เมื่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้น หุ้นที่ได้ประโยชน์จะวิ่งไปได้ไกลแค่ไหน?
จากกรณีที่ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายประเภทปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ที่ราคายังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงจากในช่วงก่อนสิ้นปี เนื่องจากมีอัตราการความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้น จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 ที่คลี่คลาย
ส่วนสินค้าโภคภัณฑ์อีกชนิดที่เรียกได้ว่าถือเป็นสินค้าหลักด้านพลังงานไม่แพ้น้ำมันอย่างถ่านหิน โดยในต้นปี65 อินโดนีเซีย มีแผนกำหนดห้ามส่งออกถ่านหินออกนอกประเทศในเดือน ม.ค. 65 จึงทำมีความกังวลว่า supply จะหายไปจากตลาดเนื่องจากอินโดนีเซียถือเป็นผู้ส่งออกถ่านหินรายใหญ่ของโลก ซึ่งทำให้ราคาถ่านหินปรับตัวเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดอื่นๆ ก็ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างชนิดที่เรียกได้ว่าไม่ทันตั้งตัวกันเลยทีเดียว คือราคาเนื้อหมู และไก่ สาเหตุหลักมาจากปัญหาสุกรขาดแคลน เนื่องจากผลผลิตสุกรออกสู่ตลาดลดลง เนื่องจากมีโรคระบาดในสุกรในหลายจังหวัด ขณะที่ราคาเนื้อไก่ทำจุดสูงสุดในรอบ 4 ปี จากความต้องการบริโภคเนื้อไก่ฟื้นตัว
นอกจากนี้ยังมีราคาถั่วเหลืองที่ปรับตัวขึ้นตามภาวะอากาศในเวเนซูเอล่า และบราซิล ที่สภาพภูมิอากาศแล้งทำให้ผลผลิตออกน้อยลงประกอบกับความต้องการใช้กากถั่วเหลืองที่เพิ่มขึ้นมากจากการฟื้นกำลังการผลิตหมูในจีน และเวียดนามล่าสุดเดือน ธ.ค. เฉลี่ยที่19.2 บาท/กก. เทียบกับเดือน พ.ย. ที่14.6 บาท/กก. เพิ่มขึ้น 30%
สำหรับราคาสินค้าอาหารทะเล ล่าสุดราคาปลาทูน่าเดือน ธ.ค. เฉลี่ยอยู่ที่ 1,750 USD/ตัน เพิ่มขึ้น 34.6% จากปีก่อน เฉลี่ยทั้งปียังทรงตัว ขณะที่ราคากุ้งขาว (ขนาด 60 ตัว/กก.) เดือน พ.ย. อยู่ที่ 125 บาท/กก โดยคาดราคากลุ่มอาหารทะเลเฉลี่ยจะยังทรงตัวถึงปรับขึ้นเล็กน้อยในปี 65 ไม่ผันผวนเท่าราคาสัตว์บกจากดีมานด์ที่สูงขึ้น
โดย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ราคาสินค้าประเภท Soft Commodity อย่าง ราคาสุกรหน้าฟาร์มวันที่ 7 ม.ค. 2565 อยู่ที่ 110 บาท/กก. ปรับเพิ่มขึ้นถึง 17.% จากสัปดาห์ก่อน และทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากสาเหตุหลักมาจากปัญหาสุกรขาดแคลน จากผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง
อีกทั้งผู้เลี้ยงรายย่อยบางส่วนขายสุกรออกมาก่อนวัยในช่วงก่อนหน้านี้ขณะที่ความต้องการบริโภคสุกรฟื้นตัวดีขึ้น ตามเศรษฐกิจ โดย ASPS ประเมินแนวโน้มราคาสุกรหน้าฟาร์มจะยืนสูงต่อเนื่องในงวดครึ่งแรกของปี 65 ส่วนราคาไก่เป็นวันที่ 7 ม.ค. 65 อยู่ที่ 38 บาท/กก. ทรงตัวสูงจากสัปดาห์ก่อน แต่ปรับเพิ่มขึ้นถึง 26.7% นับตั้งแต่พ.ย.64 และทำจุดสูงสุดในรอบ 4 ปี จากความต้องการบริโภคเนื้อไก่ฟื้นตัว
ทางด้านของ Hard Commodity บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า กลุ่มพลังงาน เช่น น้ำมันดิบ, ถ่านหิน, ก๊าซธรรมชาติ เชื่อยังมีแนวโน้มปรับขึ้นได้ต่อ แม้ระยะสั้นจะพักตัวบ้าง โดยราคาน้ำมันดิบยังได้แรงหนุนจากความกังวล COVID-19 สายพันธุ์ Omicron ที่ผ่อนคลายลง หลังหลายประเทศประกาศค่อนข้างชัดว่าจะไม่ Lockdown หนุนความต้องการใช้น้ำมันยังฟื้นตัวต่อ ส่วนทาง Supply มีแรงเสริมจาก OPEC+ ยังคงการปรับเพิ่มกำลังการผลิต 4 แสนบาร์เรล/วัน ในเดือน ก.พ. 65
ทั้งนี้จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้ง Soft Commodity และ Hard Commodity ที่ยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น จึงคาดว่ากลุ่มหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์จะมีแนวโน้มขาขึ้นตามไปด้วย เช่น กลุ่ม Soft Commodity แนะนำ CPF ประเมินมูลค่าเหมาะสม 28บาท เนื่องจากมีสัดส่วนธุรกิจสุกรและไก่ในประเทศรวมกันราว 20% และแนวโน้มธุรกิจในต่างประเทศฟื้นตัว ประกอบกับราคานอกจากนี้ยังแนะนำเก็งกำไร GFPT มูลค่าเหมาะสมที่ 13 บาท ที่ได้ผลบวกจากทิศทางราคาสุกรและไก่ฟื้นตัวด้วย
ส่วนกลุ่ม HardCommodity แนะนำหุ้นในกลุ่มน้ำมัน, โรงกลั่นและปิโตร เช่น PTTEP ราคาพื้นฐานที่ 149 บาท และ PTT ราคาเหมาะสมที่ 49.5 บาทได้ Sentiment บวกจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ยังเป็นขาขึ้นในช่วงสั้น โดยปัจจัยหนุนราคาน้ำมันในตลอดทั้งสัปดาห์นี้ มาจากฝั่ง Supply ทั้งความตึงเครียดทางการเมืองในคาซัคสถานผลิตน้ำมันได้ใน และการผลิตน้ำมันในลิเบีย โดยรวมคำแนะนำ Trading เก็งกำไร