โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤติศตวรรษที่21 | แอฟริกา-ทวีปที่ถูก "รุมทึ้ง"

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 มี.ค. 2563 เวลา 07.00 น. • เผยแพร่ 26 มี.ค. 2563 เวลา 07.00 น.

สงครามการค้าสหรัฐ-จีน : สู่ขั้นใช้ยาแรง (41)

แอฟริกาได้ชื่อว่าเป็นทวีปที่ถูก “รุมทึ้ง” ปรากฏครั้งแรกในช่วงปี 1881-1914 หรือปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ก่อนหน้านี้ประเทศยุโรปได้ยึดพื้นที่ชายฝั่งมหาสมุทรเพื่อเป็นเมืองท่าค้าขาย กินพื้นที่ราวร้อยละ 10 ของทวีปแอฟริกาทั้งหมด

แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวเพียงไม่กี่สิบปี เกือบทั้งทวีปแอฟริกาได้ตกเป็นอาณานิคมของยุโรป

(ยกเว้นเอธิโอเปียและไลบีเรีย)

เหตุปัจจัยที่ยุโรปรุมทึ้งแอฟริกา สรุปได้ดังนี้คือ

ก)ความก้าวหน้าในการสำรวจและการทำแผนที่

ความรู้จากการสำรวจและทำแผนที่ลึกเข้าไปในแอฟริกา ทำให้แอฟริกาที่เคยเป็นประเทศที่ดำมืดหรือกาฬทวีปที่ยุโรปไม่รู้จัก กลายเป็นทวีปขาวกระจ่างที่จะเข้าไปยึดครอง ทำประโยชน์ได้

การสำรวจลึกเข้าไปในแอฟริกาเริ่มจากเดวิด ลิฟวิงสโตน (1813-1873) แพทย์ชาวอังกฤษ เป็นชาวยุโรปคนแรกที่ได้พบน้ำตกวิกตอเรีย และเป็นชาวตะวันตกคนแรกที่เดินทางข้ามทวีปแอฟริกา

นักสำรวจมีชื่อเสียงอีกผู้หนึ่ง ได้แก่ เฮนรี่ เอ็ม. สแตนลีย์ (1841-1904) นักหนังสือพิมพ์และนักสำรวจชาวอเมริกันเชื้อสายอังกฤษ ผู้ได้รับมอบหมายให้ออกตามหา ดร.ลิฟวิงสโตนจนพบ เป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่โด่งดังทุกวันนี้

สแตนลีย์ยังได้กลับไปเดินทางสำรวจแอฟริกาอีกและเขียนเผยแพร่ความมั่งคั่งภายในทวีปแอฟริกา มีบทบาทสำคัญในการช่วยกษัตริย์เลออปอลที่สองแห่งเบลเยียม ยึดครองคองโกเป็นอาณานิคม เรียกชื่อ “รัฐเสรีคองโก” (หมายถึงการค้าเสรี)

ในปี 1885 มีการประกาศให้ที่ดินและทรัพยากรที่นั่นเป็นของเจ้าอาณานิคม คือกษัตริย์เลออปอลและผู้รับสัมปทาน และมีการใช้ความรุนแรงกดขี่ สังหารแรงงานชนพื้นเมืองในการผลิตยางพารา เช่น ผู้ทำงานไม่เข้าเป้าถูกตัดมือทิ้ง จนเป็นเหตุปัจจัยหลักให้ประชากรชาวคองโกลดลงเป็นอันมาก

ประมาณว่าระหว่างปี 1896 ถึง 1905 กษัตริย์เลออปอลมีกำไรจากระบบนี้ถึง 70 ล้านฟรังก์เบลเยียม ระบบยึดที่ดินและทรัพยากรนี้ยังมีการนำไปใช้ในอาณานิคมที่อื่นอีก

