โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แนวคิดและหลักปฏิบัติที่น่าสนใจของ 3 บุคคลที่รวยที่สุดในโลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 ม.ค. 2563 เวลา 08.19 น. • เผยแพร่ 07 ม.ค. 2563 เวลา 07.09 น.
AUSTIN, TX - MARCH 07: Bill Gates presents the keynote address during South By Southwest edu at the Austin Convention Center on March 7, 2013 in Austin, Texas. (Photo by Gary Miller/FilmMagic)

ภาคิน วลัยวรางกูร : เรื่อง

ในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา (2017-2019) ลิสต์ 3 อันดับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกจะวนเวียนอยู่ที่ เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) บิล เกตส์ (Bill Gates) และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffet) ซึ่งหากเรานับจากสถิติตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ชื่อของเกตส์และบัฟเฟตต์ติดอันดับ 1-4 อย่างสม่ำเสมอ โดยเกตส์จะอยู่ที่อันดับ 1 และ 2 มีแค่ปีเดียวเท่านั้นคือในปี 2008 ที่ชื่อของเขาร่วงไปอยู่อันดับ 3 ส่วนบัฟเฟตต์นั้นก็จะวนเวียนอยู่ที่ 2-4 เคียงคู่มากับเกตส์เสมอ ขณะที่ชื่อของเบโซส์เพิ่งโผล่ขึ้นมาติดอันดับ 5 ในปี 2016 ขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ในปี 2017 และแซงหน้าทั้งบัฟเฟตต์และเกตส์ขึ้นเป็นอันดับ 1 ในปี 2018 และ 2019

ความน่าสนใจแรกคือ อะไรทำให้ชื่อของทั้งเกตส์และบัฟเฟตต์ติดอยู่บน 4 อันดับแรกมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี และอีกความน่าสนใจคือ อะไรทำให้เบโซส์ก้าวกระโดดขึ้นไปเป็นเบอร์หนึ่งของโลกในเวลาเพียงไม่กี่ปี

ด้วยความน่าสนใจที่ว่า “ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” จึงหยิบยกแนวคิดและหลักปฏิบัติที่น่าสนใจบางประการ ที่มีส่วนทำให้มหาเศรษฐีระดับโลกทั้ง 3 คนมายืนอยู่ในจุดนี้ มาเล่าสู่กันฟัง

วอร์เรน บัฟเฟตต์ (ชาวอเมริกัน วัย 89 ปี)

ถึงแม้ว่า “ปราญช์แห่งโอมาฮา” จะประสบความสำเร็จจากการลงทุนในบริษัทยักษ์ใหญ่มากมาย แต่เมื่อมีคนถามเขาว่า การลงทุนในอะไรให้ความคุ้มค่ามากที่สุด เขาตอบว่า “ลงทุนกับตัวเอง”

บัฟเฟตต์ในวัยหนุ่มมีปัญหาในการสื่อสาร เขาลงทุนกับตัวเองด้วยการจ่ายเงิน 100 เหรียญสหรัฐ ลงเรียนในหลักสูตรการพูดของเดล คาร์เนกี (Dale Carnegie) เขาบอกว่าการลงทุนกับตัวเองในครั้งนั้นเป็นหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะช่วยให้เขามีความมั่นใจในการซื้อ-ขายหุ้น และกระทั่งขอภรรยาแต่งงาน

การอ่านก็นับเป็นการลงทุนกับตัวเอง และเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ทำให้บัฟเฟตต์ประสบความสำเร็จ มีข้อมูลระบุว่า เขาใช้เวลาราว 5-6 ชั่วโมง หรือ 80% ของเวลางานไปกับการอ่าน บัฟเฟตต์อ่านหนังสือพิมพ์วันละ 5 ฉบับ (The Journal, The Financial Times, The New York Times, USA Today และ The Omaha World-Herald) และเอกสารรวมถึงหนังสืออื่นตามความเหมาะสม เขาบอกว่าการอ่านเป็นการเพิ่มพูนความรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นเหมือนดอกเบี้ยทบต้นที่อาจจะยังไม่เห็นผลในวันนี้ แต่จะคุ้มค่าอย่างแน่นอนในระยะยาว

นอกจากการลงทุนกับตัวเองแล้ว ความอดทนเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญต่อความสำเร็จของเขา ประสบการณ์ครั้งแรกคือ เมื่อเขาอายุ 11 ขวบ เขาซื้อหุ้นของบริษัทแห่งหนึ่งในราคา 38 เหรียญ/หุ้น ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ราคาของหุ้นร่วงลงมาอยู่ที่ 28 เหรียญ/หุ้น แต่เมื่อมันถีบตัวขึ้นไปอยู่ที่ 40 เหรียญ/หุ้น เขารีบเทขาย เพราะเห็นว่าเริ่มทำกำไรได้ อย่างไรก็ดี หุ้นตัวดังกล่าวกลับพุ่งทะยานขึ้นไปถึง 200 เหรียญ/หุ้น ทำให้เขาได้เรียนรู้ว่า ความอดทนเป็นสิ่งสำคัญ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุดของโลกรายนี้เคยกล่าวว่า“ไม่ว่าคุณจะเก่ง มีความพยายาม หรือมีความสามารถสักแค่ไหน แต่บางสิ่งบางอย่างต้องใช้เวลา คุณไม่สามารถมีลูกได้ภายใน 1 เดือนโดยการให้ผู้หญิง 9 คนมาช่วยกันท้องได้หรอก”

