สินค้าอุปโภคบริโภค vs. สินค้าฟุ่มเฟือย ลงทุนกลุ่มไหนดี?
ติดตามบทความการเงิน การลงทุนเพิ่มเติมได้ที่ Facebook | Blockdit
วันนี้ #เด็กการเงิน ขอมาอธิบายและเปรียบเทียบ 2 กลุ่มสินค้าสำคัญที่นักลงทุนควรรู้จัก ซึ่งเป็นกลุ่มที่อาจสร้างความสับสนให้นักลงทุนได้ว่าแตกต่างกันอย่างไร ระหว่างกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น (Consumer Staple) มาดูกันว่า 2 กลุ่มนี้แตกต่างกันอย่างไร และจะเจอ 2 กลุ่มนี้ในกองทุนประเภทใดบ้าง
กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) เป็นกลุ่มสินค้าที่ทำให้มูลค่าเพิ่มขึ้นสูงได้จากการผลิต สินค้าในกลุ่มนี้จัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย แฟชั่น ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต เรือสำราญ รวมถึงรถยนต์ และ e-commerce platform ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย นอกจากนี้ Consumer Discretionary ในมุมของสินค้าแฟชั่นคือ สินค้าที่คนพอมีกำลังซื้อ ต้องการมีไว้เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ หรือทำให้ภาพลักษณ์ดูดีขึ้นนั่นเอง รวมไปถึงกลุ่มสินค้า Luxury ซึ่งมีอำนาจต่อรองด้านราคา และเน้นลูกค้า High-end หรือลูกค้ากำลังซื้อสูง ที่ไม่ว่าราคาจะเพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ก็พร้อมจ่าย ตัวอย่างเช่น กระเป๋าแบรนด์เนม เครื่องสำอางเเบรนด์หรู เป็นต้น
กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Staples) เป็นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เป็นสินค้าที่ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ผู้คนก็ยังมีความจำเป็นต้องใช้สินค้าหรือบริการนั้นอย่างต่อเนื่อง เช่น อาหารและข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน
ตัวอย่างหุ้นระดับโลกในแต่ละกลุ่ม
กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น Amazon แพลตฟอร์ม e-commerce ขนาดใหญ่ โดยมีสัดส่วนมากถึง 21% ตามด้วยบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่ Tesla ศูนย์จำหน่ายสินค้าตกแต่งและซ่อมบ้านอย่าง Home Depot (คล้ายๆโฮมโปรบ้านเรา) นอกจากนี้ยังมี Nike, LVMH (บริษัทกระเป๋าหลุยส์ วิคตอง), Sony, Toyota, McDonald และ Starbucks เป็นต้น
กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น บริษัทอาหารขนาดใหญ่ของโลก Nestle 8.76% เครื่องดื่ม Coca-Cola, Pepsio แบรนด์ผลิตของใช้ที่ใช้ในครัวเรือนเช่น P&G แบรนด์ผลิตของใช้ส่วนตัว เช่น Unilever, L’oreal หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่เช่น Walmart และ Costco Wholesale
ผลตอบแทนและความเสี่ยง
Consumer Discretionary เป็นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย โดยความผันผวนของสินค้ากลุ่มนี้มาจาก รายได้ที่ขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจนั่นเอง โดยถ้าหากเศรษฐกิจเปิด หรือขยายตัว จะส่งเสริมให้สินค้ากลุ่มนี้ขายดีขึ้น เพราะผู้บริโภคมีกำลังซื้อและมั่นใจที่จะจ่ายเงินออกไป ในทางกลับกัน หากคนไม่มั่นใจ หรือมีกำลังซื้อหดหาย กลุ่มนี้ก็จะโดนกระทบก่อนเป็นอันดับแรก
ในขณะที่ Consumer Staple เป็นกลุ่มสินค้าจำเป็นที่ส่วนใหญ่มีรายได้คงที่ เพราะคนต้องจับจ่ายใช้สอยเป็นประจำ ดังนั้นกลุ่มนี้ก็จะมีความผันผวนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มแรก
โดยปกติแล้ว กองทุนประเภทเติบโตสูง (Growth) จะมีกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) อยู่แล้วค่อนข้างมาก ร่วมกับกลุ่ม IT นอกจากนี้ยังมีกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Staple) ติดพอร์ตอยู่ด้วยเล็กน้อย เป็นการกระจายความเสี่ยง เช่น KFGG, ONE-UGG-RA
นักลงทุนอาจไม่จำเป็นต้องมีกองทุนที่ลงทุนในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย 100% ก็ได้ เพียงแค่มีกองทุนประเภทเติบโตสูง (Growth) อยู่ก็เพียงพอแล้ว เว้นแต่ว่านักลงทุนที่ชอบกลุ่มนี้จริงๆ และรับความเสี่ยงจากความผันผวนที่ค่อนข้างสูงได้
สำหรับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Staple) จะเป็นหนึ่งในกลุ่มของ Defensive (สายตั้งรับ ผันผวนน้อย) ซึ่งนักลงทุนที่ไม่ชอบความเหวี่ยงมาก สามารถมีกลุ่มนี้ติดพอร์ตไว้ได้ เช่น KFGBRAND, TISCOGC
กองทุนที่กล่าวมาเป็นเพียงการยกตัวอย่างเท่านั้น ไม่ได้เป็นการชี้แนะให้ลงทุน และหลายกองทุนมีความกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง ซึ่งการลงทุนมีความเสี่ยง ดังนั้นผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน
ติดตามบทความการเงิน การลงทุนเพิ่มเติมได้ที่ Facebook | Blockdit