โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผลศึกษาชี้ผู้ป่วยโควิดรอบ 2 อาจอาการหนักกว่าเดิม

MATICHON ONLINE

อัพเดต 12 ต.ค. 2563 เวลา 23.35 น. • เผยแพร่ 12 ต.ค. 2563 เวลา 23.35 น.

ผลศึกษาชี้ผู้ป่วยโควิดรอบ 2 อาจอาการหนักกว่าเดิม

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์แลนเซตชี้ว่า ผู้ป่วยโรคโควิด-19 อาจมีอาการของโรคที่รุนแรงกว่าหากพวกเขาติดเชื้ออีกครั้งที่ 2 ซึ่งยืนยันถึงความเป็นไปได้ของการติดเชื้อโควิด-19 มากกว่าหนึ่งครั้ง

ผลการศึกษาดังกล่าวได้มีการติดตามข้อมูลของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ซ้ำในสหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดมากที่สุดในโลก ทำให้เกิดคำถามตามมาเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันในร่างกายของผู้ที่เคยติดเชื้อมาแล้วอีกด้วย

ผู้ป่วยที่ได้มีการติดตามข้อมูลในครั้งนี้คือชายชาวเนวาดาอายุ 25 ปี ซึ่งติดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เป็นสาเหตุของโควิด-19 ถึง 2 ครั้งภายในเวลา 48 วัน โดยการติดเชื้อในครั้งที่ 2 ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมากกว่าครั้งแรกจนทำให้ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล และต้องใช้ออกซิเจนเพื่อช่วยในการหายใจ

ผลการศึกษาดังกล่าวระบุว่าขณะนี้มีการยืนยันการติดเชื้อโควิด-19 ซ้ำทั่วโลกนอกเหนือจากผู้ป่วยรายนี้อีก 4 คน โดยเป็นผู้ป่วยในเบลเยียม เนเธอร์แลนด์ฮ่องกง และเอกวาดอร์

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าโอกาสของการติดเชื้อซ้ำจะมีผลกระทบอย่างสำคัญเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก เพราะจะช่วยทำให้เกิดความเข้าใจกับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์ ซึ่งจะมีผลอย่างสำคัญต่อการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัส และจำเป็นจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าภูมิคุ้มกันไวรัสโควิด-19 จะอยู่ในร่างกายคนนานเพียงไร และทำไมบางคนจึงมีการติดเชื้อซ้ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากแต่กลับมีความรุนแรงมากกว่าเดิม

ผู้ทำวิจัยระบุว่าในกรณีของผู้ป่วยสหรัฐอาจเป็นไปได้ที่เขาจะได้สัมผัสกับเชื้อไวรัสที่เข้มข้นจนเป็นเหตุให้มีการติดเชื้อซ้ำอีกครั้ง หรือไม่เช่นนั้นก็อาจจะเป็นการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 คนละสายพันธุ์แต่มีความรุนแรงมากกว่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...