สำหรับนักสำรวจที่มีชื่อฝ่ายฝรั่งเศส-อิตาลีได้แก่ เดอบราซซา (Pierre Savorgnan de Brazza (1852-1905) เขาสำรวจแอฟริกาภายใต้การอุปถัมภ์ของสมาคมภูมิศาสตร์ปารีส แข่งขันกับสแตนลีย์ในการหาอาณานิคมให้แก่ฝรั่งเศส พื้นเพมีความคิดก้าวหน้า ต้องการล้มเลิกการค้าทาส

เขาสามารถเจรจาจนได้ตอนเหนือของแม่น้ำคองโกเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส

ต่อมาตั้งเป็นคองโกของฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการในปี 1882

(ปัจจุบันได้เอกราชเรียกว่าสาธารณรัฐคองโก มีเมืองหลวงชื่อบราซซาวิลลาที่ตั้งชื่อตามเขา)

ข)ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำยาวนาน

เริ่มขึ้นในยุโรปในภาคการเงิน โดยเกิดการแตกตื่นในตลาดหุ้นกรุงเวียนนาในปี 1873 แล้วลามไปทั่วยุโรปอย่างรวดเร็ว กว่าจะพ้นภาวะเศรษฐกิจตกต่ำนี้ได้ก็ตกปี 1896 รวมยาวนานถึง 23 ปี วิกฤตินี้ยังข้ามทวีปไปถึงอเมริกา แต่สหรัฐมีพื้นที่และทรัพยากรสมบูรณ์มากกว่า สามารถพ้นวิกฤติได้ในปี 1879

วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ถือกันว่าเป็นวิกฤติเศรษฐกิจระดับโลกเป็นครั้งแรกในระบบทุนนิยม

สังเกตได้ว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำยาวนานในปลายศตวรรษที่ 19 นี้ เป็นเหมือนต้นแบบของวิกฤติเศรษฐกิจใหญ่ในตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจตกต่ำปี 1929 หรือภาวะเศรษฐกิจถดถอยใหญ่ปี 2008

นั่นคือมีความคล้ายคลึงกันทั้งสาเหตุ การแก้ไข และผลกระทบ ต่างกันเพียงฉากหลังและผู้แสดงและการแสดงที่มีรายละเอียดต่างกันไปบ้าง

รูปแบบของมันเป็นทำนองนี้คือ มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เกิดการขยายตัวของการลงทุน ถึงขั้นลงทุนที่มากเกินไปและผิดพลาด (ในกรณีสหรัฐมีการลงทุนมากเกินไปในกิจการทางรถไฟ เป็นต้น) การลงทุนมหาศาลรวมกับการเก็งกำไรสามารถผลิตสินค้าและขนส่งไปขายได้อย่างรวดเร็ว กดดันให้ต้องขยายตลาดจนแผ่ไปทั้งโลก กระนั้นสินค้าก็ยังล้นตลาด ไม่รู้ว่าจะขายให้ใคร ในอีกด้านหนึ่งเกิดความต้องการวัตถุดิบเป็นทวีคูณ เกิดการแย่งชิงสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งทางด้านตลาด การทูตและการใช้กำลัง

ทรัพยากรที่หาได้ยากขึ้น มีส่วนทำให้ความสามารถในการผลิตหรือผลิตภาพเพิ่มขึ้นน้อยกระทั่งลดลง ในกรณีเศรษฐกิจตกต่ำยาวนาน ผลิตภาพของอังกฤษไม่เพิ่มขึ้น ขณะที่ของเยอรมนีที่พัฒนาอุตสาหกรรมภายหลัง ขึ้นมาแซงหน้า

ในด้านการแก้ปัญหาก็กระทำหลายอย่างที่บางทีขัดแย้งกัน เช่น มีการเพิ่มปริมาณเงินเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไป การประหยัดค่าใช้จ่ายหรือรัดเข็มขัด การใช้ลัทธิปกป้องทางการค้า จนถึงขั้นทำสงครามการค้า เกิดการฟื้นฟูลัทธิจักรวรดิ คิดแย่งยึดดินแดนและทรัพยากรของชาติอื่นอย่างโจ่งแจ้ง

