ชาวอุบลฯเข้าบ้านได้หลัง10ต.ค. เหตุฝนตกเพิ่ม ระบายน้ำช้า สทนช.ถก 30 ก.ย.หลังนายกสั่งทบทวนโครงการน้ำภาคอิสาน
ชาวอุบลฯเข้าบ้านได้หลัง9-10ต.ค. เหตุฝนตกเพิ่มระบายน้ำได้ช้า แม้สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย สทนช.ชี้นายกสั่งทบทวนโครงการน้ำภาคอีสานใหม่หลังท่วมหน้าแล้ง ขาดพื้นที่สำรองน้ำ
นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำจ.อุบลราชธานีขณะนี้ ยอมรับการระบายน้ำเป็นไปอย่างล่าช้า จากที่ประมาณการว่าน้ำจะไหลลงหมดและชาวบ้านสามารถกลับเข้าบ้านได้ในวันที่ 29 ก.ย.2562 นั้น คงต้องขยายเวลาออกไปอีกประมาณ 9-10 วัน หรือหรือประมาณ วันที่ 9-10 ต.ค.สถานการณ์น้ำท่วมขังจึงจะกลับเข้าสู่สภาวปกติ ชาวบ้านถึงจะสามารถกลับเข้าสู่บ้านเรือนได้เต็ม 100% เพราะขณะนี้ที่สถานีวัดน้ำ Mสะพานเสรีประชาธิปไตย จ.อุบลฯ ยังมีน้ำเกินตลิ่งอยู่ประมาณ 1.5-2 เมตร(ม.)
ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำท่วมภาคอีสานต้องแยกเป็น 2 ส่วน ช่วงต้นฤดูกาลมีการประเมินถูกต้องมาตลอด ว่าอีสานแล้ง แต่พื้นที่ตะเข็บต้องได้รับผลกระทบจากพายุ แต่ไม่มาก แต่จุดเปลี่ยนเมือมีพายุคาจิกิเข้ามาที่เคยประเมินว่าจะมีระดับน้ำเพิ่มประมาณวันละ 25 เซนติเมตร (ซม.) แต่เมื่อคาจิกิเข้ามา มีการแช่นานทำให้ฝนตกต่อเนื่อง ระดับน้ำสูงขึ้นวันละ 75 ซม.จึงทำให้สถานการณ์แย่กว่าที่คาดส่วนเรื่องของระยะเวลาการระบายน้ำก็เช่นกันเดิมคิดว่าประมาณปลายเดือนก.ย.จะสามารถระบายน้ำได้หมด แต่เมื่อ 19-20 ก.ย.มีฝนตกมาเพิ่มส่งผลให้ต้องยืดเวลา ทำให้น้ำท่วมขังอุบลฯยาวออกไปอีกประมาณสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนต.ค.ที่จะถึง
ทั้งนี้ จากสถานการณ์น้ำของไทย ที่มีทั้งพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วมหนัก ในขณะที่บางพื้นที่ต้องประสบภัยแล้งเช่นกัน ดังนั้น ในการหารือล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการว่าสทนช.ต้องร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ประเมินสถานการณ์ เพื่อปรับแผน และรูปแบบของโครงการน้ำในภาคอีสานใหม่ เพราะขณะนี้โครงสร้างต่างๆเปลี่ยนไป เช่นคันกั้นน้ำ ผนังกั้นน้ำ กีดขวางทางน้ำ ประตูระบายน้ำ ล้วนแล้วแต่มีส่วนทำให้สถานการณ์น้ำท่วมภาคอีสานหนักกว่าที่คาด จึงต้องมีการทบทวนโครงการต่างๆที่ดำเนินการให้รัดกุมมากขึ้นทั้งเพื่อหาแหล่งน้ำสำรองและรองรับน้ำในยามวิกฤติ
“เมื่อโครงสร้างเปลี่ยนแปลง ก็ต้องหารือกันใหม่จะรับมือการเปลี่ยนแปลงอย่างไร โดยในวันจันทร์ที่ 30 ก.ย.นี้จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ โดยเอาแผนที่ประเทศไทยออกมากาง ว่าพื้นที่ไหนมีน้ำท่วม พื้นที่ไหนแล้ง ในแต่ละพื้นที่ต้องรับมืออย่างไร เรื่องของสถานการณ์น้ำเป็นเรื่องใหญ่ที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ ดังนั้นนอกจากจะประเมินความเสี่ยง ต้องมีการหารือถึงแผนรับมือ ยาวไปถึงฝนหน้า ต้องบริหารทั้งแล้ง และน้ำท่วมไปพร้อมๆกัน”
นายสมเกียรติ กล่าวว่า สำหรับปริมาณน้ำในแหล่งน้ำ มีปริมาณน้ำรวมทั้งสิ้น 53,785 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 66% แหล่งน้ำขนาดใหญ่ 38 แห่งปริมาณน้ำมีความเสี่ยงเนื่องจากเกินเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำสูงสุด 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนสิรินธร และเขื่อนแก่งกระจาน เฝ้าระวังน้ำน้อย 6 แห่ง โดยมีแนวโน้มปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 25 แห่ง แหล่งน้ำขนาดกลาง ปริมาณน้ำมีความเสี่ยงเนื่องจากเกินเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำสูงสุด106 แห่ง มีแนวโน้มปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 30 แห่ง เฝ้าระวังน้ำน้อย 56 แห่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ลงพื้นที่ จัดการน้ำพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ แก้ท่วม-แล้ง 3 จังหวัด อีสานตอนบน หนองคาย นครพนม มุกดาหาร ซึ่งเป็นโครงการแนวทางการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อบรรเทาอุทกภัยและภัยซึ่งเน้นแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบมีส่วนร่วมเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างยั่งยืนขีดเส้นศึกษาแล้วเสร็จภายใน ก.ย.63