โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รื้อค่าโอน-จำนองบ้าน 1.5 ล้าน มาตรการถาวรหั่นเหลือ 0.01%

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 12 ส.ค. 2561 เวลา 15.05 น.

“ประวิตร” สั่งหาทางลดค่าโอน-จดจำนองบ้านผู้มีรายได้น้อยจาก 3% เหลือ 0.01% เป็นมาตรการถาวร “การเคหะฯ” เด้งรับ ชงที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 1.5 ล้าน เข้าบอร์ดที่อยู่อาศัยแห่งชาติ ตั้งเป้าเป็นของขวัญปีใหม่ ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯเผยราคา 1-1.5 ล้านเอกชนมี 3 หมื่นหน่วย พอร์ตใหญ่เป็นของการเคหะฯ 2 แสนหน่วยที่อยู่ในแผนแม่บท

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากที่รัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ พร้อมตั้งคณะอนุกรรมการ 3 ชุด ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ได้แก่ คณะอนุกรรมการจัดที่ดินทำกิน คณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย

สั่งลดค่าโอน-จำนองถาวร

ล่าสุด ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดินฯ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน เมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา ที่ประชุมเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ให้จัดทำมาตรการการเงิน การคลัง กระตุ้นเศรษฐกิจ และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา โดยให้เร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ แนวทางข้อเสนอคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยที่เป็นเรื่องใหม่ คือ เสนอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการผ่อนคลายภาระผู้ซื้อบ้านที่มีรายได้น้อย โดยให้ลดค่าจดโอนบ้านและคอนโดมิเนียม จากปกติร้อยละ 2.00ลงเหลือร้อยละ 0.01 เป็นมาตรการถาวร

การเคหะฯชงราคาต่ำ 1.5 ล้าน

ดร.ธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นโยบายสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ล่าสุด การเคหะฯเตรียมเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการที่อยู่อาศัยแห่งชาติ (กอช.) ชุดที่มี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ภายในวาระการประชุมเดือนกันยายน 2561 นี้

สาระสำคัญจะขอให้พิจารณาลดค่าธรรมเนียมโอนและค่าจดจำนองรวม 3% ให้เหลือ 0.01% โดยขอให้พิจารณาออกเป็นมาตรการถาวรสำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกินยูนิตละ 1.5 ล้านบาท

ทั้งนี้ กรอบเวลาที่วางไว้ เป้าหมายอยู่ที่ผลักดันตามขั้นตอนเพื่อบรรจุเข้าสู่วาระที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนธันวาคมนี้ ถ้าหากมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอ เรื่องนี้จะเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับผู้มีรายได้น้อย เพราะปัจจุบันภาระค่าโอนกรรมสิทธิ์อยู่ที่ 2% ค่าจดจำนองอีก 1% รวมเป็น 3% หรือคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายตกล้านละ 3 หมื่นบาท ถ้าหากลดเหลือ 0.01% เท่ากับลดภาระทันทีเหลือล้านละ 300 บาท จะเข้ามาช่วยบรรเทาภาระให้กับผู้มีรายได้น้อยได้ตรงจุด

“เรื่องนี้มีการหารือระหว่างหน่วยงานรัฐกับตัวแทนภาคเอกชน 4-5 เดือนมาแล้ว ก่อนหน้านี้ทางเอกชนเสนอราคาที่อยู่อาศัยยูนิตละไม่เกิน 2 ล้านบาท แต่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ว่าเป็นราคาสูงเกินไป ควรลดลงมาให้เป็นราคาสำหรับผู้มีรายได้น้อยจริง ๆ ในส่วนการเคหะฯซึ่งทำบ้านผู้มีรายได้น้อยโดยตรงอยู่แล้ว ปัจจุบันราคาเริ่มต้นมีตั้งแต่ 8-9 แสนบาทจนถึง 1.5 ล้านบาท”

โครงการรัฐ-เอกชนได้หมด

ดร.ธัชพลกล่าวว่า เดิมมาตรการลดค่าโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% ถูกนำมาใช้ในฐานะมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่มีจุดอ่อนที่ใช้ชั่วคราว เช่น รอบล่าสุดมีการนำมาใช้ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม 2558-28 เมษายน 2559 เป็นเวลา 6 เดือน ในขณะที่ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเป็นที่อยู่อาศัยราคาของผู้มีรายได้น้อย ทำให้กลุ่มบ้านระดับกลางถึงระดับบนได้ประโยชน์ไปด้วย

สำหรับข้อเสนอรอบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้มีรายได้น้อยอยากซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองมากขึ้น ดังนั้นจึงกำหนดเพดานราคาให้เป็นราคาของกำลังซื้อรายได้น้อยแท้จริง โดยโครงการที่อยู่อาศัยตามข้อกำหนดได้รับอานิสงส์ถ้วนหน้าทั้งโครงการที่พัฒนาโดยภาครัฐ เช่น หมู่บ้านเคหะชุมชนของการเคหะฯ, หมู่บ้านมั่นคงของกรมธนารักษ์ และโครงการของบริษัทจัดสรรทั่วไป

