โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจ็บ(ใจ)แต่จบ 20 หนังสำหรับสายหักมุม

The MATTER

เผยแพร่ 03 ส.ค. 2560 เวลา 12.48 น. • Rave

หนังประเภทหนึ่งที่พร้อมจะทำให้คนดูตบเข่าฉาดด้วยความเจ็บใจก็คือหนังหักมุม

คอหนังหลายคนชื่นชอบหนังแนวนี้ แม้ทำใจไว้บ้างแล้วว่าอาจจะโดนเขาหลอก แต่ก็เต็มใจให้หลอก แต่ที่เด็ดสุดคือแบบที่ไม่ได้เตรียมใจไป แต่หักมุมจนเราต้องจำไปตลอดชีวิต

และนี่คือหนัง 20 เรื่องที่มีจุดหักมุมน่าจดจำ คลำๆ ดูก็เจ็บหัวใจอยู่ไม่มากก็น้อย ถ้าใครมีเรื่องไหนที่เด็ดๆ ก็แชร์กันเข้ามาได้ เผื่อว่าสายหักมุมด้วยกันจะได้ไปตามดูเนอะ

Psycho (1960)

เริ่มต้นด้วยหนังเก่าที่อาจไม่ใช่เรื่องแรกที่มีการหักมุม แต่เป็นผลงานของผู้กำกับระดับตำนานอย่าง อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก  หนังเล่าเรื่อง มาเรียน เครน เสมียนสาวที่ตัดสินใจขโมยเงินจากบริษัทก่อนหนีไปยังโรงแรมแห่งหนึ่ง ที่นั่นเธอได้พบกับ นอร์แมน เบทส์ ที่อาศัยอยู่กับแม่ของเขาในโรงแรม แล้วจู่ๆ มาเรียน ก็ถูกฆ่าในห้องน้ำโดยเชื่อว่าเป็น 'แม่' ของนอร์แมน (ซึ่งกลายเป็นฉากฆาตกรรมระดับตำนาน)

จุดนี้ก็พอบอกได้ว่าเป็นจุดหักมุมแรกที่ตัวละครที่เราคิดว่า น่าจะเป็นนางเอกของเรื่องถูกฆ่าตายตั้งแต่ตอนต้นของหนัง จากนั้นหนังก็เดินเรื่องต่อด้วย ไลล่า เครน ที่ออกตามหาพี่สาวซึ่งโดนประกาศจับเรื่องขโมยเงินด้วย แต่เมื่อพบว่ามาเรียน อาจเคยพักที่โรงแรมของนอร์แมน เธอจึงร่วมมือกับคนอื่นๆ ตามหาความจริง แต่ 'แม่ของนอร์แมน' ก็ฆ่าคนที่มาสืบคดีไปจำนวนหนึ่ง สุดท้ายเรื่องราวก็เฉลยออกมาว่า แท้จริงแล้วฆาตกรคือนอร์แมนผู้มีอาการทางจิต ใส่เสื้อผ้าของแม่แล้วออกไล่ฆ่าคนนั่นเอง ไม่ใช่แค่เรื่องราวที่หักมุม แต่ด้วยสไตล์การกำกับและเล่าเรื่องของฮิทช์ค็อก ทำให้หนังแนวลึกลับหักมุมมีที่ยืนทและมีคนกล้าทำมากขึ้น

Planet Of The Apes (1968)

พิภพวานรฉบับดั้งเดิม พูดถึงกลุ่มนักบินอวกาศที่ออกเดินทางก่อนจะพบว่ายานของพวกเขาไปตกอยู่บนดาวที่ลิงเป็นเจ้าพิภพ มีเพียงนักบินอวกาศเทย์เลอร์เพียงคนเดียวที่รอดตายและเขาก็ถูกจับตัวไปโดยกลุ่มลิง ซึ่งเขาพยายามสื่อสารด้วยจนนักทดลองลิงพบว่า เทย์เลอร์ มีสติปัญญาเหมือนกับพวกลิง สุดท้ายเทย์เลอร์กลายเป็นปัญหาในสังคมลิง และทำให้ลิงกลุ่มใหญ่ต้องตัดสินใจพาเขาไปยังพื้นที่ต้องห้ามเพื่อให้เขาได้รับรู้ความจริง… ความจริงที่ว่าดาวดวงนี้ก็คือโลกมนุษย์ที่เกิดความเปลี่ยนแปลงจนเหล่าวานรวิวัฒนาการขึ้นมา และครองโลกไปแทนแล้ว

