โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มหาอำนาจขับเคี่ยว: จาก ‘เหยียบดวงจันทร์’ ถึง ‘สงครามอวกาศ’ (1)

The Momentum

อัพเดต 21 ก.ค. 2562 เวลา 17.05 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2562 เวลา 17.05 น. • สาธิต มนัสสุรกุล

In focus

  • การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศไม่เคยมีเป้าหมายแต่ในทางพลเรือนโดดๆ ไม่ว่าสมัยใด มหาอำนาจย่อมไม่รามือที่จะขับเคี่ยวกันเพื่อรักษาความมั่นคงของตัวเองในเบื้องต้น และครองความเป็นเจ้าในเบื้องปลาย
  • ในวาระฉลอง 50 ปีการเหยียบดวงจันทร์ รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ให้คำมั่นที่จะสนับสนุนแผนของนาซ่า ที่จะกลับไปเยือนดวงจันทร์อีกครั้งภายในปี 2024 ในชื่อโครงการ อาร์ทีมิส โดยจะส่งสถานี “เกตเวย์” ไปโคจรรอบดวงจันทร์ แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายรายยังตั้งคำถามว่าจะทำได้จริงตามกรอบเวลาหรือไม่ เพราะส่วนสำคัญของโครงการยังไม่พร้อมสักอย่าง
  • ขณะที่อีกมหาอำนาจโลกอย่างจีนส่งยานไปลงจอดทางด้านมืดของดวงจันทร์เป็นชาติแรก ในปี 2019  ยานชางเออ-4 ส่งภาพถ่ายหลุมอุกกาบาตที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะเท่าที่โลกรู้จักกลับมาให้ชาวโลกได้ยลโฉม และมีแผนส่งยานสำรวจไปดาวอังคารและสร้างเครือข่ายจีพีเอสที่ประกอบด้วยดาวเทียม 30 ดวงภายในปี 2020 เป้าหมายต่อไปคือ พัฒนาสถานีอวกาศที่สามารถอยู่อาศัยระยะยาวให้สำเร็จภายในปี 2022

ขณะที่สหรัฐฯ เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีวาระส่งมนุษย์ไปเดินบนดวงจันทร์ บรรดามหาอำนาจโลก ตั้งแต่จีน รัสเซีย อินเดีย จนถึงชาติยุโรป ต่างเตรียมรับมือ ‘นัยทางทหาร’ ที่แฝงมาในนามของการสำรวจอวกาศ

เมื่อวันเสาร์ (20 ก.ค.) ชาวอเมริกันร่วมรำลึกโอกาสครบรอบ 50 ปีที่ยานอะพอลโล 11 นำพานักบินอวกาศของนาซ่า คือ นีล อาร์มสตรอง กับบัซ อัลดริน ไปลงบนพื้นผิวดวงจันทร์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 1969 ด้วยการนำส่งของจรวดแซตเทิร์น 5

การเหยียบดวงจันทร์ของนีล อาร์มสตรอง พร้อมวลีลือลั่น “นี่เป็นย่างก้าวเล็กๆ ของชายคนหนึ่ง แต่เป็นก้าวกระโดดของมวลมนุษยชาติ” เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามเย็น สหรัฐอเมริกาแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตายกับสหภาพโซเวียต

การสำรวจอวกาศไม่ใช่กิจการเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ล้วนๆ การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศไม่เคยมีเป้าหมายแต่ในทางพลเรือนโดดๆ ไม่ว่าสมัยโน้น สมัยนี้ หรือสมัยไหน มหาอำนาจย่อมไม่รามือที่จะขับเคี่ยวกันเพื่อรักษาความมั่นคงของตัวเองในเบื้องต้น และครองความเป็นเจ้าในเบื้องปลาย

ศึกประชันขันแข่งในกิจการอวกาศที่ถูกจับตามากที่สุดในเวลานี้ หนีไม่พ้นคู่มหาอำนาจเดิมกับมหาอำนาจใหม่ ดังนั้น ในสัปดาห์นี้ เราจะดูว่าอินทรีอเมริกัน กับมังกรจีน คิดอ่านแผนการอะไรไว้บ้าง

