เล่าเรื่องให้คนสนใจ เรื่องไหนก็ไม่น่าเบื่อ ด้วย Freytag’s Pyramid
การใช้เรื่องเล่าหรือ Story Telling เป็นวิธีการนำเสนอข้อมูลที่แพร่หลายในปัจจุบัน เพราะถ้าพูดไปเรื่อยๆ ตามสไลด์หรือสไตล์เดิมๆ คนฟังก็คงจะเบื่อแย่ แต่ก็ใช่ว่าใช้การเล่าเรื่องแล้วคนดูจะอยากฟังเสมอไป เราเลยต้องมีวิธีการเล่าเรื่องเหล่านั้นให้น่าสนใจ หนึ่งในวิธีเหล่านั้นคือใช้ ‘Freytag’s Pyramid’ โครงสร้างการเล่าเรื่องที่ Gustav Freytag วิเคราะห์มาจากโครงเรื่องบทละครในตำนานอย่างเชคสเปียร์
จุดเริ่มต้น (Exposition)
เปิดเรื่องมาด้วยที่มาของเรื่องอาจย้อนไปถึงอดีต ภูมิหลังของตัวละครหรือสถานที่โดยเล่าให้เห็นคอนเส็ปต์และแนวทางของเนื้อเรื่อง ว่าสิ่งที่เราจะเล่าต่อไปนั้นเกี่ยวกับอะไร และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือแนะนำตัวละครโดยเฉพาะตัวละครหลักที่มีผลต่อเนื้อเรื่อง อาจให้ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับตัวละครเพื่อให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังเข้าใจเนื้อเรื่องมากขึ้น
ปูเหตุการณ์ความขัดแย้ง (Rising action)
หลังจากเล่าที่มาและทำความรู้จักกับตัวละครไปพอสมควรแล้ว ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วง Climax จะต้องดำเนินเรื่องที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งหรือจุดเปลี่ยนโดยนำตัวละครไปสู่ปัญหาหรือเหตุการณ์บางอย่าง ซึ่งอาจมาจากฝ่ายตรงข้าม หรือจากเหตุการณ์ในอดีตเพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกเผชิญหน้าและลุ้นไปกับปัญหาพร้อมๆ กับตัวละครหลัก
จุดเปลี่ยน (Climax)
ฉากนี้เป็นยอดของปิรามิด นั่นก็คือส่วนที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่กับตัวละครหลัก ซึ่งส่งผลต่อเนื้อเรื่อง มักเป็นฉากที่ตัวละครเผชิญหน้ากับศัตรู ปัญหา หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันอาจเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายก็ได้ขึ้นอยู่กับประเภทของเรื่อง
คลี่คลายปัญหา (Falling action)
เป็นช่วงที่ความขัดแย้งเริ่มคลี่คลาย ปัญหาได้รับการแก้ไขและได้เห็นผลลัพธ์ของเหตุการณ์ช่วง Climax เนื้อเรื่องส่วนนี้จะนำไปสู่ตอนจบ ดังนั้นปัญหาและความขัดแย้งสามารถคลี่คลายไปได้ทั้งในทางแฮปปี้หรือผิดหวัง เป็นฉากที่บอกให้ผู้ชมร่วมติดตามหรือคาดเดาได้ว่าเรื่องนี้จะจบอย่างไร
ตอนจบ (Conclusion)
ตอนจบของเรื่องเป็นฉากสุดท้ายที่ดำเนินต่อมาจากช่วงที่ปัญหาได้รับการคลี่คลาย ตอนจบจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับว่าเราจะให้เป็นเรื่องเล่าแบบไหน ซึ่งได้ทั้งแบบมีความสุข โศกเศร้า หรือจบแบบไม่ชัดเจน ให้คนดูไปคิดต่อเอาเองก็ยังได้ ไปจนถึงหักมุม จนคนดูร้องอ้าว ไม่เหมือนที่เดาเอาไว้นี่นา
ที่มา quickbase