Star Wars: Episode V - The Empire Strikes Back (1980)

"โอบีวัน ไม่เคยบอกเจ้ารึว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อของเจ้า"

"เขาบอกข้าแล้ว! เขาบอกว่าเจ้าข้าพ่อของข้า!"

"ไม่… ข้า…คือพ่อของเจ้า"

"ไม่! ไม่!!!!"

มาพูดกันตอนนี้ ช็อตหักมุมนี้อาจจะเชยจนคนดูเฉย แต่ช็อตหักมุมนี้สำคัญอย่างไร ก็สำคัญมากพอที่ตอนถ่ายทำนั้นคนที่รู้บทนี้จริงๆ เพียงแค่ 5 คนเท่านั้น (แถมหนึ่งในนั้นก็คิดว่าเป็นการบลัฟของดาร์ธ เวเดอร์) และถ้าไม่มีประโยคนี้ปรากฏขึ้นมา เราคงไม่มีโอกาสได้เห็นไตรภาคชุดที่สอง กับภาคแยกย่อยอีกมากมายของ Star Wars เป็นแน่แท้

The Sixth Sense (1999)

มัลคอล์ม โครว์ จิตแพทย์ ที่อาศัยอยู่กับภรรยาเจอผู้บุกรุกยามค่ำคืน ทำให้เขาถูกยิง เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปี มัลคอล์ม ได้พบเด็กชายโคล ที่ทำตัวแปลกๆ เก็บตัวไม่ยุ่งกับใคร มีบาดแผลตามตัว มัลคอล์ม จึงพยายามหาสาเหตุและหาหนทางรักษาเด็กคนนี้ให้เข้าสังคมได้ปกติ แต่มัลคอล์มคงคาดไม่ถึงว่าปัญหาจริงๆ ของเด็กชายก็คือ 'เขาเห็นคนตายได้' !?

พูดถึงหนังหักมุมแล้วไม่พูดถึง เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน ก็คงจะแปลกไปเสียหน่อย และหนังที่เราจะนำเอามาพูดถึงก็ต้องเป็นผลงานที่ทำให้คนทั่วโลกติดภาพว่าชายผู้นี้คือผู้ที่ทำแต่หนังหักมุมไปโดยปริยาย และส่งผลให้ชื่อหนังในไทยของเขามีคำว่า 'สยอง' แทบทุกเรื่องไปและนั่นคงเป็นข่าวดีสำหรับผู้ชม เพราะมันทำให้เราไม่ได้ชื่อไทยของเรื่องนี้เป็น 'คนอึดตายแล้ว' ออกมาให้เห็นกัน

Murder on the Orient Express (1974)

ระหว่างที่รถไฟโอเรียนท์เอ็กซ์เพรส เดินทางข้ามประเทศจากอิสตันบูลไปสู่ลอนดอน จู่ๆ ก็มีการฆาตกรรมเกิดขึ้นในรถไฟตู้หนึ่ง ผู้ตายถูกแทงถึงสิบสองครั้งในห้องพักด้านในที่ลงกลอนเอาไว้ บ่งบอกถึงความแค้นที่คุกรุ่น แอร์กูล ปัวโรต์ ที่บังเอิญอยู่บนรถไฟขบวนนี้ด้วยได้ค้นพบว่ามีผู้ต้องสงสัยอยู่หนึ่งกลุ่ม และเขาก็เริ่มไขปริศนาว่าใครเป็นฆาตกร ปมของคดีนี้เป็นเรื่องที่อาจเกินความคาดหมายของทุกคนแม้แต่นักสืบหนวดงามที่มาไขคดีนี้