“ภาษีโอนและจดจำนองเป็นรายได้เข้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้นในระหว่างนี้การเคหะฯจึงเดินสายหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงมหาดไทย เพราะรายได้ภาษีอาจหายไปบ้างแต่เท่าที่ประชุมเบื้องต้นทุกหน่วยงานค่อนข้างให้ความสำคัญเพราะทราบดีว่านโยบายบ้านผู้มีรายได้น้อยเป็นวาระแห่งชาติ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกหน่วยงาน” ดร.ธัชพลกล่าว

ขอมติ ครม.สร้างเพิ่ม

ในขณะเดียวกัน นโยบายขับเคลื่อนการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยปี 2561 มีเป้าหมายจัดทำ 27,075 หน่วยภายใต้กรอบแผนแม่บทพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (2560-2579) โดยมีแผนงานเตรียมเสนอขอความเห็นชอบเพื่อดำเนินการในเดือนกันยายน 2561 ดังนี้ ประเภท “โครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย” รวม 7,327 หน่วย เตรียมเสนอขอมติ ครม.ให้ความเห็นชอบ 2 โครงการใหม่ รวม 6,833 หน่วย แบ่งเป็นโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2-4 (รองรับผู้อยู่อาศัยรายเดิม) 6,212 หน่วย กับโครงการอาคารเช่าลำปาง 229 หน่วยประเภท “โครงการเคหะชุมชนและบริการชุมชน (เช่าซื้อ)” รวม 5,649 หน่วย เตรียมเสนอขอมติ ครม.อนุมัติแผนดำเนินการเคหะชุมชนทั่วประเทศ 12 โครงการ รวม 3,365 หน่วย

นอกจากนี้อัพเดตผลดำเนินการสินเชื่อเคหะประชารัฐ ที่ตั้งเป้าขายโครงการบ้านเคหะประชารัฐ 13,301 หน่วย โดยร่วมมือกับพันธมิตรสถาบันการเงินของรัฐ 3 แห่ง คือธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทยจัดแพ็กเกจสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรน โดยมีผลการขายสะสม ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 ขายได้ 12,013 หน่วยคิดเป็น 90% ของเป้าหมาย

กคช.พอร์ตใหญ่บ้าน 1.5 ล้าน

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) เปิดเผยเพิ่มเติมว่า โครงการที่อยู่อาศัยราคาต่ำ 1 ล้านบาทที่อยู่ระหว่างขายในผังโครงการเอกชนทั่วประเทศมี 10,000 ยูนิตกระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ 5,000 ยูนิต โดยคอนโดมิเนียมมีสัดส่วน 4,000 ยูนิตหรือ 80% ต่างจังหวัด 5,000 ยูนิต เป็นคอนโดฯ 60% ที่เหลือเป็นโครงการแนวราบโดยเฉพาะทาวน์เฮาส์ 40% เนื่องจากต้นทุนที่ดินถูกกว่าในกรุงเทพฯ จึงพัฒนาทาวน์เฮาส์ขายต่ำล้านได้มากกว่า

ทั้งนี้ สำรวจราคาที่อยู่อาศัยต่ำ 1.5 ล้านบาท พบว่าทั่วประเทศมีสต๊อกอยู่ระหว่างขายในผังโครงการเอกชนรวม 30,000 ยูนิตเท่านั้น ถือว่าจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับสินค้าราคา 2 ล้านบาทขึ้นไป ยังไม่รวมโครงการของการเคหะแห่งชาติซึ่งได้ประกาศตัวเลขว่ามีหน่วยรอส่งมอบ 10,000 ยูนิต สำหรับบ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท

“แต่ละปีภาคเอกชนสร้างบ้านราคาต่ำล้านหาได้ยากมาก แต่ถ้าขยับเพดานเป็นราคา 1.5 ล้านยังพอหาได้ในตลาด สาเหตุเพราะที่ดินแพง จึงต้องโฟกัสการเคหะฯที่เป็นหน่วยงานหลักรับมอบนโยบายจากรัฐบาลในการสร้างบ้านผู้มีรายได้น้อยอีก 2 แสนยูนิต ภายใน 4-5 ปีหน้า”

