตามที ในยุคที่โลกทั้งใบอยู่ที่ปลายนิ้วแบบนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่คนเราจะแชร์ “สิ่งดีๆ” ของตัวเองออกมาให้ชาวบ้านรับรู้ด้วย
อาการหมั่นไส้ หรือ อาการชังนํ้าหน้านี้มีแนวโน้มที่เกิดขึ้นได้ง่ายมากโดยเฉพาะกับคนที่เสพติดโชเชี่ยลเหมือนชานมไข่มุก ยิ่งเสพยิ่งเห็นยิ่งรับรู้เรื่องชาวบ้านมากเท่าไหร่ “อาการหมั่นไส้” ก็จะก่อตัวเป็นหย่อมความกดอากาศภายในจิตใตโดยไม่รู้ตัว
ทีนี้จุดเริ่มต้นของ “โรคหมั่นไส้” ที่ทำให้โลกออนไลน์ช่างน่าหงุดหงิดนี้มาจากไหน…
โดยพื้นฐานมาจากความเอาใจไปยึดติดกับคนอื่น เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นตั้งอยู่เพราะเราอยากได้อยากมีเหมือนเขา แต่เนื่องจากไม่มีโอกาสเช่นนั้น จึงสร้างภูมิคุ้มกันแห่งความหมั่นไส้ขึ้นมา เพื่อปกป้องตัวเองจากการอยากมีนั้นๆ โดยการปฏิเสธที่จะเห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่อีกฝ่ายแสดงออกมาก
ตัวอย่างเช่น เปิดเฟซบุ๊กเจอเพื่อนคนหนึ่งอัพรูปไปเที่ยวพร้อมแคปชั่นเก๋ๆ เราอาจจะกดไลก์ด้วยใบหน้าเรียบเฉยพอเป็นมารยาท แต่ในใจนั้นกลับหมั่นไส้ที่มีชีวิตดีเหลือเกิน
หรือทำไมเราลงรูปนี้แล้วเพื่อนไม่กดไลก์เรา ทำไมคนนั้นไม่กดคนนี้ไม่กด หยิ่งเหรอ?
ในกรณีนี้ เราเองอาจจะเป็นฝ่ายผิดที่ไม่ปล่อยวางความอิจฉาและยึดติดกับความต้องการให้คนอื่นสนใจมากเกินไป
ในทางกลับกัน คนที่ “แชร์” เองก็มีส่วนในความหมั่นไส้ของคนอื่น ย้อนกลับไปที่ “มนุษย์เราทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องการความยินดีของคนอื่นต่อสิ่งที่ตัวเองทำ” การที่เรากดอัพรูปพร้อมแคปชั่นที่คิดมาแล้วค่อนคืนก็เพราะเราต้องการให้คน “สนใจ” การตอบสนองของคนอื่นทั้งคอมเมนต์และยอดไลก์อาจจะเป็นสิ่งเติมเต็มความพึงพอใจในตนเองของคนบางกลุ่มได้เป็นอย่างดี
สาเหตุของโรคหมั่นไส้ก็มาจากตอนนี้ ต่างตรงที่เราเป็นคนแพร่เชื้อเอง เพราะอะไรน่ะหรือ?
เพราะอวดอย่างเกินพอดียังไงกันเล่า!!
การอวดรวย โชว์ชีวิตดีไม่ใช่เรื่องที่ผิดเลยแม้แต่น้อย หากแต่การอวดอย่างเกินพอดีต่างหากที่ทำให้คนหมั่นไส้โดยใช่เหตุ อาทิ อ้วนจังเลย แต่หุ่นผอมเป๊ะ หรือ ไม่มีเงินแล้ว แต่เพิ่งอัพรูปธนบัตรลงเฟซบุ๊กไปฟ่อนหนึ่ง
แบบนี้จะไม่ให้คนหมั่นไส้ใส่ได้ยังไงกัน…
เราคงยากที่จะเคาะตัดสินว่าใครกันแน่เป็นฝ่ายผิด เพราะแรงส่งนั้นมาจากทั้งคนอัพลงสื่อและคนดู แต่เชื่อไหม่ว่าเรื่องแบบนี้เราสามารถจัดการตัวเองได้ก่อนใครเพื่อน
เริ่มจากอย่าไป “ยึดติด” กับมัน อาจจะฟังดูเชยๆ ไปสักหน่อย แต่ของแบบนี้ “ธรรมะ” ช่วยท่านได้ การรู้จักปล่อยวางทำให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับโลกออนไลน์ได้อย่างมีความสุข
ในขณะที่การเรียกร้องความสนใจจากคนอื่นก็ต้องอยู่ในจุดที่เหมาะสมเช่นกัน อย่าไปอยากได้อยากมีเหมือนเขาให้มาก อย่าไปห่วงยอดไลก์ยอดแชร์มาก อย่าไปอวดเกินหน้าเกินตามากรับรองว่าห่างไกล “โรคหมั่นไส้” อย่างแน่นอน