อาการ์ธา คริสตี้ เป็นผู้แต่งนิยายรหัสคดีชื่อดัง ซึ่งหลายๆ คดีนั้นก็มีความลับซ่อนเงื่อนอยู่มาก แถมยังอำนวยต่อการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์พอสมควร อย่าง  Murder on the Orient Express ก็กำลังจะมีฉบับสร้างใหม่ให้ดูกันช่วงปลายปีนี้ เพราะฉะนั้นเราจะยังไม่สปอยล์เต็มๆ เผื่อใครจะไปดูนะ

Inside Man (2006)

หนังแนวโจรกรรมก็เป็นอีกแนวหนึ่งที่มักมีการล่อหลอกคนดูให้สับสนไปตามตัวละครในเรื่อง เรื่องนี้ยิ่งหนักหนาด้วยการเปิดฉากมาบอกกับคนดูเลยว่า "แผนการปล้นของเขาเป็นแผนการปล้นที่สมบูรณ์แบบ"  ก่อนจะย้อนไปยังเรื่องราวแท้จริงที่คนเล่าเรื่องกับพวกบุกเข้าไปปล้นแบงค์ แผนการคร่าวๆ ก็คือ เข้าไปปล้นแล้วให้โจรสลับตัวกันไปเป็นตัวประกันที่ถูกแยกกันขังไว้ ยอมโดนทำร้ายบ้างเพื่อสร้างจุดเด่นให้คนจดจำ และสุดท้ายทุกคนรู้แค่ว่า มีหัวหน้าโจรหรือคนเล่าเรื่องตอนแรกเท่านั้นที่ไม่มีใครเคยเจอ

เรื่องวุ่นวายขึ้นเมื่อตำรวจพยายามหาทางช่วยตัวประกันแต่ก็ไม่แน่ใจสถานการณ์ภายในธนาคาร แถมยังมีนักเจรจาที่เข้ามาข้องเกี่ยว รวมไปถึงความลับของแบงค์ที่โดนปล้น แม้ว่าหนังจะเล่าเรื่องแบบเปิดเผยเกือบจะทุกปมที่ทำใหเเราสงสัยมาทั้งเรื่อง แต่จุดพีคก็คือปมหักมุมสุดท้ายที่ว่าตัวเอกทำการปล้นให้สมบูรณ์อย่างไร และเมื่อเฉลยออกมามันก็ทำให้เราต้องตบเข่าฉาดเลยทีเดียว

Shutter Island (2010)

เรื่องเล่าเกี่ยวกับเท็ดดี้  ตำรวจสืบสวนที่เดินทางไปยังเกาะชัตเตอร์เพื่อตามล่านักโทษคนเดียวที่หายตัวไป และเมื่อเกาะเจอพายุเฮอร์ริเคนการไขคดีที่ควรเดินหน้าได้เร็วขึ้นเพราะทุกคนติดอยู่ด้วยกัน ทว่าความจริงกลับตรงกันข้ามเมื่อคดีกลับมีความลึกลับเพิ่มขึ้น หรือจะมีหมอบนเกาะที่ช่วยเหลือคนไข้ที่หายไป หรือจริงๆ เท็ดดี้ สืบคดีผิดพลาดกันแน่?

แค่ดูหน้าตาของลีโอนาร์โดเครียดๆ ก็ช่วยบิลด์อารมณ์แล้ว บวกกับเรื่องราวกับฉากหลังที่ไม่น่าจะมีใคร 'หนีไปไหนได้' เมื่อตอนที่ความจริงเผยออกมา ก็ทำให้เราต้องกลับมาคิดอีกครั้งว่าเราเคยมองข้ามจุดบอกใบ้อะไรของหนังไป

Memento (2000)