ในกรณีเศรษฐกิจตกต่ำยาวนาน 1873 ชาติในยุโรปมุ่งแย่งยึดทวีปแอฟริกาเป็นอาณานิคมของตน

ในกรณีเศรษฐกิจถดถอยใหญ่ 2008 สหรัฐประกาศว่าจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งและสหรัฐอยู่เหนือชาติอื่นใดและทำสงครามการค้ากับจีน

นอกจากนี้ยังพบความคล้ายคลึงกันในด้านการต่อสู้ของคนงานและชาวรากหญ้า เกิดการเฟื่องฟูขึ้นของความคิดสังคมนิยมและลัทธิมาร์กซ์ และการเคลื่อนไหวประชานิยมจากเบื้องล่างหรือประชานิยมเอียงซ้ายในหลายประเทศ (ปัจจุบันถูกทำให้เป็นประชานิยมเอียงขวาจากเบื้องบนโดยทั่วไป)

ในอีกด้านหนึ่งเกิดแนวคิดการปกครองแบบรวบอำนาจและชาตินิยมขึ้นด้วย

การแก้ปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่ผ่านมาไม่สำเร็จผล ต้องลงเอยด้วยสงครามใหญ่

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำยาวนาน 1873 นำมาสู่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ 1929 นำมาสู่สงครามโลกครั้งที่สอง

หวังด้านดีว่าหลังเศรษฐกิจถดถอยใหญ่ 2008 โลกจะทำได้ดีกว่าเดิม

ค)ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในหลายด้านช่วยให้การสร้างอาณานิคมในทวีปแอฟริกาเป็นไปได้

มีราคาถูก และรักษาไว้ได้ง่าย ที่ควรกล่าวถึงคือ

1) ปืนกลแม็กซิม (ประดิษฐ์ 1884) ชาติยุโรปใช้อย่างกว้างขวางในการยึดดินแดนในแอฟริกา ขณะที่ชาวพื้นเมืองสู้ด้วยหอกและโล่

2) การมีเรือกลไฟ โทรเลข เปิดการขนส่งสื่อสารปริมาณที่สะดวก รวดเร็ว

3) ยาควินิน ก่อนนี้ทวีปแอฟริกาได้ชื่อว่าเป็น “หลุมฝังศพของคนผิวขาว” นักวิจัยชาวฝรั่งเศสสองคนสามารถแยกตัวยาควินินจากเปลือกไม้ซิงโคนาได้สำเร็จในปี 1820

และมีการใช้ยาควินินรักษาโรคมาลาเรียอย่างกว้างขวางในทศวรรษ 1850

ง)ลัทธิจักรวรรดินิยมและลัทธิคนขาวเป็นใหญ่

เป็นอุดมการณ์สำคัญในการสร้างความชอบธรรมให้การแย่งชิงดินแดนและทรัพยากรจากประเทศที่อ่อนแอกว่า ตัวอย่างนักเคลื่อนไหวสร้างอาณานิคมของอังกฤษคือ เซซิล โรดส์ (1853-1906) นักธุรกิจนักล่าอาณานิคมชาวอังกฤษในแอฟริกาใต้ผู้ก่อตั้งบริษัทเหมืองแร่เดอ เบียร์ส (1888) หลังจากที่มีการค้นพบเพชรในแอฟริกาใต้ในปี 1867 ก่อตั้งบริษัทบริติชแอฟริกาใต้ ที่ยึดซิมบับเวเป็นอาณานิคม (ตอนที่ซิมบับเวเป็นอาณานิคมเรียกชื่อว่าโรดีเซีย ตามชื่อของเขา)

เขามีแผนการสร้างทางรถไฟจากกรุงไคโรมาที่เมืองเคปทาวน์ในแอฟริกา แต่ไม่สำเร็จ โรดส์กล่าวว่า

