โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

10 หนังตัวแทนแห่งทศวรรษ 2010s: Part 2 ปี 2013-2015

BT Beartai

อัพเดต 10 ธ.ค. 2562 เวลา 15.28 น. • เผยแพร่ 10 ธ.ค. 2562 เวลา 11.38 น.
10 หนังตัวแทนแห่งทศวรรษ 2010s: Part 2 ปี 2013-2015

ผ่านไป 3 ปีแล้ว มาดูไตรวรรษที่ 2 ของทศวรรษ 2010s หรือปี 2013-2015 กันต่อเลย

อ่านอันดับก่อนหน้าได้ที่นี่ 10 หนังตัวแทนแห่งทศวรรษ 2010s: Part 1 ปี 2010-2012 และอ่านอันดับถัดไปได้ที่ 10 หนังตัวแทนแห่งทศวรรษ 2010s: Part 3 ปี 2016-2019

*หนังแห่งปี เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนคำนึงจากผลงาน รางวัล รายได้ การพูดถึง การสร้างปรากฏการณ์ และบางครั้งเป็นจิตวิญญาณที่สะท้อนยุคสมัยในปีนั้น ๆ ได้อย่างชัดเจนที่สุด ซึ่งพิจารณารวมทั้งนานาชาติและในไทย

**หนังแห่งปีของแต่ละสำนัก จะคัดหนังที่คะแนนสูงสุดที่แต่ละสำนักจัดอันดับไว้เอง ทั้งนี้ในบางปีขออนุญาตตัดนำลำดับรองขึ้นมาแทน เพราะลำดับสูงสุดเป็นหนังที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก หรือคุณสมบัติก้ำกึ่งเป็นมินิซีรีส์มากกว่า

ปี 2013 (พ.ศ.2556)

  • ออสการ์ในปีนี้ยังยกให้หนังที่เกี่ยวพันกับประเทศตัวเองเป็นหลักอีกครั้งด้วยกระแสความเท่าเทียมเรื่องผิวสีกลับมาแรงทำให้ 12 Years a Slave ของ สตีฟ แมกควีน ชนะหนังยอดเยี่ยมไป ด้าน อัลฟอนโซ กัวรอน จาก Gravity ก็คว้าผู้กำกับยอดเยี่ยมไปครอง หนังยอดเยี่ยมสาขาแอนิเมชันตกเป็นของ Frozen ประกาศยุคสมัยของดิสนีย์แอนิเมชันขึ้นมาแทนพิกซาร์สำเร็จทั้งด้านรางวัลและรายได้ ส่วนรางวัลลูกโลกทองคำก็ให้ 12 Years a Slave เช่นกันในสาขาดราม่า ส่วนสาขาหนังเพลง/หนังตลกตกเป็นของ American Hustle ของเดวิด โอ. รัสเซล เอาชนะหนังอินดี้ขวัญใจใครหลายคนอย่าง Her ของ สไปก์ จอนซ์ และด้านรางวัลปาล์มทองคำของคานส์ก็เป็นของ Blue Is the Warmest Colour หนังฝรั่งเศสที่ว่าด้วยประเด็นความรักเพศเดียวกันและการแสวงหาตัวตนของวัยรุ่นยุคนี้
  • หนังรายได้สูงสุดของปีตกเป็นของแอนิเมชันแห่งปีอย่าง Frozen (1,274 ล้านเหรียญ) และตามบี้มาติด ๆ ด้วยหนังอย่าง Iron Man 3 (1,214 ล้านเหรียญ)
  • หนังไทยบ้านเราเป็นอีกปีที่หนังอินดี้กวาดในเวทีรางวัลใหญ่ไปหมด โดยโดดเด่นสุดต้องยกให้ ตั้งวง ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ที่จับความรู้สึกร่วมของสังคมไทยที่ตกกลางความวุ่นวายและขัดแย้งมาถ่ายทอดได้อย่างน่าสนใจ และทำให้ได้รางวัลหนังยอดเยี่ยมกับผู้กำกับยอดเยี่ยมไปนอนกอดสบาย ๆ หนังอินดี้น่าสนใจแห่งปีต้องให้ MARY IS HAPPY, MARY IS HAPPY. ของ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่สถาปนาตนเองเป็นไอดอลเด็กแนวไปสำเร็จ
  • ด้านหนังไทยแห่งปีที่ต้องพูดถึงเพราะทำรายได้ไป 568 ล้านบาทในกรุงเทพและกว่า 1,000 ล้านบาทจากทั่วประเทศไปสำเร็จเป็นเรื่องแรกของหนังไทย (และอีกนานเลยกว่าจะมีใครไปแตะระดับนี้ได้อีก) พูดแค่นี้คงรู้ว่าหนังไทยเรื่องนั้นคือ พี่มาก.. พระโขนง ของ บรรจง ปิสัญธนะกุล นั่นเอง ส่วนหนังไทยเรื่องอื่น ๆ เรียกว่าโดนกระแสกลบเหงาไปตาม ๆ กัน รายได้หนังอื่น ๆ ห่างจากพี่มากไปไกลมากนั่นคือแหยม ยโสธร 3 (59 ล้านบาท) ต้มยำกุ้ง 2 3D (56 ล้านบาท) ฟัด จัง โตะ (55 ล้านบาท) และ คู่กรรม ฉบับณเดชย์ (44 ล้านบาท)

