โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ใครว่า "ผู้หญิงเป็นควาย ผู้ชายเป็นคน" ค้นความเป็นใหญ่ของ "ผู้หญิง" สมัยโบราณ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 ส.ค. 2567 เวลา 03.54 น. • เผยแพร่ 12 ส.ค. 2567 เวลา 01.21 น.
แม่ให้นมลูก ภาพลายเส้นฝีมือชาวยุโรปที่เข้ามาบันทึกชีวิตชาวสยามในปลายสมัยรัชกาลที่ ๔ ถึงต้นรัชกาลที่ ๕

ใครว่า “ผู้หญิงเป็นควาย ผู้ชายเป็นคน” ค้นความเป็นใหญ่ของ “ผู้หญิง” สมัยโบราณ

“ผู้หญิงเป็นควาย ผู้ชายเป็นคน” เป็นประโยคที่ได้ยินมานานในสังคมไทย แต่ถ้าย้อนไปสมัยโบราณ มีความสำคัญกว่าผู้ชาย หรือจะพูดว่าผู้หญิงเป็นใหญ่กว่าผู้ชายก็ได้ แต่จะใหญ่โตมากน้อยขนาดไหน-ไม่รู้

รู้แต่ว่าในภาษาไทย เมื่อต้องการให้หมายถึงผู้เป็นหลักหรือประธานของกลุ่มหรือของสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว มักใช้เพศหญิงคือคำว่า “แม่” นำหน้านามนั้น เช่น แม่น้ำ แม่เหล็ก แม่แรง แม่เตาไฟ ฯลฯ กระทั่งผู้เป็นใหญ่ในกองทหาร ซึ่งมักเป็นผู้ชาย ก็เรียกว่า “แม่ทัพ” (การใช้คำว่า “พ่อ” นำหน้ากลุ่มหรือเป็นประธานส่วนใหญ่แล้วเป็นคำที่พบในสมัยหลัง ๆ เช่น พ่อบ้าน พ่อเมือง พ่อขุน พ่อครัว ฯลฯ)

ร่องรอยความเป็นใหญ่ของผู้หญิงในภูมิภาคอุษาคเนย์หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เป็นถึง “หัวหน้าเผ่าพันธุ์” มีอยู่ในนิทานกำเนิดรัฐฟูนัน

“พระราชาองค์แรกของฟูนันมีพระนามว่าโกณฑินยะ ท่านผู้นี้มาจากอินเดีย หรือแหลมมลายู หรือหมู่เกาะอินโดนีเซีย เมื่อเดินเรือมาถึงดินแดนฟูนัน นางพญาของฟูนันชื่อลิวเยหรือนางใบมะพร้าวต้องการปล้นสะดมและยึดเรือ โกณฑินยะจึงแผลงศรไปทะลุเรือของนางลิวเย นางก็ตกใจกลัว จึงยอมอ่อนน้อมเป็นภรรยาของโกณฑินยะ ขณะนั้นนางไม่ได้สวมเสื้อผ้า โกณฑินยะจึงพับผ้าเข้าแล้วสวมให้นาง ต่อจากนั้นก็ขึ้นปกครองประเทศฟูนันแล้วสืบเชื้อสายต่อมา”

นอกจากนิทานเรื่องแม่ย่านางลิวเยแล้ว ยังมีร่องรอยอยู่ในตำนานและนิทานพื้นเมืองสมัยหลัง ๆ อีกว่า มีพราหมณ์อินเดียเข้ามาแต่งงานกับธิดากษัตริย์พื้นเมือง ต่อมาได้เป็นกษัตริย์หรือเป็นเชื้อสายจนกลายเป็นกษัตริย์ก็มี

จึงสรุปว่าการให้ความสำคัญทางฝ่ายหญิงหรือฝ่ายแม่นี้ ไม่พบในสังคมชั้นสูงของอินเดีย แต่เป็นลักษณะพิเศษของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ

ผู้หญิง สมัยโบราณ กับประเพณีการแต่งงาน

เกี่ยวกับประเพณีการแต่งงานที่ผู้ชายจะต้องไปอยู่กับครอบครัวฝ่ายผู้หญิงนั้น พวกผู้ไท (ไทดำ-ไทขาว) ในเวียดนามเหนือมีข้อกำหนดให้ผู้ชายคือ “บ่าว” ไปทำงานรับใช้ในบ้านฝ่ายผู้หญิงคือ “สาว” ชั่วระยะเวลาหนึ่ง (นับเป็นปี ๆ) เพื่อพิสูจน์ตนเองว่าขยันทำมาหากิน จึงจะเป็นที่ยอมรับ แล้วสามารถ “แยกครัว” ไปอยู่กินกันตามประสาผัว-เมียได้ ถ้าไม่ได้รับการยอมรับก็ถูกขับไล่ แล้วฝ่ายหญิงก็เลือกผู้ชายคนใหม่เข้ามาเป็น “บ่าว” ทดลองอีก

“บ่าว” แปลว่าขี้ข้า มักใช้คู่กับไพร่คือบ่าวไพร่ ในงานแต่งจึงเรียกผู้ชายว่า “เจ้าบ่าว” และภาษาในชีวิตประจำวันของประชาชนลุ่มแม่น้ำโขงเรียกผู้ชายว่า “ผู้บ่าว” ทั้งนี้ เพราะผู้หญิงคือ “เจ้าสาว” หรือ “ผู้สาว” เป็นเจ้าของบ้านและที่ดิน ผู้ชายต้องไปเป็นขี้ข้าของผู้หญิงคือ “บ่าว” ของ “สาว”