“ผมเห็นว่า เรา (ชาวอังกฤษ) เป็นเชื้อชาติอันดับหนึ่งของโลก และยิ่งเราไปอาศัยอยู่ในโลกมากเพียงใดก็ยิ่งเป็นการดีสำหรับเชื้อชาติมนุษย์ ลองนึกถึงดินแดนเหล่านั้นที่เข้าอยู่อาศัยโดยกลุ่มที่ต่ำทรามที่สุด ในหมู่มนุษย์จะมีอะไรดีกว่าการทำให้พวกเขาอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาวแองโกล-แซกซอน… ถ้าหากว่ามีพระเจ้าจริง ผมคิดว่าสิ่งที่พระองค์ประสงค์ให้ผมทำก็คือ การวาดแผนที่สีแดงแสดงอาณานิคมของอังกฤษให้ใหญ่ที่สุดบนทวีปนี้” (เซซิล โรดส์ บทความปี 1877 ใน sahistory.org)

นอกจากนี้ยังมีการเสนอแนวคิด “ภารกิจการสร้างความศิวิไลซ์” ของคนผิวขาวที่จะต้องทำแก่ชนพื้นเมืองทั่วโลก เมื่อดินแดนและประชากรแห่งใดยอมรับค่านิยมตะวันตกก็จะได้รับสิทธิเสรีภาพแบบชาวยุโรป ใช้กันทั่วไปในฝรั่งเศส โปรตุเกสและอังกฤษ

การรุมทึ้งแอฟริกาครั้งที่สอง

ต้นศตวรรษที่ 21 มีนักวิเคราะห์ตะวันตกจำนวนหนึ่ง เห็นว่าเหมือนกับจะมีการรุมทึ้งทวีปแอฟริกาครั้งที่ 2 นอกจากสหรัฐและยุโรปเจ้าเก่าแล้ว ยังมีกลุ่มบริกได้แก่ ประเทศบราซิล รัสเซีย อินเดียและจีน เข้ามาค้าขายลงทุนเพื่อหวังได้ทรัพยากรธรรมชาติจากแอฟริกาไป

กลุ่มบริกนี้มีนักวิเคราะห์สินทรัพย์ตะวันตกเรียกขานตั้งแต่ปี 2001 กลุ่มนี้ต่อมามีการคบค้ากันมากขึ้น จนจัดการประชุมสุดยอดครั้งแรกปี 2009 แอฟริกาใต้เข้าร่วมกลุ่มในปี 2010 เรียกว่ากลุ่มบริกส์

นอกจากกลุ่มบริกส์แล้ว ยังมีประเทศตลาดเกิดใหม่อีกจำนวนหนึ่งเข้ามามีบทบาท ได้แก่ กลุ่มรัฐอ่าวอาหรับ ที่มั่งคั่งจากการค้าน้ำมัน เข้ามาสนับสนุนความเข้มแข็งทางการเงิน มีเกาหลีใต้และตุรกี เป็นต้น

เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดการรุมทึ้งแอฟริกาครั้งที่สอง เนื่องจากความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ได้แก่ พลังงาน แร่ธาตุ และอาหารสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน การแสวงหาดินแดนที่สนองสินค้าโภคภัณฑ์เกิดขึ้นทั่วโลก

แต่ดินแดนที่กล่าวขวัญกันมากที่สุดได้แก่ทวีปแอฟริกา ที่มีขนาดใหญ่ มีแร่ธาตุพลังงานมากและที่ดินเหมาะแก่การเกษตรมหาศาล จนเกิดการแข่งขันระหว่างสหรัฐ-ฝรั่งเศส-อังกฤษขั้วหนึ่ง กับจีน-รัสเซียอีกขั้วหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตเกี่ยวกับการรุมทึ้งแอฟริกาครั้งที่สองมีส่วนต่างกับครั้งแรกหลายประการ ได้แก่

ก) แอฟริกามีความเข้มแข็งขึ้นมาก การรุมทึ้งแอฟริกาเป็นอาณานิคมของยุโรป ไม่เพียงก่อบาดแผลใหญ่แก่แอฟริกา หากยังสร้างบาดแผลความทุกข์ทนแก่ประวัติศาสตร์มนุษย์ด้วย

