โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บาทแข็งรับ พรบ.เลือกตั้ง ตลาดจับตาดูการเจรจาสงครามการค้า

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 14 ก.ย 2561 เวลา 11.06 น.

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินระหว่างวันที่ 10-14 กันยายน 2561 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (10/9) ที่ระดับ 32.83/85 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (7/9) ที่ 32.77/79 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงจากการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังจากการเปิดเผยตัวเลขจากกระทรวงแรงงานสหรัฐที่รายงานว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนสิงหาคมปรับตัวเพิ่มขึ้น 201,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 191,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานทรงตัวอยู่ที่ระดับ 3.9% ในเดือนสิงหาคม ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงสู่ระดับ 3.8% ขณะเดียวกันตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน เพิ่มขึ้น 10 เซนต์/ชั่วโมง หรือ 0.4% จากระดับ 0.3% ในเดือนกรกฎาคม และเพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.7% โดยตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงนับเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ ทำให้นักลงทุนมั่นใจว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งที่สามของปีนี้ในการประชุมวันที่ 25-26 กันยายนนี้ ในขณะที่ตลาดเฝ้าดูการเจรจาทางการค้ารอบใหม่ระหว่างจีนและสหรัฐ ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจทั้ง 12 เขต หรือ “Beige Book” เมื่อวานนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐขยายตัวในระดับปานกลาง ขณะที่ภาคธุรกิจยังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะใกล้ อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาทททางการค้า เนื่องจากการที่คณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเมื่อไม่นานมานี้ ได้ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าปรับตัวสูงขึ้นทั่วสหรัฐ แต่อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าอย่างมีนัยยะ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากกระแสเงินทุนไหลเข้าทั้งในตลาดทุนและตลาดพันธบัตรของไทย หลังจากได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งส่งผลทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในสถานการณ์ทางการเมืองของไทย ทิศทางค่าเงินบาทแข็งค่าไปพร้อมกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่เงินบาทแข็งเร็วกว่าจากปัจจัยการเลือกตั้งที่เข้ามาใหม่แต่เป็นระยะสั้น โดยนักลงทุนประเมินว่าจะมีการเลือกตั้งเร็วที่สุดคือวันที่ 24 ก.พ. 2562 โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.53-32.90 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 32.55/56 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรในสัปดาห์นี้ เปิดตลาดที่ระดับ 1.1591/95 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (31/8) ที่ 1.1669/70 ดอลลา์สหรัฐ/ยูโร ในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินยูโรยังคงอ่อนค่าอยู่ หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มประเทศ ออกมาไม่ดีนัก โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของเยอรมนี อิตาลี และฝรั่งเศส ประจำเดือนสิงหาคม ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 55.9, 50.1 และ 53.5 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 56.1, 51.2 และ 53.7 ตามลำดับ ส่วนดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของกลุ่มยูโรโซน อยู่ที่ระดับ 54.6 เท่ากับที่ตลาดคาดการณ์ อย่างไรก็ตามค่าเงินยูโรและค่าเงินปอนด์ได้แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ หลังจากสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สหราชอาณาจักร และเยอรมนีเตรียมที่จะยกเลิกเงื่อนไขที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาเกี่ยวกับการแยกตัวของสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้นักลงทุนมีความหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงโดยเยอรมนีพร้อมที่จะยอมรับข้อตกลงที่่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าในอนาคตของสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถทำข้อตกลงเบร็กซิทได้ นอกจากนี้แล้วสหราชอาณาจักรยังพร้อมที่จะยอมรับแถลงการณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในอนาคต โดยยอมเลื่อนการตัดสินใจในบางประเด็นออกไปจนกว่าจะผ่านพ้นวันที่มีการแยกตัวอย่างเป็นทางการ ในขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จัดการประชุมนโยบายการเงิน โดยที่ประชุมมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ที่ระดับ 0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป้นประวัติการณ์ พร้อมกับคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ที่ระดับ -0.40% และคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 0.25% ECB ระบุว่าจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยต่อไป อย่างน้อยจนถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงในปีหน้า ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1524-1.1705 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1701/04 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับค่าเงินเยนเปิดตลาดในวันจันทร์ (10/9) ที่ระดับ 110.94/98 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (7/9) ที่ระดับ 110.75/78 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบแคบ แม้ว่านักลงทุนจะคลายความกังวลต่อสถานการณ์ Brexit ที่มีแนวโน้มว่าอังกฤษและกลุ่มสหภาพยุโรปจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้เป็นอย่างดีก่อนถึงกำหนดการแยกตัวอย่างเป็นทางการในช่วงสิ้นเดือนมีนาคมปีหน้า แต่อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังคงถือครองเยนเงินในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจากความกังวลต่อนโยบายการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้าอย่างจีน สหภาพยุโรป และแคนาดา ภายหลังจากที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า สหรัฐจะเริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้าจีนอีกเมื่อใด รวมทั้งการเจรจาเรื่องข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ฉบับใหม่กับแคนาดาที่ยังไม่มีบทสรุปออกมา ทั้งนี้รัฐบาลญี่ปุ่นได้มีการเปิดเผย ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานประจำเดือนกรกฎาคม เพิ่มสูงขึ้น 11% จากเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน หลังจากที่ลดลง 8.8% ในเดือนมิถุนายน และลดลง 3.7% ในเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 110.86-112.07 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 111.80/81 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...