ที่สำคัญ เป้าหมายในการลงทุนของเขาไม่ใช่เพียงจำนวนเงินที่เขาจะได้มาเท่านั้น แต่เขาลงทุนเหมือนการเล่นเกมที่เขาสนุกไปกับมันในชั่วขณะนั้น คล้ายปรัชญาเซนที่บอกว่า เราเดิน เพื่อที่จะเดิน หรือเราล้างจาน เพื่อที่จะล้างจาน เราไม่ได้หวังผลว่าเมื่อเราล้างจานเสร็จแล้วเราจะได้ไปดูทีวีหรือทำอย่างอื่นต่อ แต่ในขณะที่เราล้างจาน เราอยู่ในห้วงขณะของการล้างจานที่มีความหมายจริง ๆ เช่นเดียวกับบัฟเฟตต์ เขาลงทุน ไม่ใช่เพื่อคาดหวังว่าเมื่อเขาลงทุนในหุ้นตัวนี้ แล้วเขาจะต้องได้กำไรเท่าไร แต่เขาลงทุนเพราะเขาชื่นชอบในการลงทุนเท่านั้นเอง

บิล เกตส์ (ชาวอเมริกัน วัย 64 ปี)

ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์รายนี้ เป็นคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญในการจัดสรรเวลามากที่สุด หลักปฏิบัติที่น่าสนใจที่เขาทำเป็นประจำทุกปีคือ “สัปดาห์แห่งการคิด” (Think Week) เขาจะนั่งเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัว เพื่อปลีกวิเวกอาศัยอยู่ในกระท่อมกลางป่าแห่งหนึ่งในโซนตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา ตัดการติดต่อสื่อสารทั้งหมด (ยกเว้นกับผู้ดูแลที่จะยกอาหารมาให้ 2 มื้อ/วัน) และใช้เวลาตลอดสัปดาห์นั้นในการอ่านรายงานที่ได้มาจากทีมงานไมโครซอฟท์ ซึ่งส่วนมากจะเป็นแนวคิดของนวัตกรรมหรือการลงทุนที่น่าสนใจ เพื่อจดบันทึกและขบคิดถึงความเป็นไปได้ของไอเดียใหม่ ๆ หนึ่งในความสำเร็จของสัปดาห์แห่งการคิดคือ โปรแกรม Internet Explorer ในปี 1995 ที่เป็นจุดเริ่มต้นของยุคอินเทอร์เน็ต

นอกจากการใช้เวลา 1 สัปดาห์ที่ว่าในการ “โฟกัส” กับแนวคิดต่าง ๆ แล้ว ในชีวิตประจำวัน เกตส์ยังพกหนังสือไว้กับตัวเสมอ ซึ่งเขามักจะอ่านในช่วง “เศษเสี้ยวเวลา” ที่มี ระหว่างรอเข้าประชุม หรือระหว่างเดินทาง เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและประโยชน์ต่อตนเองมากที่สุด

สิ่งหนึ่งที่เกตส์และบัฟเฟตต์รวมถึงบุคคลที่ประสบความสำเร็จแทบจะทุกคนให้ความเห็นตรงกันคือ “จงทำในสิ่งที่ตนเองถนัดและสนใจ” ในขณะที่บัฟเฟตต์มีความหลงใหลในตัวเลข และเห็นประโยชน์ในการใช้ความสนใจและความสามารถของตัวเองไปกับการลงทุน เกตส์ในวัย 13 ปีก็ค้นพบว่าตนเองหลงรักคอมพิวเตอร์ตั้งแต่แรกพบ ถึงแม้ว่าอาจจะมีเรื่องของโชคอยู่บ้างที่ทำให้เขามีโอกาสได้เรียนในโรงเรียนที่มีคอมพิวเตอร์ใช้ แต่เมื่อเขาพบและรู้ตัวว่านี่คือสิ่งที่เขารัก เขาจึงทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้กับมัน ยอมโดดเรียนในวิชาที่ตัวเองเคยชอบ หรือแม้กระทั่งลาออกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก และออกมาเปิดบริษัทไมโครซอฟท์ร่วมกับเพื่อนสนิทของเขาตอนอายุ 18 ปี จนค่อย ๆ กลายมาเป็นหนึ่งในบริษัทที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกอย่างทุกวันนี้

ในปัจจุบัน เขาปล่อยไมโครซอฟท์ให้ สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) บริหาร ส่วนตัวเขาหันมาอุทิศชีวิตให้กับการกุศล เขาและเพื่อนนักลงทุนบัฟเฟตต์ ร่วมกันก่อตั้งโครงการ “The Giving Pledge” เพื่อรณรงค์ให้เหล่ามหาเศรษฐีร่วมบริจาคทรัพย์สินเพื่อการกุศล