หนังที่ทำให้ชื่อของ คริสโตเฟอร์ โนแลน โด่งดัง (จริงๆ ต้องมีโจนาธาน โนแลนด้วยแต่หลายคนมักลืมน้องชายที่เป็นผู้เขียนบทให้กับ คริสโตเฟอร์) เรื่องราวชีวิตของชายคนหนึ่งที่ดันเกิดอาการป่วยจนทำให้เขาไม่สามารถจดจำความทรงจำใหม่ๆ ได้และต้องใช้วิธีการจด สัก หรือ ถ่ายรูปแทน แถมสไตล์ของหนังที่โนแลนเล่าเรื่องสลับฉากขาวดำกับฉากสีโดยตั้งใจก็ยิ่งปั่นหัวคนดูเพิ่มขึ้น

เมื่อตัวเอกก็ไว้ใจไม่ได้ (เพราะความทรงจำลบเลือน) การเล่าเรื่องก็ไม่ปกติ เพราะฉะนั้นพอจะบอกได้ว่าทุกจุดของหนังเป็นการหักมุมก็ว่าได้ การที่คนดูหยิบหนังเรื่องนี้มาดูซ้ำอีกเพื่อทำความเข้าใจว่า ใครทำอะไรที่ไหนก่อนไปถกกับคนอื่นต่อจึงเป็นเรื่องปกติสำหรับหนังเรื่องนี้

Gone Girl (2014)

หนังเล่าเรื่องคดีการหายตัวอย่างลึกลับของ เอมี่ ดันน์ และหลักฐานหลายๆ อย่างบ่งชี้ว่าสามีของหล่อน นิค ดันน์ น่าจะเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปครั้งนี้ แต่นิคก็บอกว่าเขาไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการหายตัวไปของภรรยา รวมถึงว่าตัวเขาไม่คิดฆ่าภรรยาแน่ๆ หรือบางทีอาจมีอะไรซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์ของคู่รักคู่นี้

จุดเด่นของเรื่องนี้ก็คือการหักมุมตั้งแต่ช่วงกลางเรื่อง ไม่ใช่ในช่วงท้ายเรื่อง แถมการหักมุมยังเชิญชวนให้เราต้องติดตามต่อว่า หลังจากความจริงเปิดเผยไปเปลาะหนึ่งแล้ว เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อ ซึ่งตัวผู้เขียนนิยายได้โดดมาเขียนและปรับบทภาพยนตร์ด้วยตนเอง อรรถรสของหนังจึงไม่ตกลงไปจากต้นฉบับ รวมถึงการกำกับขั้นเก๋าของเดวิด ฟินเชอร์ และ การแสดงของ แม่นางรสสมุนไพร เอ้ย โรซามุนด์ ไพค์ ที่สอนบทเรียนให้เรารู้ว่า… 'อย่าทำให้อิสตรีพิโรธ' และใช่ หนังเรื่องนี้จึงไม่เหมาะกับการนัดเดทหวานแหววแต่อย่างใด

Fight Club (1999)

ตัวเอกของเรื่องรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับชีวิตมนุษยเงินเดือนแถมยังมีอาการนอนไม่หลับรับประทาน จนกระทั่งพบกับ ไทเลอร์ เซลล์แมนขายสบู่ ชายที่พร้อมแหกคอกทุกกฎระเบียบได้พบกันและก่อตั้ง 'ไฟท์คลับ' ที่ให้ชายหนุ่มในสังคมมาระบายความดิบที่ต้องเก็บเอาไว้ในตัว ก่อนที่เรื่องราวจะใหญ่โตจนกลายเป็นการทำ 'โปรเจกท์เมย์เฮม' เพื่อทำลายสังคมที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดนี้ ว่าแต่ว่า ไทเลอร์เป็นใคร ทำไมถึงมีอิทธิพลต่อตัวเอกได้ขนาดที่เขายอมเปลี่ยนชีวิต

