โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"เทียนอันเหมิน" ประวัติศาสตร์ที่จีนต้องการลบ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 08 มิ.ย. 2562 เวลา 22.58 น. • เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2562 เวลา 22.58 น.

4 มิถุนายน 1989 คือวันเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เหตุการณ์ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนเชื่อว่ามีผู้เสียชีวิตจากการใช้กำลังสลายการชุมนุมจำนวนหลายร้อยหรืออาจถึงหลักพันคน เวียนกลับมาครบรอบปีที่ 30 อีกครั้งในสัปดาห์นี้

เหตุการณ์ที่ “เทียนอันเหมิน” ถูกมองว่าเป็นเหตุการณ์ที่ “ความหวัง” ของประชาชนถูกบดขยี้โดยรถถัง เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เส้นทางสู่เสรีภาพ กลับกลายเป็นการปกครองแบบเผด็จกดขี่

และเป็นประวัติศาสตร์ซึ่งรัฐบาลจีนต้องการลบออกจากความทรงจำของประชาชน

 

เหตุการณ์ชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เริ่มต้นขึ้นจากความนิยมในตัวของ “หู เย่า ปัง” ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์หัวก้าวหน้าที่ถูกปลดจากตำแหน่งในปี 1987 ผลจากการผ่อนคลายความเข้มงวดกับการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษา

การชุมนุมเริ่มต้นขึ้นที่ “จัตุรัสเทียนอันเหมิน” ลานกว้างติดกับ “พระราชวังต้องห้าม” 2 วันหลังการเสียชีวิตของนายหู ผู้ที่ได้รับการยกย่องในฐานะนักปฏิรูปเสรีนิยม ในวันที่ 15 เมษายน บวกกับชนวนความไม่พอใจจากปัญหาเศรษฐกิจ การทุจริตคอร์รัปชั่น

ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยมากขึ้นในจีน

25 เมษายน เติ้ง เสี่ยว ผิง ผู้นำสูงสุดของจีนในเวลานั้น กล่าวหากลุ่มนักศึกษาและชนชั้นแรงงานที่ออกมารวมตัวกันว่ามีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มพรรคคอมมิวนิสต์ ก่อนข่าวจะถูกตีแผ่ผ่านสื่อกระบอกเสียงของรัฐในวันถัดมา

ทว่านั่นกลับดึงดูดฝูงชนที่ไม่พอใจรัฐบาลสู่ท้องถนนมากขึ้น จากศูนย์กลางการชุมนุมในกรุงปักกิ่ง ลุกลามไปทั่วประเทศ เพิ่มจำนวนขึ้น จากหลักหมื่นไปถึงหลักล้านคน

กลุ่มนักศึกษาเริ่มต้นอดอาหารประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในวันที่ 13 พฤษภาคม ขณะที่นายหลี่ เผิง นายกรัฐมนตรีจีนเข้าเจรจากับแกนนำผู้ชุมนุมประท้วงที่ถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศในวันที่ 18 พฤษภาคม

ทว่าก็ไม่ได้ข้อสรุป

 

จ้าว จื่อ หยาง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์ ขอร้องให้นักศึกษาผู้ประท้วงออกจากจัตุรัสเทียนอันเหมินในวันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งนับเป็นการปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งสุดท้ายก่อนที่จ้าว จื่อ หยาง จะถูกปลดจากตำแหน่งและถูกกักบริเวณเป็นเวลานานถึง 16 ปี จนกระทั่งวาระสุดท้าย

ผลจากการที่จ้าว จื่อ หยาง ไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม

นายกรัฐมนตรีหลี่ประกาศ “กฎอัยการศึก” ในพื้นที่บางส่วนของกรุงปักกิ่งในวันที่ 20 พฤษภาคม เพื่อกดดันให้ผู้ประท้วงสลายตัว ทว่ากลุ่มนักศึกษายังคงปักหลักต่อไป และยังสร้างอนุสาวรีย์ “เทพีประชาธิปไตย” หันหน้าประจันกับภาพ “เหมา เจ๋อ ตุง” บนกำแพงของ “พระราชวังต้องห้าม”

คืนวันที่ 3 มิถุนายน ย่างเข้าเช้าวันที่ 4 มิถุนายน รถถังพุ่งชนทลายกำแพงรถบัสเข้ามายังใจกลางพื้นที่ชุมนุม ขณะที่ทหารตบเท้าเข้าสู่พื้นที่และยิงใส่ผู้ชุมนุมไม่เลือกหน้า

มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นบนถนนนอกจัตุรัส ขณะที่รัฐบาลจีนไม่เคยเปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ

 

วันที่ 5 มิถุนายน ภาพ “แทงก์แมน” หรือชายชาวจีนยืนขวางขบวนรถถังถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก โดยภาพดังกล่าวกลายเป็นภาพที่โด่งดังมากที่สุดในศตวรรษที่ 20 ทว่าตัวตนและชะตากรรมของชายคนดังกล่าวนั้นไม่มีใครรู้

เรื่องราวดังกล่าวถูกบอกเล่าและถ่ายทอดผ่านสื่อ โดยเฉพาะในโลกอินเตอร์เน็ตได้เฉพาะภายนอกประเทศจีนเท่านั้น เนื่องจากเหตุการณ์ “เทียนอันเหมิน” เป็นหนึ่งในเรื่องละเอียดอ่อนที่จะถูกเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวด

ผู้ที่พยายามละเมิดด้วยการรวมตัวชุมนุม โพสต์ข้อความ แม้แต่การจุดเทียนรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจะถูกจับกุมคุมขังด้วยคดีความมั่นคง

 

นายเว่ย เฟิ่ง เหอ รัฐมนตรีกลาโหมจีน ระบุในที่ประชุมความมั่นคงในภูมิภาคที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา ถึงเหตุสลายชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ยังคงยืนยันว่าการดำเนินนโยบายสลายการชุมนุมเมื่อ 30 ปีก่อนนั้น เป็นการดำเนินนโยบายที่ถูกต้องแล้ว

“เหตุการณ์นั้นเป็นความวุ่นวายทางการเมือง รัฐบาลกลางใช้มาตรการเพื่อหยุดความวุ่นวายซึ่งเป็นนโยบายที่ถูกต้องแล้ว” นายเว่ยระบุ

และว่า 30 ปีผ่านไป ความเปลี่ยนแปลงของจีนไปสู่ความมีเสถียรภาพและการพัฒนา พิสูจน์แล้วว่าการตัดสินใจของรัฐบาลจีนในครั้งนั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง

 

ความเข้มข้นในการปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร กลายเป็นความหวาดกลัว แม้แต่กับผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวก็ยังไม่กล้าแม้แต่จะเล่าเรื่องราวในเหตุการณ์ดังกล่าวให้กับลูกได้รับรู้

ต่ง เซิง คุน ผู้ร่วมชุมนุม วัย 59 ปี ผู้ได้รับการลดโทษประหารชีวิตในข้อหาวางเพลิง ก่อนเข้ารับโทษจำคุก 17 ปี มีชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังเหตุการณ์ดังกล่าว

ช่วงที่ต่งอยู่ในคุก พ่อของต่งเสียชีวิตลง ส่วนภรรยาขอแยกทาง ขณะที่ลูกมีอายุได้เพียง 3 ปีในเวลานั้น

ต่งเล่าว่า ตนยินดีที่จะให้ลูกมองตนว่าเป็นเพียงอาชญากรธรรมดาคนหนึ่ง อย่างน้อยก็ในขณะที่บรรยากาศทางการเมืองในจีนยังเป็นเช่นนี้อยู่

“มันเป็นไปเพื่อความปลอดภัยของเขา” ต่งระบุถึงลูกชายที่ในเวลานี้มีอายุ 33 ปีแล้ว และว่า “ผมเกรงว่าผมจะมีอิทธิพลกับความคิดของเขา หากผมเล่าเรื่องราวเหล่านั้นให้ลูกฟัง”

ต่งยอมรับว่า ลูกชายตนเป็นส่วนหนึ่งของเด็กในรุ่นที่ไม่ได้สนใจเรื่องราวในวันที่ 4 มิถุนายนนั้นแล้ว ซึ่งนั่นนับว่าเป็นความสำเร็จของรัฐบาลจีนในการปกปิดความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว

นอกจากหน้าหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ของจีนจะไม่พูดถึงเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว เวลานี้ระบบอัลกอริธึ่มสุดไฮเทค บวกกับทีมสังเกตการณ์ของรัฐก็ยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อลบข้อความ รูปภาพออกจากโลกออนไลน์ในจีนอย่างแข็งขัน

อย่างไรก็ตาม เชื่อแน่ว่าความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์นองเลือดของผู้ผ่านประสบการณ์จะถูกเล่าต่อไปไม่สิ้นสุด

ตราบเท่าที่เสรีภาพอันสวยงามยังคงเติบโตต่อไปทั่วทุกมุมโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...