สถานะของ ผู้หญิง สมัยโบราณ ในภูมิภาคนี้เปลี่ยนไปเมื่ออารยธรรมอินเดียเข้ามามีอิทธิพลเหนือระบบความเชื่อท้องถิ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำสอนทาง “ศาสนา” ส่งผลให้เกิดคติในสมัยหลังๆ ว่า “ผู้หญิงเป็นควาย ผู้ชายเป็นคน”

ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ และ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายประเด็นนี้ว่า ผู้หญิงมีสถานภาพที่ต่ำกว่าผู้ชายในหลายเรื่อง โดยเฉพาะสถานภาพในพุทธศาสนาและเกียรติยศที่ได้รับจากโลกภายนอกหมู่บ้าน โดยเฉพาะจากการเมืองและการปกครอง เพราะผู้ชายเป็นฝ่ายสะสมเกียรติยศให้แก่ครอบครัว ลูกผู้ชายจึงเป็นฝ่ายใช้ทุนของครอบครัวในการศึกษามากกว่าลูกผู้หญิง เช่น อาจต้องยอมเสียแรงงานของลูกผู้ชายไปเป็นเวลานาน ๆ เพื่อให้ได้บวชเรียนและทำชื่อเสียงในวงการคณะสงฆ์

แต่ในขณะเดียวกันผู้ชายแต่งงานแล้วมักไปอยู่บ้านภรรยาอย่างน้อยก็ชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะตั้งตัวได้ ผู้ชายจึงเป็นคนแปลกหน้าในบ้านของภรรยา ซึ่งแวดล้อมด้วยพี่น้องของผู้หญิง ผู้ชายต้องอาศัยพึ่งใบบุญจากญาติของฝ่ายภรรยา เช่น อาศัยนาของพ่อตาทำไประยะหนึ่ง หรือแม้แต่จะบุกเบิกที่นาของตนเองก็ยังต้องอาศัยกำลังของครอบครัวฝ่ายหญิงช่วยอุดหนุนจุนเจือในระยะแรก เพราะฉะนั้นผู้ชายจึงไม่สามารถใช้สถานภาพที่สูงกว่าของตนเอง “กดขี่” ผู้หญิงที่เป็นภรรยาได้ตามใจชอบ

แต่ไพร่สมัยกรุงศรีอยุธยาต้อง “กดขี่” ผู้หญิงที่เป็นภรรยาโดยมิได้ตั้งใจ เพราะมูลนายเกณฑ์ไปทำงานรับใช้จนตัวเองไร้สมรรถภาพ ลาลูแบร์บันทึกว่าพวกไพร่ผู้ชายถูกเกณฑ์ไปทำงานให้มูลนายปีละ 6 เดือนเป็นอย่างน้อย ซึ่งฝ่ายหญิงจะต้องส่งข้าวปลาอาหารตลอด เพราะมูลนายไม่ได้เลี้ยงข้าวและไม่ให้ค่าจ้าง เมื่อพ้นเกณฑ์มาอยู่บ้านก็นั่ง ๆ นอน ๆ ให้เมียทำมาหาเลี้ยงเนื่องจากไม่ได้ฝึกฝนอาชีพใด ๆ ให้ดีพอที่จะทำมาหากินได้ ชีวิตประจำวันเมื่ออยู่บ้านคือ

“ภรรยาจะปลุกให้เขาตื่นขึ้นราว 7 โมงเช้า เอาข้าวปลาอาหารมาให้บริโภค เสร็จแล้วก็ลงนอนต่อไปใหม่ พอเที่ยงวันก็ลุกขึ้นมากินอีก แล้วมื้อเย็นอีกคำรบหนึ่ง ระหว่างเวลาอาหารมื้อกลางวันกับมื้อเย็นนี้ เขาก็เอนหลังลงพักผ่อนเสียพักหนึ่ง เวลาที่เหลืออยู่นอกนั้นก็หมดไปด้วยการพูดคุยและเล่นการพนัน”

สรุปแล้วเมียทำงานหมดทุกอย่าง รวมทั้งทำไร่ไถนา ยามว่างก็ต้องไปค้าขายด้วย มิฉะนั้นจะไม่มีอะไรจะกิน เมื่อผัวถูกเกณฑ์ก็ต้องดูแลตัวเองและลูก ถ้ามีพ่อแก่แม่เฒ่าอยู่ด้วยก็ต้องดูแลด้วย แถมยังต้องส่งข้าวส่งน้ำให้ผัวอีกต่างหาก ครั้นผัวพ้นเกณฑ์ก็ไม่ได้ช่วยแบ่งเบาอะไรเลย กลับจะหนักกว่าตอนถูกเกณฑ์เพราะอยู่ในเหย้าเรียกร้องจะเอาไอ้โน่นจะกินไอ้นี่ทั้งวัน แถมติดเหล้ากับติดการพนันเสียอีก ซวยจริงๆ ผู้หญิงสยาม

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ สิงหาคม 2561

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ใครว่า “ผู้หญิงเป็นควาย ผู้ชายเป็นคน” ค้นความเป็นใหญ่ของ “ผู้หญิง” สมัยโบราณ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...