โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฟาร์มดิ้นหาเงินแก้อหิวาต์หมู ระดมลงขัน-รัฐเจียดให้แค่ 148 ล้านบาท

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ก.ย 2562 เวลา 09.27 น. • เผยแพร่ 15 ก.ย 2562 เวลา 12.23 น.

กลุ่มผู้เลี้ยงหมูดิ้นหาเงินป้องกันโรคอหิวาต์หมู ASF หลังโรคระบาดในพื้นที่ชายแดนล้อมประเทศไทยไว้ทุกด้าน วอนรัฐบาลช่วยออกสตางค์เพิ่มเพื่อนำมาใช้จ่ายในการป้องกันโรคบ้าง หลัง ครม.อนุมัติเงินแค่ 148 ล้านบาท แต่ต้องใช้ถึง 3 ปี ด้านกรมปศุสัตว์ประกาศเขตพื้นที่เสี่ยงสูงเพิ่มอีกที่จังหวัดเชียงใหม่

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร (African Swine Fever หรือ ASF) ในพื้นที่ 3 อำเภอของจังหวัดเชียงรายบริเวณที่แม่น้ำรวกไหลผ่าน โดยเฉพาะอำเภอแม่สาย-เชียงแสน-เวียงแก่น ยังมีสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงและน่าเป็นห่วงมากที่สุด เนื่องจากผู้เลี้ยงในจังหวัดเชียงรายส่วนใหญ่เป็นผู้เลี้ยงรายย่อยมาก ๆ เมื่อได้ยินข่าวการเกิดโรคระบาด ASF มีผลทำให้ผู้เลี้ยงบางส่วนเร่งขายหมูหนีก่อนที่จะถูกกรมปศุสัตว์เข้ามาทำลาย

โดยกรมปศุสัตว์ได้ประกาศพื้นที่เฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรค ASF (พื้นที่เสี่ยงสูง) เพิ่มขึ้นจาก 3 อำเภอเป็น 5 อำเภอ รวมถึง อ.แม่จัน-ดอยหลวง ในจังหวัดเชียงราย เพื่อทำเขตแนวกันชน (buffer zone) และยังมีข่าวว่า กรมปศุสัตว์มีแผนกำจัดหมูทั้งจังหวัดเชียงรายประมาณ 150,000 ตัว จากเกษตรกรผู้เลี้ยง 7,000 คนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

ด้าน นายนิพัฒน์ เนื้อนิ่ม อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวถึงกองทุนเฝ้าระวังเพื่อป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร (ASF) ของภาคเอกชนว่า ได้มีการลงขันมากกว่า 51 ราย นำโดย “กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ (CP)-เบทาโกร” และยังมีการสนับสนุนเงินเข้ากองทุนจากผู้เลี้ยงทั่วทุกภาคเข้ามาเรื่อย ๆ แต่สมาคมบางส่วนมีความเห็นอยากจะให้อธิบดีกรมปศุสัตว์เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (พิกบอร์ด) และรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเพื่อหาจัดสรรเงินงบประมาณภาครัฐเข้ามาใช้เฝ้าระวังป้องกันโรค ASF มากขึ้น

ทั้งนี้งบประมาณที่จะใช้เฝ้าระวังและป้องกันโรคที่ได้รับมาตกเฉลี่ยจังหวัดละ 500,000-600,000 บาทต่อปีเท่านั้น จากงบประมาณ 3 ปีที่ตั้งไว้ประมาณ 148 ล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้งบฯป้องกันเพียงเล็กน้อย แต่งบฯส่วนใหญ่จะใช้เมื่อเกิดโรคหรือเผชิญโรคแล้วเท่านั้น “ซึ่งไม่มีประโยชน์” โดยเฉพาะผู้เลี้ยงหมูรายย่อย 200,000 คนทั่วประเทศที่จะต้องเดือดร้อนจากการเกิดโรคระบาด เนื่องจากผู้เลี้ยงรายย่อยมีเพียง 2% เท่านั้นที่มีฐานะ นอกนั้นต้องกู้หนี้ยืมสินมาเลี้ยงหรือส่วนใหญ่เลี้ยงเพื่อการยังชีพ

“จากบทเรียนที่เกิดขึ้นในจีนช่วงเกิดโรค ASF ใหม่ ๆ หมูตายกว่า 200 ล้านตัว ราคาหมูเป็นตกต่ำเหลือ กก.ละ 20-30 บาท เพราะผู้บริโภคกลัว แต่ในขณะนี้พุ่งเป็น กก.ละ 120 บาท ส่วนใหญ่เป็นของผู้เลี้ยงรายใหญ่ที่มีระบบไบโอซีเคียวริตี้ในการเลี้ยงดี แต่ผู้เลี้ยงรายย่อยหายไปมากจากระบบการเลี้ยงไม่ดี เช่นเดียวกับในกัมพูชาที่เกิดโรค ASF ขณะนี้ราคาหมูเป็นเหลือ กก.ละ 40-50 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำมากจนไทยเองก็ไม่ส่งหมูเข้าไปขายในเขมร จากปัจจุบันที่ราคาหมูเป็นไทยช่วงนี้อยู่ที่ กก.ละ 56-58 บาท แต่ก็ต้องดูช่วงปลายปีราคาหมูเป็นอาจพุ่งสูงขึ้นได้เมื่อผู้บริโภคเขมรหันกลับมากินหมูและปริมาณหมูในประเทศไม่เพียงพอ” นายนิพัฒน์กล่าว

ล่าสุด นายพงศ์พัฒน์ ขัตพันธุ์ ปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่กล่าวว่า ขณะนี้จังหวัดเชียงใหม่ได้ประกาศให้เชียงใหม่เป็นพื้นที่เฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรค ASF อย่างเข้มข้น แต่ยืนยันว่ายังไม่มีการแพร่ระบาดของโรคเข้ามาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ล่าสุด นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ลงนามในประกาศให้ใช้กฎหมายควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์และกฎหมายโรคระบาดสัตว์ มีผลตั้งแต่วันที่ 6 กันยายนนี้เป็นต้นไป

“การเคลื่อนย้ายหมูเป็นหรือหมูชำแหละแล้วเข้ามาในพื้นที่เชียงใหม่ ทั้งที่มาจากต่างอำเภอของเชียงใหม่ หรือข้ามมาจากจังหวัดอื่น ๆ จะต้องมีใบอนุญาตการเคลื่อนย้ายสุกรที่ถูกต้อง เช่นเดียวกับการเคลื่อนย้ายสุกรจากเชียงใหม่ไปยังจังหวัดอื่นก็ต้องมีใบอนุญาตเช่นกัน นอกจากนี้เรายังเพิ่มความเข้มข้นของการเฝ้าระวังด้วยการตั้งด่านตรวจการเคลื่อนย้ายสัตว์ 4 จุดที่เป็นรอยต่อระหว่างอำเภอของเชียงใหม่กับจังหวัดเชียงราย ได้แก่ ด่านตรวจแม่อาย (เชียงใหม่)-แม่จัน (เชียงราย), ด่านพร้าว (เชียงใหม่)-เวียงป่าเป้า (เชียงราย), ด่านฝาง(เชียงใหม่)-แม่สรวย (เชียงราย) และด่านดอยสะเก็ด (เชียงใหม่)-เวียงป่าเป้า (เชียงราย) โดยห้ามไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายหมูเป็นเข้าไปยังพื้นที่จังหวัดเชียงราย เนื่องจากจังหวัดเชียงรายอยู่ในสภาวะควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคแล้ว” นายพงศ์พัฒน์กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...