เกตส์ระบุว่า “พวกเรา (เขาและภรรยา) คิดว่าความรับผิดชอบขั้นพื้นฐานของคนที่มีเงินมาก ๆ คือ เมื่อคุณสามารถดูแลตัวเองและลูก ๆ ได้แล้ว คุณควรจะใช้เงินส่วนที่เหลือให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย”

เจฟฟ์ เบโซส์ (ชาวอเมริกัน วัย 55 ปี)

ในปี 1994 ก่อนที่จะก่อตั้งบริษัทแอมะซอน บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่คนนี้มีตำแหน่งเป็นถึงรองประธานลำดับที่ 4 ของบริษัทเงินทุนชื่อดังอย่าง D.E. Shaw & Co. แต่เขารู้ดีว่าสิ่งที่ตอบโจทย์ในชีวิตเขาไม่ใช่การงานที่มั่นคง แต่คือโอกาสทางธุรกิจที่เขามองเห็นจากการขายหนังสือออนไลน์ เขาจึงตัดสินใจลาออกมา และอย่างที่เห็น วันนี้แอมะซอนเป็นบริษัทขายของออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีข้อมูลระบุว่าบริษัทแอมะซอนใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากแอปเปิลและไมโครซอฟท์เท่านั้น

การลาออกทั้ง ๆ ที่มีหน้าที่การงานที่มั่นคงขนาดนั้น เรียกว่าเป็นการตัดสินใจแบบที่จะเสียดายน้อยที่สุดเมื่อมองกลับมา (The Regret Minimization Framework) เบโซส์กล่าวว่า“เมื่อคุณอายุ 80 คุณจะเสียใจในสิ่งที่อยากทำและไม่ได้ทำ มากกว่าเสียใจในสิ่งที่ได้ทำลงไป ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องงานหรือธุรกิจเท่านั้น คุณอาจจะรักใครสักคนหนึ่ง แต่คุณไม่กล้าบอก เมื่อเวลาผ่านไป คุณอาจจะกลับมานั่งเสียใจว่าทำไมวันนั้นถึงไม่กล้าบอกไป”

อีกหนึ่งแนวคิดของเบโซส์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ “วันแรก” (Day 1) ที่เขานำมาปรับใช้กับบริษัทตั้งแต่ช่วงก่อตั้ง (แถมยังนำมาตั้งเป็นชื่อตึกด้วย) เขาเปิดเผยที่มาที่ไปของแนวคิดนี้ไว้ในหนังสือถึงผู้ถือหุ้นในปี 2016 ว่าวันแรก เปรียบเสมือนไฟที่ลุกโชน เรามีความตื่นตาตื่นใจ เราทำสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า แต่สิ่งเหล่านี้มักจะค่อยเจือจางไปกลายเป็น “วันที่ 2” (Day 2) เมื่อเกิดความคุ้นชิน กลายเป็นความซ้ำซากจำเจ ซึ่งทำให้ธุรกิจอ่อนแอ เขารู้ว่าการจะทำให้ทุกวันเป็นวันแรกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็พอจะบอกถึงพื้นฐานของการรักษาวันแรกว่าจะต้องมีความเข้าใจลูกค้า ความสงสัยใคร่รู้ การปรับตัว และการตัดสินใจที่รวดเร็ว

นอกจากสองแนวคิดข้างต้นแล้ว เบโซส์ยังมีคติพจน์ที่นำมาปรับใช้กับแอมะซอนคือ “ทำงานให้หนัก ทำงานให้สนุก และร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์” (Work hard. Have fun. Make history.) มีคนเคยถามเขาว่า เราจำเป็นต้องทำงานหนักในสิ่งที่เราถนัดอยู่แล้วหรือไม่ เจ้าของแอมะซอนตอบว่า ลองคิดตาม สมมุติว่าคุณเก่งเลขมาก การคิดเลขเป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณ คุณก็จะเก่งเลขอยู่แค่นั้น แต่การฝึกฝนตัวเลขเหล่านั้นเพื่อมุ่งไปสู่จุดที่สูงขึ้นต่างหากคือความท้าทายและความยากที่แท้จริง”**

ทั้งหมดทั้งมวลที่นำมาเล่าสู่กันฟัง อาจจะไม่ได้ให้คำตอบอย่างชัดเจนว่า เหตุใดทั้งบัฟเฟตต์และเกตส์ถึงติดอันดับ 1 ใน 4 บุคคลที่รวยที่สุดในโลกมาโดยตลอด และอาจจะไม่ได้ให้คำตอบว่า ทำไมแอมะซอนของเบโซส์ถึงเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนทำให้เขามีทรัพย์สินแซงหน้าสองคนแรกไปได้ภายในเวลาไม่กี่ปี เพราะแน่นอนว่าความสำเร็จไม่มีสูตรตายตัว แต่ถึงอย่างนั้น ข้อมูลเหล่านี้อาจจะทำให้เราเห็นใจความสำคัญบางอย่างว่าอะไรเป็นแนวคิดและเส้นทางที่พวกเขาเลือกเดินจนไปถึงจุดที่พวกเขาอยู่ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...