พอจะบอกได้ว่าหนังหักมุมเรื่องนี้เป็นหนังที่น่าจะถูกพูดถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของยุค 90s โดยไม่เกี่ยวกับเจ้าหนูของ แบรด พิทท์ ที่แอบโผล่มานิดๆ ในหนัง แต่เพราะหนังเล่าเรื่องกระทบกับสังคมในยุคนั้นพอสมควร อย่างเช่นตัว 'ไฟท์คลับ' ในหนัง ก็มีคนพัฒนาให้เกิดขึ้นจริง หรือแม้แต่การก่อการร้ายบางเหตุการณ์ก็กล่าวกันว่ามีแรงบันดาลใจจากหนังเรื่องนี้

อ๊ะ เราเผลอละเมิดกฎของไฟท์คลับที่ห้ามพูดถึงมันไปเสียแล้ว

The Game (1997)

ชีวิตของนายแบงค์ที่งานประสบความสำเร็จแต่ชีวิตส่วนตัวขาดความสุข ไม่เสวนากับภรรยาเก่าและน้องชาย ทั้งยังหลอนอยู่กับภาพของพ่อที่ฆ่าตัวตาย เมื่อนายแบงค์คนนี้อายุเข้าสู่วัย 48 ปี เท่ากับตอนที่พ่อเขาจบชีวิตตัวเอง เขาจึงยิ่งรู้สึกเคว้งจนกระทั่งน้องชายเขาส่งใบเชิญให้เขาได้เล่น 'เกม'  แต่กลายเป็นว่าเกมนั้นกลับพาลจะทำให้ชีวิตเขาต้องตกอับ แต่อีกด้านหนึ่งมันก็ทำให้เขาได้เผชิญหน้ากับครอบครัวและตัวเองมากขึ้น งั้นเกมนี้มันมีเป้าหมายอะไรล่ะ?

ไปๆ มาๆ เราพูดถึงหนังของ เดวิด ฟินเชอร์ ถึงสามเรื่อง ถ้าเทียบกับอีกสองเรื่องที่พูดถึงไปแล้ว The Game อาจไม่ได้เล่นเทคนิคแพรวพราวแต่ใช้การบอกเล่าตรงๆ ก่อนจะปล่อยหมัดสำคัญตอนท้ายที่ทำให้คนดูต้องลืมหายใจไปชั่วขณะ

The Prestige (2006)

หนังคริสโตเฟอร์ โนแลน อีกเรื่อง ที่บางคนอาจเรียกกันขำๆ ว่าเป็นหนัง 'วูลฟ์เวอรีน ปะทะ แบทแมน' อันเป็นผลพวงจากการที่ได้ ฮิวจ์ แจ็คแมน กับ คริสเตียน เบล มารับบทนำ ตัวหนังจริงๆ เกี่ยวกับ การดวลกันของสองนักมายากล โรเบิร์ต แองกิเออร์ กับ อัลเฟรด บอร์เด็น ศิษย์ร่วมสำนักมายากลเดียวกันแต่กลายเป็นอริกันหลังจากแองจิเออร์เสียภรรยาคนแรกไป

การต่อสู้กันเริ่มตึงเครียดมากขึ้น เมื่อต่างฝ่ายต่างพยายามสร้างกลสลับที่ ซึ่งตอนแรกแองจิเออร์ใช้ทางกลแบบหนึ่งแต่ทำให้เขาต้องตกไปอยู่ใต้วทีไม่เคยเห็นผู้ชมชื่นชมตัวเขา ก่อนที่บอร์เด็นจะสร้างกลลักษณะคล้ายกันแต่มีเทคนิคเร้าใจกว่า จนทำให้แองจิเออร์พยายามหาความลับว่า บอร์เด็นใช้เทคนิคแบบไหน และเขาก็ต้องเทคนิคใหม่ ซึ่งสุดท้ายแองจิเออร์ก็ได้อุปกรณ์ของ นิโคลา เทสลา มาใช้งาน และพัฒนากลสลับที่ฉบับใหม่ขึ้นมา ซึ่งจุดหักมุมนั้นอยู่ที่ 'เคล็ดลับที่แท้จริง' ของกลทั้งสองชุดนี่เอง

The Mist (2007)

