โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดรหัส "ความหว่อง" กับ หว่อง กาไว 20 ปี IN THE MOOD FOR LOVE

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 ต.ค. 2563 เวลา 11.10 น. • เผยแพร่ 29 ต.ค. 2563 เวลา 11.10 น.

“กระทำความหว่อง” เป็นกริยาที่ถูกหยิบมาใช้บ่อย ๆ สำหรับเป็นแคปชั่นรูปภาพการใช้ชีวิตตอนกลางคืนใต้แสงไฟโทนสีแดง ส้ม เหลือง มู้ดโดยรวมของภาพเป็นความรู้สึกเหงา เปล่าเปลี่ยว เดียวดาย จนทำให้คำว่า “ความหว่อง” แทบจะกลายเป็นคำสามัญที่ได้ยินปุ๊บก็นึกภาพออกว่าคงประมาณนี้ บวกลบไปจากนี้ก็ไม่มาก

ปี 2020 นี้ ครบรอบ 20 ปี In the Mood for Love ภาพยนตร์เรื่องดังของหว่อง การ์ไว (Wong Kar-Wai) ในเมืองไทยซึ่งมีแฟนหว่อง การ์ไว และผู้รักความหว่องอยู่จำนวนไม่น้อย จึงมีการนำภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าโรงฉายอีกครั้งในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ ที่โรงภาพยนตร์ HOUSE SAMYAN, MAJOR CINEPLEX และ SF CINEMA

ในโอกาสนี้ เราอยากชวนถอดรหัสความหว่องจากบทสัมภาษณ์หว่อง การ์ไว ผู้กำกับที่กระทำความหว่องในวงการภาพยนตร์มานาน 30 กว่าปี

Q : คุณคิดพลอตเรื่องนี้ขึ้นมาได้อย่างไร

ตอนแรกเราถ่ายหนังซึ่งเป็นคนละเรื่องกันเลย เดิมทีเราเรียกหนังที่เราถ่ายกันว่า A Story About Food แล้วเรื่องสั้น ๆ หนึ่งในนั้น คือเรื่องของเพื่อนบ้านสองคนที่ออกมาเจอกันเวลาพวกเขามาซื้อบะหมี่ ผ่านไปสักพักผมก็รู้สึกว่า เหตุผลหลักที่ผมทำโปรเจ็กต์นี้เพราะผมชอบเรื่องพาร์ตนี้ ผมเลยตัดสินใจทิ้งพาร์ตอื่น ๆ แล้วขยายพาร์ตนี้ให้เป็นหนังยาว

Q : มันดูเป็นหนังแบบคิดไปถ่ายไป คุณเปลี่ยนแปลงอะไรมากน้อยแค่ไหนตอนอยู่ในห้องตัดต่อ

ตอนแรกผมคิดว่าจะทำหนังง่าย ๆ สักเรื่อง เพราะมันมีแค่ตัวละคร 2 ตัว ทั้งเรื่องมีแค่คน 2 คนคุยกัน แต่ผมก็พบว่ามันยากกว่าหนังทุกเรื่องที่ผมทำมา ทั้ง ๆ ที่ผมเคยทำหนังที่เคยมีตัวละคร 10 ตัวมาแล้ว เรื่องนี้ด้วยความที่มีแค่ 2 คน ผมจึงต้องใส่รายละเอียดเข้าไปเยอะมาก เราถ่ายตัวละครจากช่วงปี 1962-1972 คือ ช่วง 10 ปีของความสัมพันธ์ แต่พอไปดูในห้องตัดต่อ ผมตัดสินใจให้หนังจบแค่ปี 1966 แล้วตัดส่วนที่เหลือทิ้งไป

Q : ทำไมเลือกฉากหลังเป็นยุค 1960s ของฮ่องกง

ผมมักจะเลือกช่วงเวลานั้นมาทำหนัง เพราะผมคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่สำคัญทางประวัติศาสตร์สำหรับฮ่องกง เพราะนับตั้งแต่ปี 1949 (เหมา เจ๋อตงพาจีนเข้าสู่ระบอบสังคมนิยม) คนจีนแผ่นดินใหญ่ที่มาอาศัยอยู่ในฮ่องกงยังคงฝันถึงบ้านเกิดของตนเอง เหมือนชุมชนชาวจีนในหนัง พวกเขามาจากเซี่ยงไฮ้ พวกเขาพูดภาษาของตนเอง และไม่ข้องแวะกับคนกวางตุ้งซึ่งเป็นคนท้องถิ่นของฮ่องกง พวกเขาดูหนัง ฟังเพลง และมีพิธีกรรมที่ไม่เหมือนคนฮ่องกง ผมคิดว่าช่วงเวลานั้นมันพิเศษ และผมก็เติบโตมากับสภาพแวดล้อมแบบนั้น ผมจึงอยากทำหนังด้วยบรรยากาศและอารมณ์แบบนั้น

