โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ขัดแย้งแก้รถติด "แยกวังสารภี" "สะพานหรืออุโมงค์" ใครได้ใครเสีย ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 03 ก.ย 2563 เวลา 07.20 น. • เผยแพร่ 03 ก.ย 2563 เวลา 07.20 น.

แขวงทางหลวงกาญจนบุรีได้จัดประชุมรับฟังความเห็น “โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทางแยก จุดตัดทางหลวงหมายเลข 324 ตอนกาญจนบุรี-หนองขาว ที่ กม.2+586 กับทางหลวงหมายเลข 367 ตอนทางเลี่ยงเมืองกาญจนบุรี ที่ กม.4+932 (สี่แยกวังสารภี)” ไปแล้ว 2 ครั้ง

ครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 63 และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 6 ส.ค. โดยมีผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ ภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อโครงการเข้าร่วมจำนวนมาก

ที่ประชุมได้มีการถกกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งมีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย โดยผู้ไม่เห็นด้วยส่วนหนึ่งเสนอให้สร้างอุโมงค์ลอดทางแยกแทนการสร้างสะพานข้ามแยก

โดยนายแสงทอง พาแก้ว ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงกาญจนบุรี ชี้แจงว่ากรมทางหลวงได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 2563 จำนวน 450 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทางแยกจุดตัดทางหลวงหมายเลข 324 กับทางหลวงหมายเลข 367 (แยกวังสารภี) เนื่องจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 324 เชื่อมต่อกับหลายจังหวัด เช่น สุพรรณบุรี ราชบุรี และนครปฐม และในอนาคตจะรองรับปริมาณจราจรจากทางหลวงพิเศษมอเตอร์เวย์ สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ปัจจุบันเป็นสี่แยกที่มีปัญหาการจราจรหนาแน่นมากเฉลี่ย 23,883 คันต่อวัน และได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนจะดำเนินการโครงการดังกล่าว

นายแสงทอง พาแก้ว ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงกาญจนบุรี กล่าวว่าขณะนี้มีความเห็นออกมาเป็นสองฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งต้องการให้สร้างสะพานข้ามแยกวังสารภี และอีกฝ่ายต้องการให้สร้างเป็นอุโมงค์ลอดทางแยก ซึ่งเบื้องต้นยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า จะก่อสร้างในรูปแบบใด เพราะต้องมาพิจารณาถึงผลกระทบของคนในพื้นที่อีกครั้งหนึ่ง

แต่ถ้าหากเลือกก่อสร้างสะพานข้ามแยก สามารถประกาศหาบริษัทผู้รับจ้างได้ทันที แต่หากเปลี่ยนเป็นอุโมงค์ทางลอด ต้องมีการสำรวจออกแบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ล่าช้าออกไปอีก และจะไปส่งผลกระทบต่อโรดแมปที่จะพัฒนาทางด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับโครงการก่อสร้างเส้นทางบางใหญ่-กาญจนบุรี ที่จะแล้วเสร็จประมาณปี 2566

2 อบจ.ดันสร้างอุโมงค์

ด้านนายจรันต์ ยิ่งภิญโญ สมาชิกสภา อบจ.กจ. เขต 3 อำเภอเมืองกาญจนบุรี พร้อมผู้นำท้องถิ่นจำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ ได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวว่า การก่อสร้างสะพานข้ามแยกได้ออกแบบมาเป็นที่เรียบร้อย โดยใช้งบประมาณปี 2563 ซึ่งการเตรียมการไม่เคยผ่านการประชาคม และผู้นำท้องถิ่น รวมถึงเทศบาลตำบลปากแพรก ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ไม่เคยได้รับรู้การประชาคมครั้งแรก ประชาชนเดินทางมาไม่มากนัก เพราะไม่ได้รับรู้ไม่มีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า

แต่ตนพร้อมผู้นำท้องถิ่นได้เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมมีการถกเถียงกัน เนื่องจากชาวบ้านเล็งเห็นว่าการสร้างสะพานข้ามแยกเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปแล้ว เนื่องจากเมืองกาญจน์เป็นเมืองการท่องเที่ยว จึงต้องการให้สร้างอุโมงค์ลอดทางแยก เพื่อให้มีทัศนียภาพที่ดี ส่วนชาวบ้านที่อยู่โดยรอบทำมาค้าขายได้ แต่หากมีการสร้างสะพานข้ามแยก จะทำให้พื้นที่ด้านล่างใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้

“ชาวบ้านที่มาร่วมประชาคมและลงความเห็นว่า ขอให้ยุติการสร้างสะพานลอย เปลี่ยนเป็นการสร้างอุโมงค์ลอดแทน แม้จะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 250 ล้านบาท และต้องขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปเป็น 4-5 ปี เราก็ยอม หากกรมทางหลวงเลือกสร้างสะพานข้ามแยก พวกเราจะคัดค้านให้ถึงที่สุด”