หนังเริ่มเรื่องหลังจากพายุพัดถล่มเมือง คุณพ่อกับลูกชาย รวมถึงเพื่อนบ้านละแวกเดียวกันจึงเดินทางไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งเพื่อซื้อของเข้าบ้าน ระหว่างที่ช็อปปิ้งอยู่นั้น หมอกหนาก็ลงมาปกคลุมตัวเมือง และมีสัตว์ประหลาดที่เอาชีวิตคนได้โดยง่ายอาศัยอยู่ในนั้น ผู้คนที่ติดอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตจึงต้องตัดสินใจว่าพวกเขาจะทำอย่างไร เมื่อสุดท้ายกลุ่มพระเอกตัดสินใจจะออกไป พวกเขาก็พบว่าเขาอาจจะไม่รอดและทำให้พระเอกตัดสินใจกระทำการอย่างหนึ่ง… และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในเรื่องกลับไม่ใช่สัตว์ประหลาดแต่เป็นมนุษย์ที่ตกอยู่ในความหวาดกลัว

ผลลัพธ์ที่ออกมาในตอนจบทำให้เราคิดว่าหนังเรื่องนี้ที่ได้ แฟรงค์ ดาราบอนท์ ดัดแปลงเนื้อเรื่องจากนิยายของสตีเฟ่น คิง ให้กลายเป็น 'ฉากจบที่ขัดใจคนดูที่สุดในช่วงสิบปีหลัง' ไปโดยปริยาย และความโหดของฉากจบที่แตกต่างจากนิยาย (ซึ่งคิงอนุมัติด้วย) ทำให้มีการตัดสินใจสร้างซีรีส์ทางทีวีและออกฉายอยู่ในอเมริกา ณ เวลานี้

Old Boy (2003)

ไม่ครับ เราจะไม่พูดถึงการ์ตูนต้นฉบับ หรือหนังฉบับฮอลลีวูด แต่เราพูดถึง Old Boy ฉบับเกาหลีที่ยืมโครงเรื่องของการ์ตูน ก่อนจะใส่ฉากบู๊โหดดิบเพิ่มเติมเข้าไปอันนั้นต่างหาก

หนังเล่าเรื่องของ โอ แดซู ชายหนุ่มที่ดูขี้เหล้าเมาหยำเปที่ถูกลักพาตัวแล้วไปขังอยู่ในห้องแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาได้รู้จากข่าวทีวีในห้องนั้นว่าภรรยาของเขาถูกฆ่า รวมถึงได้รับรู้ว่าฆาตกรตัวจริงก็คือคนที่ลักพาตัวเขามานั่นแหละ เวลาผ่านไปสิบห้าปีอยู่ๆ แดซู ก็ถูกปล่อยออกมา พี่แกจึงออกเดินทางเพื่อล้างแค้นทันที ซึ่งแดซูก็ใช้กำลังและความรุนแรงตามหาตัวคนร้ายซึ่งเขาก็พบว่า ลี วูจิน เป็นตัวการ แถมยังท้าทายว่าถ้าแดซูสามารถสืบหาความจริงได้ใน 5 วัน แล้วก็เป็นความจริงนั่นเองที่เป็นจุดหักมุมให้กับหนังและคนดูว่าสุดท้ายเราควรจะเข้าข้างใครในการชำระแค้นครั้งนี้

ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ (2004)

หนังเปิดตัวค่าย GTH ที่เป็นใบเบิกทางให้หนังของค่ายนี้ฮิตติดลมบนจนถึงวันที่แปรสภาพมาเป็น GDH ในขณะเดียวกันก็เซ็ตเทรนด์การทำหนังผีหักมุมให้วงการหนังไทยอีกด้วย (ซึ่งก็เป็นทาง GTH/GDH เองที่ทำหนังผีหักมุมออกมาบ่อยๆ) และในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่าคนทำหนังไทยสามารถลงความละเอียดทั้งด้านการถ่ายทำและเนื้อเรื่องได้ดี จนทำให้หนังเรื่องนี้โดนรีเมคในต่างประเทศมาแล้วสามครั้ง