ในสัปดาห์หน้า เราจะดูความเคลื่อนไหวของรัฐพี่เบิ้มอื่นๆ พร้อมกับตั้งคำถามถึงการกำกับควบคุมการแข่งขันไม่ให้เลยเถิดเป็นการคุกคามต่อสันติภาพโลก

ดวงจันทร์ของใคร

ความที่ดวงจันทร์เป็นจุดหมายใกล้มือ สหรัฐฯ เคยเอื้อมถึงมาแล้ว ใครคิดจะวัดรอยเท้าอเมริกัน คงต้องประเดิมด้วยดาวเคราะห์บริวารดวงนี้เสียก่อน ขณะเดียวกัน ผู้พิชิตรายแรกย่อมต้องปักธงให้มั่น ก่อนที่จะบุกเบิกต่อไปยังดาวดวงอื่นในระบบสุริยะ เช่น ดาวอังคาร

ในวาระฉลองการเหยียบดวงจันทร์ ทำเนียบขาวประกาศว่า สหรัฐฯ “มุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูบทบาทนำของชาติในกิจการอวกาศต่อไปอีกหลายศตวรรษข้างหน้า” รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ให้คำมั่นที่จะสนับสนุนแผนของนาซ่า ที่จะกลับไปเยือนดวงจันทร์อีกครั้งภายในปี 2024 ในชื่อโครงการ อาร์ทีมิส

ตามโครงการซึ่งเรียกชื่อตามนามของน้องสาวฝาแฝดของเทพอะพอลโลนี้ สหรัฐฯ จะส่งสถานี ชื่อ “เกตเวย์” ไปโคจรรอบดวงจันทร์ เพื่อศึกษาปฏิกิริยาของสิ่งมีชีวิตเมื่อต้องเผชิญกับรังสีในอวกาศและสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำเป็นเวลานานๆ ด้วยความหวังว่าความรู้ที่ได้รับจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งนักบินไปยังดาวอังคารในช่วงทศวรรษ 2030

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญหลายรายยังแคลงใจว่า อเมริกาจะทำโครงการอาร์ทีมิสได้ในเวลา 5 ปีจากนี้ไปได้จริงหรือ เพราะส่วนสำคัญของโครงการยังไม่พร้อมสักอย่าง นับตั้งแต่จรวดนำส่ง แคปซูลลูกเรือ ยานลงจอด ไปจนถึงสถานีโคจร

เหตุที่ยังสงสัยกันในเรื่องกำหนดเวลา เพราะว่าทรัมป์ไม่ใช่ผู้นำอเมริกันคนแรกที่ให้คำมั่นทำนองนี้ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ประธานาธิบดีผู้วายชนม์ จอร์จ เอชดับเบิลยู. บุช ประกาศจะสร้างฐานถาวรบนดวงจันทร์ ตามด้วยการส่งมนุษย์อวกาศไปดาวอังคาร ต่อมาในปี 2004 ประธานาธิบดีบุชผู้ลูกประกาศแผนการนี้อีกครั้ง แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ทำ เพราะไม่มีเงินพอ

จีนกวดกระชั้น

ตอนที่นีล อาร์มสตรองเหยียบดวงจันทร์ จีนยังไม่มีแม้กระทั่งดาวเทียม เวลานี้ ปักกิ่งตั้งเป้าไว้ว่า ในปี 2020 ยานสำรวจของจีนจะออกเดินทางไปดาวอังคาร และจีนจะมีเครือข่ายดาวเทียมจีพีเอสเต็มระบบเป็นของตัวเอง

เมื่อครั้งที่การแข่งขันด้านอวกาศเริ่มเปิดฉากเมื่อทศวรรษ 1950 ด้วยการส่งดาวเทียมสปุตนิกของสหภาพโซเวียตนั้น ท่านประธานเหมาเจ๋อตงประกาศว่า “เราจะสร้างดาวเทียม” เวลาผ่านไป 10 ปีเศษ ดาวเทียมดวงแรกของจีน ชื่อ ตงฟางหง-1 (บูรพาแดง-1) ทะยานขึ้นในวันที่ 24 เมษายน 1970 ท่ามกลางความโกลาหลของการปฏิวัติวัฒนธรรม