ด้าน นายประสาน นิยมทรัพย์ สมาชิกสภา อบจ.กจ. เขต 1 อำเภอเมืองกาญจนบุรี กล่าวว่า ขอให้มีการสร้างเป็นอุโมงค์ทางลอด เพราะอนาคตการขนส่งสินค้าด้านการเกษตรจะมีความสะดวกยิ่งขึ้น และจะต้องออกแบบเรื่องการระบายน้ำให้ดี สำหรับงบประมาณปี 2563 จำนวน 450 ล้านบาท ถึงแม้จะตกไป แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี ทั้ง 5 คน จะช่วยกันผลักดันงบประมาณปี 2564 ให้มีการก่อสร้างเป็นอุโมงค์ลอดทางแยกวังสารภีแม้ค่าก่อสร้างจะเพิ่มขึ้น

ทางด้าน นายปราโมทย์ อุ่นจิตสกุล อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองปากแพรก กล่าวว่า ก่อนสำรวจออกแบบน่าจะให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ที่สำคัญต้องมองถึงทัศนียภาพของเมืองในอนาคตข้างหน้าว่าการก่อสร้างสะพาน และอุโมงค์ลอดทางแยก แบบไหนประชาชนจะได้รับประโยชน์และได้รับผลกระทบน้อยกว่ากัน

กก.สภาอุตฯหนุนทำสะพาน

นายสัณฑพงค์ เทพวงค์ กรรมการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดกาญจนบุรี ให้ความเห็นว่า มูลค่าก่อสร้างโครงการ 450 ล้านบาทเป็นตัวเลขที่สูง ถ้าโครงการนี้ไม่เกิดต้องส่งงบประมาณคืน ในอนาคตจะมีใครการันตีว่าจะมีงบประมาณเพื่อพัฒนาท้องถิ่นจำนวนนี้คืนกลับมาอีกครั้ง

ขณะที่งบประมาณในการจัดทำอุโมงค์ทางลอดราว 700 ล้านบาท แต่หากงบประมาณที่ได้ในอนาคตยังคงใช้ตัวเลขนี้ได้อยู่หรือไม่ และที่สำคัญเมื่อถึงเวลานั้น จังหวัดกาญจนบุรียังมีโอกาสจะได้รับงบประมาณนี้อีกหรือไม่ หากกรมทางหลวงจะต้องคืนงบประมาณไปด้วยเหตุว่ามีผู้เห็นแย้ง ย่อมไม่เป็นธรรมและเลือกปฏิบัติ มั่นใจว่า ประชาชนที่มาประชุมไม่ใช่ทั้งหมดของผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ การที่ตัวแทนผู้นำท้องถิ่นคนหนึ่งได้อภิปรายว่า ได้ไปสอบถามชาวบ้านซึ่งเป็นลูกบ้านแล้วไม่เห็นด้วยกับการสร้างสะพานข้ามทางแยก อยากจะถามว่า ชาวบ้านได้ทราบข้อเท็จจริงของโครงการตั้งแต่ต้นจนจบด้วยตนเองหรือไม่ หรือเพียงแค่ผู้นำท้องถิ่นไปบอกว่าให้เอาแบบนี้ อย่างนี้เรียกว่าเป็นการชี้นำหรือไม่ สำหรับผู้นำท้องถิ่นบางคนที่เป็นผู้ช่วยนักการเมือง อ้างถึงการที่จะผลักดันงบประมาณคืนกลับมา ก็ไม่มีเอกสารใดที่สามารถยืนยันได้ว่า เมื่อถึงเวลาจังหวัดกาญจนบุรีจะได้งบประมาณในส่วนนี้

ในฐานะคนกาญจนบุรี และนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนจะต้องทนต่อสภาพรถติดทางแยกกันอีกต่อไปต้องยอมรับข้อหนึ่งว่าการพัฒนาใด ย่อมมีผลกระทบเชิงบวกและลบมากน้อย แต่ที่สุดต้องมองร่วมกันถึงประโยชน์สูงสุดของคนส่วนใหญ่และท้องถิ่นบ้านเมือง การส่งคืนงบประมาณคือการสูญเสียโอกาส ดังนั้นจึงมั่นใจว่า หากได้รับฟังจริง ๆ จากคนกาญจนบุรี ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะมีอีกไม่น้อยที่สนับสนุนการสร้างสะพานข้ามทางแยก

“โดยสรุป 1.ขอเสนอให้ทบทวนเรื่องการใช้งบประมาณว่าเมื่ออนุมัติโครงการแล้วควรจะได้ทำการก่อสร้างให้แล้วเสร็จ 2.หากจะต้องยกเลิกด้วยเหตุผลใด ๆ ต้องมีเหตุผลที่เหมาะสมมากเพียงพอและที่สำคัญ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงต้องพิจารณาคำพูดและรับผิดชอบในเสียงที่สนับสนุนการก่อสร้างสะพานข้ามทางแยกด้วยเช่นกัน 3.กรมทางหลวงจำเป็นต้องทำประชาคมและจัดประชุมการมีส่วนร่วมของชาวจังหวัดกาญจนบุรี ไม่ใช่เฉพาะในพื้นที่ เพราะจะได้รับข้อมูลไปเพียงส่วนเดียวไม่ครอบคลุม” นายสัณฑพงค์กล่าว

สุดท้ายแล้วจะเลือกแนวทางไหน สิ่งสำคัญที่จะต้องคำนึงถึงมากที่สุดคือประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน และคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่เสียไปจึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ รอบด้าน ให้ครบถ้วนในทุกมิติ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...