หนังเล่าเรื่องธรรม์ กับ เจน เดินทางกลับมาจากงานแต่งงานของเพื่อนแล้วขับรถชนหญิงสาวคนหนึ่ง แทนที่พวกเขาจะลงไปช่วยเหลือเขากลับหนีไป หลังจากนั้นธรรม์ที่เป็นช่างภาพเริ่มมีอาการเจ็บป่วยแถมยังถ่ายรูปติดเงาลึกลับ ซึ่งเจนเองก็เจอเหตุการณ์แปลกๆ เช่นกัน ทั้งสองคนจึงพยายามสืบค้นว่า 'ผีสาว' ตนนั้นคือใคร ซึ่งเรื่องราวก็ดำเนินไปจนรับรู้ว่า ผีสาวตนนั้นคือเนตร แฟนเก่าของธรรม์ ซึ่งเลิกรากันไปแล้วและคาดว่าถ้าทำพิธีศพอย่างถูกต้องแล้ว เนตร จะเลิกหลอกหลอนพวกเขา…ซึ่งพวกเขาคิดผิด เพราะธรรม์มีความลับที่ไม่อยากเปิดเผยให้เจนรู้ซ่อนอยู่

รักแห่งสยาม (2007)

เราหยิบหนังเรื่องนี้มาพูดในฐานะหนังหักมุม ไม่ใช่เพราะการหักมุมตอนท้ายเรื่อง แต่หนังหักมุมเราตั้งแต่โฆษณาแล้ว ด้วยความที่หนังอาจจะมาในยุคสมัยที่คนดูหนังส่วนมากในไทยยังไม่พร้อมรับ LGBTQ ตัวอย่างและโฆษณาทำให้เราคิดว่าหนังจะต้องเล่าเรื่องคู่รักวัยรุ่นสองคู่ที่อาจจะมาสลับรางเส้นทางรักในดินแดนที่ถือว่าชิคที่สุดในสยามประเทศอย่าง 'สยามสแควร์'

แต่เนื้อแท้ของหนังเรื่องนี้คือหนัง Coming Of Age ผสมกับดราม่าครอบครัวแบบเข้มข้นอย่างที่คนดูบางคนที่โดนโฆษนาชี้นำไป จนทำให้ในช่วงแรกผู้ชมแบ่งเป็นสองกลุ่มก็คือ ไม่รักก็จะรู้สึกเกลียดไปเลย กระนั้นเมื่อเวลาผ่านไป หนังเรื่องนี้ก็ทำให้หนังไทย (และละคร) กระแสหลักนำเสนอประเด็นความสัมพันธ์ครอบครัวที่มี LGBTQ มากขึ้น

โรงแรมนรก (1957)

หนังไทยระดับคลาสสิก ของ รัตน์ เปสตันยี บุคลากรคนสำคัญสำหรับวงการหนังไทย ระดับที่ติดอยู่ในโครงการ '100 ภาพยนตร์ไทยที่คนไทยควรดู' ของ หอภาพยนตร์แห่งชาติ หนังตลกเสียดสีเรื่องนี้มีความวุ่นวายมากมาย หรือถ้าบอกว่าเป็นการหักมุมแทบจะทุกองก์ของหนังก็ไม่ผิดนัก เนื้อหาเกี่ยวกับโรงแรมสวรรค์ แต่มีความวุ่นวายดั่งนรก นอกจากจะมีแขกแปลกๆ เดินทางมายังโรงแรมแห่งนี้แล้ว ยังมีการซ้อมดนตรีแบบวุ่นวายในห้องโถง คู่พระนางที่ประวัติลึกลับ รวมไปถึงยังมีกลุ่มโจรที่บุกเข้ามาเพราะหวังชิงเงินจำนวนมาก ซึ่งเรื่องทั้งหมดก็พลิกอีกครั้งในตอนท้าย

