หลังโควิด-19 อุตสาหกรรมอีเว้นท์จะไม่เหมือนเดิม !!
นายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม อีเว้นท์ ในประเทศไทยอย่างรุนแรง โดยหลังจากสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติอุตสาหกรรมอีเว้นท์จะไม่เหมือนเดิมเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยส่วนตัวมองว่ามีความเป็นไปได้ที่การจัดงานอีเว้นท์ในประเทศไทยจะเริ่มกลับมาได้อย่างเร็วที่สุดช่วงเดือน ต.ค. 2563 เป็นต้นไป โดยมองว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนอาจจะกลับมาได้เป็นกลุ่มแรกในช่วงดังกล่าว ส่วนกลุ่มยุโรปอาจจะกลับมาในช่วงปลายปี2564
“การเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศไทยหลังจากนี้อาจจะต้องมีเงื่อนไขเพิ่มเติมในการเดินทาง ผมอยากให้รัฐบาลเพลย์เซฟเพื่อไม่ให้เกิดคลื่นลูกที่2 ส่วนตัวยอมเจ็บยาวทีเดียวแล้วจบดีกว่า”
ทั้งนี้ สำหรับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอีเว้นท์จะกลับมาในรูปแบบไฮบริด ซึ่งเป็นการควบคู่ระหว่างการจัดงานกับLive Streaming โดยกลุ่มที่สามารถทำได้ในรูปแบบดังกล่าวส่วนใหญ่คือ กลุ่มคอนเทนท์อีเว้นท์ อาทิ งานสัมมนาวิชาการ เป็นต้น ส่วนงานอีเว้นท์ที่เป็น กลุ่มเอ็กซ์พิเรียนซ์ ที่ต้องให้ผู้คนเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ในงาน เช่น คอนเสิร์ต การแสดง เป็นต้น กลุ่มนี้อาจจะยังต้องใช้รูปแบบเดิม
ขณะที่ เชื่อว่าปัจจุบันเทคโนโลยีได้มีการพัฒนารองรับในการร่วมเข้าชมของผู้คนจำนวนมาก ดังนั้นเชื่อว่ารูปแบบการทำเป็นอีเว้นท์ไฮบริดจะเป็นเทรนด์ของอุตสาหกรรมในอนาคต โดยบริษัทได้ศึกษารูปแบบดังกล่าวมาแล้วราว5 ปี นอกจากนั้น ความปกติรูปแบบใหม่(New Normal) ของอุตสาหกรรมอีเว้นท์หลังจากนี้ คือการคัดกรองผู้เข้าร่วมงาน การทำให้ผู้เข้าร่วมงานและผู้จัดงานรู้สึกปลอดภัย ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจะสร้างความมั่นใจ
นายเกรียงไกร กล่าวว่า หากกล่าวถึงอุตสาหกรรม อีเว้นท์ นั้นมีขนาดใหญ่มาก ตัวอย่างเช่น งานสงกรานต์, ลอยกระทง งานประเพณี เอนเตอร์เทนเมนท์ เทรดแฟร์ เหล่านี้กว่าจะเกิดงานได้แต่ละงานจะต้องเชื่อมโยงคนมากมายเพื่อให้เกิดงานดังกล่าวและมีผู้เข้ามาร่วมงาน ซึ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังไม่มีหน่วยงานใดกล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือของอุตสาหกรรมนี้เลย หากเป็นเช่นนั้นในระยะยาวจะไม่มีผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมนี้อีกต่อไป เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่อ่อนไหวต่อสถานการณ์ในประเทศเมื่อมีเหตุการณ์ใดๆ จะได้รับผลกระทบก่อนแต่ไร้การช่วยเหลือ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะต้องเข้าใจพื้นฐานของธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้ก่อน เพราะในวันนี้กระทรวงต่างๆ เป็นตะวแทนในการนำเสนอความช่วยเหลือ อาทิ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว, โรงแรม, ภาพยนตร์, นักร้อง-นักแสดง แต่ไม่มีกระทรวงใดกล่าวถึง อีเว้นท์ เลยต้องตั้งคำถามว่า วันนี้รัฐบาลมองอุตสาหกรรมภาพยนตร์ มีขนาดใหญ่กว่า อุตสาหกรรมอีเว้นท์ ซึ่งอุตสาหกรรมอีเว้นท์มีมูลค่าหลักแสนล้านบาท แต่รัฐบาลอาจมองไม่เห็นมูลค่าในส่วนนี้เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น
