บาทแข็งรับ พรบ.เลือกตั้ง ตลาดจับตาดูการเจรจาสงครามการค้า
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินระหว่างวันที่ 10-14 กันยายน 2561 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (10/9) ที่ระดับ 32.83/85 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (7/9) ที่ 32.77/79 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงจากการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังจากการเปิดเผยตัวเลขจากกระทรวงแรงงานสหรัฐที่รายงานว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนสิงหาคมปรับตัวเพิ่มขึ้น 201,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 191,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานทรงตัวอยู่ที่ระดับ 3.9% ในเดือนสิงหาคม ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงสู่ระดับ 3.8% ขณะเดียวกันตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน เพิ่มขึ้น 10 เซนต์/ชั่วโมง หรือ 0.4% จากระดับ 0.3% ในเดือนกรกฎาคม และเพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.7% โดยตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงนับเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ ทำให้นักลงทุนมั่นใจว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งที่สามของปีนี้ในการประชุมวันที่ 25-26 กันยายนนี้ ในขณะที่ตลาดเฝ้าดูการเจรจาทางการค้ารอบใหม่ระหว่างจีนและสหรัฐ ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจทั้ง 12 เขต หรือ “Beige Book” เมื่อวานนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐขยายตัวในระดับปานกลาง ขณะที่ภาคธุรกิจยังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะใกล้ อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาทททางการค้า เนื่องจากการที่คณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเมื่อไม่นานมานี้ ได้ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าปรับตัวสูงขึ้นทั่วสหรัฐ แต่อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าอย่างมีนัยยะ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากกระแสเงินทุนไหลเข้าทั้งในตลาดทุนและตลาดพันธบัตรของไทย หลังจากได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งส่งผลทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในสถานการณ์ทางการเมืองของไทย ทิศทางค่าเงินบาทแข็งค่าไปพร้อมกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่เงินบาทแข็งเร็วกว่าจากปัจจัยการเลือกตั้งที่เข้ามาใหม่แต่เป็นระยะสั้น โดยนักลงทุนประเมินว่าจะมีการเลือกตั้งเร็วที่สุดคือวันที่ 24 ก.พ. 2562 โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.53-32.90 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 32.55/56 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรในสัปดาห์นี้ เปิดตลาดที่ระดับ 1.1591/95 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (31/8) ที่ 1.1669/70 ดอลลา์สหรัฐ/ยูโร ในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินยูโรยังคงอ่อนค่าอยู่ หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มประเทศ ออกมาไม่ดีนัก โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของเยอรมนี อิตาลี และฝรั่งเศส ประจำเดือนสิงหาคม ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 55.9, 50.1 และ 53.5 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 56.1, 51.2 และ 53.7 ตามลำดับ ส่วนดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของกลุ่มยูโรโซน อยู่ที่ระดับ 54.6 เท่ากับที่ตลาดคาดการณ์ อย่างไรก็ตามค่าเงินยูโรและค่าเงินปอนด์ได้แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ หลังจากสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สหราชอาณาจักร และเยอรมนีเตรียมที่จะยกเลิกเงื่อนไขที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาเกี่ยวกับการแยกตัวของสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้นักลงทุนมีความหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงโดยเยอรมนีพร้อมที่จะยอมรับข้อตกลงที่่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าในอนาคตของสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถทำข้อตกลงเบร็กซิทได้ นอกจากนี้แล้วสหราชอาณาจักรยังพร้อมที่จะยอมรับแถลงการณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในอนาคต โดยยอมเลื่อนการตัดสินใจในบางประเด็นออกไปจนกว่าจะผ่านพ้นวันที่มีการแยกตัวอย่างเป็นทางการ ในขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จัดการประชุมนโยบายการเงิน โดยที่ประชุมมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ที่ระดับ 0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป้นประวัติการณ์ พร้อมกับคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ที่ระดับ -0.40% และคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 0.25% ECB ระบุว่าจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยต่อไป อย่างน้อยจนถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงในปีหน้า ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1524-1.1705 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1701/04 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับค่าเงินเยนเปิดตลาดในวันจันทร์ (10/9) ที่ระดับ 110.94/98 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (7/9) ที่ระดับ 110.75/78 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบแคบ แม้ว่านักลงทุนจะคลายความกังวลต่อสถานการณ์ Brexit ที่มีแนวโน้มว่าอังกฤษและกลุ่มสหภาพยุโรปจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้เป็นอย่างดีก่อนถึงกำหนดการแยกตัวอย่างเป็นทางการในช่วงสิ้นเดือนมีนาคมปีหน้า แต่อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังคงถือครองเยนเงินในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจากความกังวลต่อนโยบายการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้าอย่างจีน สหภาพยุโรป และแคนาดา ภายหลังจากที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า สหรัฐจะเริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้าจีนอีกเมื่อใด รวมทั้งการเจรจาเรื่องข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ฉบับใหม่กับแคนาดาที่ยังไม่มีบทสรุปออกมา ทั้งนี้รัฐบาลญี่ปุ่นได้มีการเปิดเผย ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานประจำเดือนกรกฎาคม เพิ่มสูงขึ้น 11% จากเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน หลังจากที่ลดลง 8.8% ในเดือนมิถุนายน และลดลง 3.7% ในเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 110.86-112.07 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 111.80/81 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