แนะขายแบบโอนดีกว่าเช่า

ดร.วิชัยแสดงข้อคิดเห็นด้วยว่า ถ้ามีการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองสามารถกระตุ้นให้คนสนใจซื้อมากขึ้น และถ้ารัฐบาลหาทางช่วยสนับสนุนให้ราคาผ่อนบ้านใกล้เคียงกับค่าเช่า แนวโน้มคนหันมาซื้อบ้านมากขึ้นแน่นอน ตัวช่วยที่ทำให้บ้านผู้มีรายได้น้อยมีการผลิตจำนวนมากอยู่ที่รัฐต้องหามาตรการชักจูงให้ดีเวลอปเปอร์เข้ามาร่วมสร้างบ้านผู้มีรายได้น้อยขายด้วยจะเป็นประโยชน์ เพราะภาคเอกชนรู้ดีที่สุดว่าโซนไหนขายได้ โซนไหนขายไม่ได้ ดังนั้นในการพัฒนาโครงการจำเป็นต้องคำนึง 2 ปัจจัยสำคัญ คือทำเลกับดีมานด์แท้จริงของประชาชน เพราะถ้าทำบ้านราคาผู้มีรายได้น้อยแต่ทำเลไม่ตอบโจทย์ โอกาสไม่ประสบความสำเร็จก็มีสูงเช่นกัน

“รวมทั้งควรเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ด้วยเพราะถึงอย่างไรคนไทยยังติดอยู่กับการมีที่ดินของตนเอง มีกรรมสิทธิ์เป็นของตนเอง แม้การเช่าระยะยาวเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ต้องมีหลักประกันเช่าได้นับชั่วอายุคน เช่น 30 + 30 ปี คนเริ่มทำงานจน 30 ปีแล้วเกษียณ ถ้ามีอายุการเช่ารองรับอีก 30 ปีก็เป็นหลักประกันในชีวิตได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องหาที่อยู่ใหม่ตอนหลังเกษียณ” ดร.วิชัยกล่าว

สินเชื่อ ธอส. 5 หมื่นล้าน

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ธนาคารอาคารสงเคราะห์เตรียมส่งเสริมให้ผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง โดยให้นโยบาย ธอส.ปล่อยสินเชื่อบ้านในอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในระดับที่สถานะของแบงก์สามารถรองรับได้

“การลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ธอส.พิจารณาแล้วเขาบอกว่าจะช่วยถ้าเป็นกรณีผู้มีรายได้น้อยจริง ๆ ซึ่งรัฐบาลไม่ต้องอุดหนุนงบประมาณ เพราะธอส.รับภาระตรงนี้เองได้ ซึ่งนโยบายรัฐบาลชุดนี้อยากให้คนไทยมีบ้าน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย เพราะถ้าไม่ทำตอนนี้ เมื่อประเทศเราก้าวข้ามไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง แล้วโอกาสที่คนจะมีบ้านเป็นของตัวเองก็ยากขึ้น เหมือนกรณีญี่ปุ่นที่คนต้องเช่าบ้านอยู่กัน” นายอภิศักดิ์กล่าว

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธอส.กล่าวเพิ่มเติมว่า ธอส. เตรียมสินเชื่อรายย่อย (โพสต์ไฟแนนซ์) วงเงิน 50,000 ล้านบาทแก่ผู้ซื้อบ้านราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทโดยธนาคารกำลังพิจารณาว่าจะช่วยค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ในกรณีผู้มีรายได้น้อยอย่างไรบ้าง ซึ่งจะต้องหาข้อสรุปและเสนอคณะกรรมการพิจารณาภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

ล็อกเงื่อนไขผู้มีรายได้น้อย

ที่ผ่านมา ธอส.มีโปรโมชั่นยกเว้นค่าธรรมเนียม 4 ฟรี ได้แก่ 1.ฟรีค่าธรรมเนียมยื่นกู้ (0.1% ของวงเงินนิติกรรม) 2.ฟรีค่าประเมินราคาหลักประกันอยู่ที่ 1,900-2,800-3,100 บาท 3.ฟรีค่าจดนิติกรรม 1,000 บาท และ 4.ฟรีค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินกู้ ตอนนี้กำลังพิจารณาจะนำแคมเปญนี้กลับมาใช้อย่างไร

นอกจากนี้การซื้อบ้านราคา 1 ล้านบาทมองว่าผู้ซื้อคงไม่ใช่คนรายได้น้อยทั้งหมดเพราะคนรายได้ปานกลางถึงสูงก็สามารถซื้อได้ ดังนั้นต้องกลับมาทบทวนคุณสมบัติผู้กู้ 5 ขั้นรายได้ที่จัดชั้นไว้ คือ ไม่เกิน 15,000 บาท/เดือน, 25,000 บาท/เดือน, 35,000 บาท/เดือน, 45,000 บาท/เดือน และเกิน 45,000 บาท/เดือน จะช่วยกลุ่มไหนบ้าง

“การช่วยเรื่องค่าธรรมเนียมต่าง ๆไม่ได้ใช้เงินอุดหนุนหรือชดเชยจากรัฐบาล แต่โครงการช่วยผู้มีรายได้น้อยจะมีการแยกบัญชีธุรกรรมตามนโยบายรัฐ (PSA) ที่ไม่ได้รับการชดเชยเป็นตัวเงิน แต่เอาไว้คำนวณกลับมาเป็นผลงานของธนาคาร” นายฉัตรชัยกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...