Q : ทำไมตั้งชื่อเรื่องว่า In the Mood for Love

ผมตั้งใจมาตลอดว่าจะตั้งชื่อหนังว่า Secrets หรือชื่ออะไรก็ได้ที่มีคำว่า “ความลับ” อยู่ในนั้น แต่คนที่เมืองคานส์บอกว่า อย่าเลย มีหนังเรื่องความลับเยอะแล้ว เราเลยต้องหาชื่อใหม่ จนเราได้ฟังเพลงของ ไบรอัน เฟอร์รี (Bryan Ferry) เพลง In the Mood for Love เราเลยใช้ชื่อนี้ ซึ่งมันก็เข้ากับเรื่องดี เพราะความรักทำให้คนสองคนแอบมาเจอกัน

Q : บรรยากาศในเรื่องมีความเป็นละตินสูงมาก คุณยังติดกลิ่นนี้มาจากตอนไปถ่าย Happy Together ที่อเมริกาใต้หรือเปล่า

ผมชอบวรรณกรรมละตินอเมริกา ผมคิดว่าคนละติน คนอิตาเลียน มีลักษณะคล้ายคนจีนมาก โดยเฉพาะผู้หญิงเวลาแสดงอารมณ์รักใคร หึงหวง และการเชิดชูครอบครัว เพลงละตินในหนัง ผมใส่เข้ามาเพราะว่ามันเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมในฮ่องกงตอนนั้นจริง ๆ เนื่องจากวงดนตรีที่แสดงในฮ่องกงสมัยนั้นเป็นนักดนตรีจากฟิลิปปินส์ ไนต์คลับแทบทุกแห่งมีแต่นักร้องนักดนตรีจากฟิลิปปินส์ เพลงละตินจึงตัดไม่ขาดกับสังคมฮ่องกง นอกจากนี้ผมยังใส่เพลงของแนต คิง โคล (Nat King Cole) เข้ามาด้วย เพราะเขาเป็นนักร้องคนโปรดของแม่ผม

Q : คุณเป็นผู้กำกับที่ทำหนังด้วยสไตล์ปล่อยทุกอย่างให้เป็นอิสระ ทั้งมุมกล้องและการตัดต่อ แต่กับ In the Mood for Love คุณดูเคร่งขรึมขึ้นมาก คุณตั้งใจจะลองทำอะไรใหม่ ๆ หรือเปล่า

ผมและทีมงานชินกับการเล่าเรื่องแบบเดิมมาก จนมันกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของเราไปแล้ว และเราก็คิดว่ามันคงน่าเบื่อถ้าต้องทำแบบเดิม เราเลยพยายามถ่ายหนังด้วยวิธีใหม่ อีกอย่างคือ คริส ดอยล์ (Christopher Doyle-ผู้กำกับภาพ)

ไม่ว่างถ่ายหนังให้ผมนานถึง 15 เดือน เราจึงต้องมีผู้กำกับภาพร่วมอีกคน ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมก็จะขี้เกียจและปล่อยให้คริสจัดการทุกอย่าง พอผมต้องมาใช้ตากล้องคนใหม่ ผมเลยต้องขยันมากขึ้น ต้องคิดว่าแต่ละชอตควรถ่ายอย่างไรเพื่อสนับสนุนเนื้อหาหรืออารมณ์ของหนัง หลี่ ผิงปิงเป็นตากล้องชั้นยอด เขาทำให้ผมมองเห็นวิธีใหม่ ๆ ในการถ่ายหนัง

Q : หนังของคุณชอบมีอะไรวางอยู่หน้ากล้องเสมอ เพราะอะไร

ผมชอบวางอะไรไว้เป็นโฟร์กราวนด์ตลอดเวลา เพราะผมอยากให้คนดูรู้สึกเหมือนพวกเขากำลังแอบมองตัวละครอยู่ อย่างในหนังเรื่องนี้ เรากำลังแอบมองคน 2 คนพลอดรักกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...