เทคโนโลยีอวกาศของจีนก้าวหน้าอย่างรวดเร็วด้วยการพัฒนาจรวดนำส่งขนาดมหึมา จรวดลองมาร์ช (เดินทัพทางไกล) มีอัตราความสำเร็จในการปล่อย 95 เปอร์เซ็นต์ จนถึงขณะนี้ กำลังพัฒนาถึงรุ่นที่ 9 แล้ว

ความคืบหน้าสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี 2003 จีนกลายเป็นประเทศที่สามถัดจากรัสเซียและสหรัฐฯ ที่ส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศ จนถึงขณะนี้ นักบินจีนได้ออกสู่อวกาศแล้วรวม 11 คนใน 6 ภารกิจ ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 2 คน

จีนถูกสหรัฐฯ กีดกันไม่ให้เข้าร่วมในสถานีอวกาศนานาชาติ เพราะโครงการอวกาศของจีนเชื่อมโยงกับกองทัพ ดังนั้น จีนจึงสร้างห้องปฏิบัติการของตัวเอง มีชื่อว่า เทียนกง ซึ่งขึ้นไปโคจรรอบโลกเมื่อปี 2011 จนถึงเดือนเมษายน 2018 สถานีแห่งนี้มีลูกเรือประจำการ 2 คน ใช้เป็นที่ทดสอบการเชื่อมต่อกับยานอวกาศและปฏิบัติการด้านการบินอวกาศในรูปแบบต่างๆ

ดวงจันทร์กลายเป็นปลายทางที่จีนไปเยือนสำเร็จเมื่อปี 2007 โดยส่งยานชางเออ-1 ไปบินรอบดาวบริวารของโลก ตามด้วยการลงจอดในปี 2013 จีนมีแผนจะส่งยานชางเออ-5 ไปดวงจันทร์ในปี 2020 เพื่อเก็บตัวอย่างดินหินกลับมา

ในปี 2019 นี้เอง จีนเป็นชาติแรกที่ส่งยานไปลงจอดทางด้านมืดของดวงจันทร์ ยานชางเออ-4 ส่งภาพถ่ายหลุมอุกกาบาตที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะเท่าที่โลกรู้จัก กลับมาให้ชาวโลกได้ยลโฉม ซึ่งผู้บริหารองค์การนาซ่า จิม ไบรเดนสไตน์ บอกว่า “เป็นความสำเร็จที่น่าประทับใจ”

ถัดจากแผนส่งยานสำรวจไปดาวอังคารและสร้างเครือข่ายจีพีเอสที่ประกอบด้วยดาวเทียม 30 ดวงภายในปี 2020 เป้าหมายต่อไปคือ พัฒนาสถานีอวกาศที่สามารถอยู่อาศัยระยะยาวให้สำเร็จภายในปี 2022 โดยมีมาตรฐานแบบเดียวกับสถานีนานาชาติ เพียงแต่มีขนาดย่อมกว่า

ที่เล่ามานี้เป็นแค่กิจการ “พลเรือน” ยังไม่ครอบคลุมกิจการทหารโดยตรง ซึ่งเต็มไปด้วยความลับ ทว่าเป็นที่รู้กันว่า อวกาศเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิสำหรับรัฐมหาอำนาจ และอาจเป็นยุทธบริเวณที่ชี้ขาดความเป็นเจ้าโลก ดังนั้น โครงการประเภท “สตาร์วอร์” จึงไม่ได้มีแต่ในนิยายวิทยาศาสตร์.

อ้างอิง:

The Associated Press via CBC, 4 January 2019

CNN, 20 July 2019

AFP via Yahoo! News, 21 July 2019

ภาพ: Neil ARMSTRONG / NASA / AFP

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...