นอกจากนี้ หากลงในรายละเอียด อีเว้นท์ ออกาไนซ์เซอร์ เป็นอุตสาหกรรมที่แม้กระทั่ง บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้ง ไมโครซอฟท์ ยังกล่าวถึงและมีความเป็นห่วงอุตสาหกรรมนี้เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ทั่วโลก แต่รัฐบาลไทยอาจจะต้องมองให้เห็นก่อนว่าอุตสาหกรรมนี้เป็นอุตสาหกรรมใหญ่ สำหรับความช่วยเหลือนั้น เสนอให้อย่าให้ต้องเกิดกรณีบริษัทต้องปิดตัวก่อนถึงจะให้ความช่วยเหลือเลย ยกตัวอย่างในต่างประเทศที่รัฐบาลจ่ายเงินเดือนให้พนักงานในบริษัทเอกชนเพื่อให้พนักงานต่างๆไม่ตกงาน แต่ประเทศไทยต้องให้เกิดผลกระทบปิดบริษัทก่อนถึงจะช่วย โดยเมื่อพิจารณานั้นแค่เริ่มต้นความคิดนั้นก็ผิดวิธีแล้ว เนื่องจากบริษัททุกบริษัทที่มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้องเป็นธุรกิจที่จ่ายภาษีถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้กลับช่วยเหลือกลุ่มนอกระบบก่อน ซึ่งแม้จะบอกว่ามีการช่วยเหลือผู้ประกอบการในการให้วงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแต่เงินกู้ดังกล่าวนั้นก็ไม่ใช่ประเด็นที่ผู้ประกอบการต้องการเสียทีเดียว
สำหรับ การปรับตัวของบริษัทได้มีการรุกตลาดต่างประเทศมากขึ้นมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเราเชื่อว่าศักยภาพของการจัดงาน อีเว้นท์ ของบริษัทสัญชาติไทยมีศักยภาพที่สามารถแข่งขันได้ระดับโลก ดังนั้นรัฐบาลควรนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมในการส่งออกธุรกิจครีเอทีฟไปสร้างงชื่อเสียงในต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัว ธุรกิจพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ ซึ่งมองว่า เป็นการปรับตัวในสถานการณ์โควิด-19 ที่ข่วยบริษัทเราเอง และช่วยผู้ประกอบการ ด้วยกาเรปิดขายเฟรนไชส์ให้ธุรกิจอื่นที่กำลังประสบปัญหามองโอกาสทางธุรกิจใหม่ได้ ซึ่งธุรกิจใหม่นี้อาจจะเป็นรายได้ช่องทางใหม่ในกลุ่มNon-Event ของบริษัทในอนาคตก็เป็นได้
นอกจากนั้น บริษัทยังได้รับผลกระทบบางส่วนในสถานการณ์เช่นนี้ อาทิ ธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ต่างๆ มีตัวเลขลดลง แต่ยังมีงานแฟร์ในต่างประเทศที่ยังมีการจัดงานอยู่แต่ได้เลื่อนออกไป โดยบริษัทมีการปรับตัว ปรับลดเงินเดินในระดับบริหาร30% และระดับกลาง25% พร้อมการให้ทำงานที่บ้าน(Work From Home) โดยยืนยันว่าจะไม่มีการปลดคนออก เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างราบรื่น