แต่ในศตวรรษที่ 21 แอฟริกาได้รวมตัวตั้งสหภาพแอฟริกา (ก่อตั้งปี 2001) รับรองวิสัยทัศน์ระยะยาว “ระเบียบวาระ 2063 : แอฟริกาที่เราต้องการ” (ปี 2015) เพื่อแก้ปัญหาท้าทายแอฟริกาจำนวนมาก ได้แก่ การยุติสงครามในแอฟริกา พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเปิดการเคลื่อนไหวเสรีในทวีป

สรุปคือ ทำให้ทรัพยากรของแอฟริกาเป็นเพื่อประโยชน์ของคนแอฟริกาทั้งมวล

นอกจากนี้ยังมีการทำ “ความตกลงการค้าเสรีทวีปแอฟริกา” เป็นเขตเศรษฐกิจเสรีที่ใหญ่มากของโลก จะปฏิบัติได้ในปี 2020 คาดหมายว่าจะช่วยเพิ่มสัดส่วนการค้าภายในทวีปแอฟริกาขึ้นเป็นร้อยละ 25 ในอีก 10 ปีข้างหน้า จากร้อยละ 16 ในปัจจุบัน (การค้าในทวีปยุโรปมีสัดส่วนถึงร้อยละ 70 ของการค้าของยุโรปทั้งหมด)

อนึ่ง ประชากรของแอฟริกามีจำนวนเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีราว 1.3 พันล้านคน มีการศึกษาสูง ผ่านบทเรียนการถูกเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจ-การเมืองจากภายนอกเป็นเวลานาน มีความตื่นตัวทางการเมือง-สังคม ต้องการรักษาทรัพยากรของตนไว้เพื่อชาวแอฟริกัน จึงไม่ยอมให้ชาติใดมาแบ่งซอยยึดทรัพยากรไปง่ายๆ

ข) แอฟริกายังต้องเปิดกว้างประเทศของตนต่อไป เพราะต้องพึ่งทุน ตลาดและเทคโนโลยีจากตะวันตก และประเทศตลาดเกิดใหม่ คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะยืนได้อย่างมั่นคง

ค) แอฟริกาเปิดรับการลงทุนจากประเทศเกิดใหม่มีจีนเป็นแกน เพื่อเป็นอีกทางเลือกที่ไม่ต้องพึ่งสหรัฐและยุโรปเหมือนเดิม ความสัมพันธ์ระหว่างแอฟริกากับประเทศตลาดเกิดใหม่เป็นไปในด้านการค้าการลงทุน การทูต และด้านสังคมวัฒนธรรม แต่กับประเทศเจ้าอาณานิคมเก่ายังมีด้านการแทรกแซง การใช้กำลังทหารเพื่อเปลี่ยนหรือรักษาระบอบปกครองที่ตะวันตกต้องการ เช่น การทิ้งระเบิดล้มล้างระบอบกัดดาฟี (2011) ฝรั่งเศสส่งออกกำลังไปแทรกแซงสงครามกลางเมืองและตั้งประธานาธิบดีแห่งไอวอรี่โคสต์หรือโกตดิวัวร์ (ปี 2002 และ 2011) สหรัฐตั้งฐานทัพทั่วแอฟริกา เพื่อปฏิการกวาดล้างกลุ่มก่อการร้าย และสนับสนุนรัฐบาลฝรั่งเศส เป็นต้น

ง) โลกต้องการแอฟริกาที่มีสันติภาพและไพบูลย์ เพื่อการมีตลาดที่เปิดกว้างและเติบโต การจัดการที่ผิดพลาด สามารถก่อปัญหารุนแรงแก่โลกพัฒนาแล้วได้มาก เช่น การหดตัวของตลาด และวิกฤติผู้อพยพ

ฉบับต่อไปจะกล่าวถึงโอกาสและความเสี่ยงของนโยบายออกไปทั้งโลกของจีน การแย่งชิงน้ำมันทางด้านตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีผู้แสดงน่าจับตาอย่างเช่นตุรกี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...