แม้หนังเรื่องนี้มีอายุอานาม 60 ปีแล้ว แต่กลับมีจังหวะในการนำเสนอที่สนุกสนานและอาจล้ำหน้ากว่าหนังที่ออกฉายทีหลังด้วย ถ้าสนใจหนังเรื่องนี้ ทางมูลนิธิหนังไทยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และผลิตแผ่น DVD ออกมาขายมานานแล้ว

เปนชู้กับผี (2006)

หนังเรื่องก่อนหน้าที่เรากล่าวไปก่อนหน้าเป็นหนังเก่าคลาสสิก แต่หนังผีเรื่องนี้ตั้งใจเล่าเรื่องให้เก่าตามสไตล์เรื่องผีของ ครูเหม เวชกร เรื่องราวของหนังจึงไม่ยุ่งยากซับซ้อนนัก หนังเล่าเรื่องของนวลจัน สาวตั้งครรภ์ที่เดินทางเพื่อตามหาตัวสามีที่หายตัวไปอย่างลึกลับ ก่อนไปขอพักแรมในคฤหาสน์ของรัญจวน ที่มีข่าวลือว่าเธอซุกซ่อนชายชู้ไว้ และชู้คนนั้นอาจจะไม่ใช่คน…หรือจริงๆ คฤหาสน์หลังนี้ต่างหากที่กักเก็บสิ่งไม่มีชีวิตเอาไว้?

เกมส์มหาโชค (1986)

ก้อย และ เอ้ อาศัยอยู่บ้านติดกันกับ เกษรา เพื่อนของก้อย ที่หนีภัยสามีมาอยู่คนเดียวชั่วคราว ระหว่างนั้นเองเกษราได้เจอกับเศรษฐินีที่บอกว่าเธอเป็นยายที่ไม่ได้พบกันนานและจะมอบมรดก 100 ล้าน แต่ก็มีเงื่อนไขว่าอยากจะเห็นหลานสาวมีชีวิตคู่กับสามี ก้อยจึงออกอุบายให้เอ้ปลอมตัวเป็นสามีของเกษรา เพื่อเอาเงินมาแบ่งกันทีหลัง

ผลงานการกำกับของ เปี๊ยก โปสเตอร์ และเป็นหนังที่ปัญญา นิรันดร์กุลเป็นพระเอกในช่วงที่หนังไทยยังบูมก่อนถึงจุดเงียบเหงาไปในช่วงหนึ่ง หนังเดินเรื่องในแนวตลกที่ตั้งใจเล่นใหญ่กับสถานการณ์อันวุ่นวาย แต่จบแบบหักมุมเล็กๆ เมื่อความจริงเปิดเผยว่าบางทีเรื่องมรดกที่ว่านั้นอาจจะเป็นแค่ 'เกม' เล่นสนุกของคนมีเงินเหลือใช้เท่านั้นเอง

13 เกมสยอง (2006)

หนังไทยที่ดัดแปลงจากหนังสือการ์ตูนของเอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ กับการเริ่มต้นที่เล่าง่ายๆ กระตุ้นต่อมอยากได้เงินของมนุษย์กับเกมโชว์แบบเรียลลิตี้ที่แทรกซึมอยู่ในทุกหน่วยงานของประเทศไทย ทำให้ตัวละครที่หลงไปติดอยู่ในเกมก็ไม่อาจถอนตัว ทำได้เพียงการเล่นไปตามกติกาของเกมเท่านั้น กระนั้นเมื่อภูชิตต้องจำใจเล่นเกมไปถึงโจทย์หลังๆ เขาก็ต้องถามใจตัวเองมากขึ้น และปมสุดท้ายที่มาหักใจคนดูในเรื่องทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วนในลำคอไม่เบาทีเดียว

เรามีสองสิ่งที่เสียดายเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ก็คือ ฉบับรีเมคของฝรั่งมันดูไร้อารมณ์ และเราก็ไม่รู้ว่าจะได้ดู 14 ที่เป็นภาคต่อไหม

Illustrtion by Waragorn Keeranan

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...