หนังแห่งปีของแต่ละสำนักหนังแห่งปีวัดจากหนังคะแนนรวมสูงสุดของเว็บรวมคะแนนวิจารณ์แต่ละเจ้า ก็จะได้ดังนี้

  • Rotten Tomatoes ให้ Gravity (สดไป 96%)
  • IMDb ให้ The Wolf of Wall Street ของ มาร์ติน สกอร์เซซี่ (8.2/10)
  • Metacritic ให้ 12 Years a Slave (97/100)

หนังตัวแทนแห่งปี 2013 พี่มาก.. พระโขนง อันนี้ต้องบอกว่าอาจขัดใจใครบางคนล่ะนะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเราตัดสินจากมุมมองของบ้านเราประกอบด้วย และแน่นอนถ้าปี 2013 หนังจากเมืองนอกก็ดูเงียบ ๆ ไม่มีเรื่องไหนโดดเด่นมาก ๆ หนังไทยเรื่องนี้ก็ต้องวินไปตามระเบียบ หนังที่คนไทยหลายคนบอกว่าไม่ดูหนังในโรงมาหลายสิบปีแล้ว แต่ยอมนั่งรถตุเรง ๆ กันไปทั้งหมู่บ้านเพื่อเข้าคิวดูในโรงหนัง หนังที่สร้างความสุขให้คนทั้งประเทศในสภาวะที่สังคมการเมืองอึนเหลือเกิน ก็ต้องให้หนังแห่งปีเขาไปล่ะครับ (แต่ถ้าต้องให้หนังเมืองนอกสักเรื่องก็คงให้ Frozen ที่สร้างปรากฏการณ์กับเด็กทั่วโลกให้ร้อง ล็ต-อิต-โกกกกก.. จนวันนี้นั่นเอง)

Go to top

ปี 2014 (พ.ศ.2557)

  • มาเริ่มที่รางวี่รางวัลกันก่อนเช่นเดิม เวทีออสการ์เป็นการมาของ อเลฮันโดร อิญญาร์ริตู  ที่ทำ Birdman or (The Unexpected Virtue of Ignorance) จนคว้าหนังยอดเยี่ยม ขณะที่ตัวเขาก็คว้าผู้กำกับยอดเยี่ยมไปด้วย ส่วนหนังแอนิเมชันยอดเยี่ยมก็เป็นของ Big Hero 6 เรียกว่าดิสนีย์ยังครองที่นั่งสม่ำเสมอต่อจาก Frozen ในปีก่อนได้ หนังต่างประเทศก็ตกเป็นของ Ida จากโปแลนด์ และหนังที่น่าสนใจในปีนี้ก็คือการมาครั้งแรกของ ดาเมียน ชาเซล กับหนัง Whiplash ที่หลังจากนั้นเขาก็เป็นผู้กำกับน่าจับตามองทันที
  • ด้านรางวัลลูกโลกทองคำก็กระจายไปให้ Boyhood ของ ริชาร์ด ลิงก์เลเตอร์ ที่ใช้เวลาถึง 12 ปีในการถ่ายทำตามอายุนักแสดงที่โตขึ้นตามอายุตัวละครจนจบจนเอาชนะในสาขาดราม่าสำเร็จ ส่วนสาขาหนังเพลง/หนังตลกก็ตกเป็นของ The Grand Budapest Hotel ของ เวส แอนเดอร์สัน  ส่วนปาล์มทองคำขอข้ามเลยครับเป็นหนังตุรกีที่พูดไปก็ไม่รู้จักและหาชมยากด้วยสิ
  • หนังที่ทำรายได้สูงสุดของปีอันนี้เซอร์ไพรส์เหมือนกันเพราะอันดับ 1 คือ Transformers: Age of Extinction ที่ทำเงินไป 1,104 ล้านเหรียญและเป็นเรื่องเดียวที่ทำเงินเกินพันล้านเหรียญในปีนี้ด้วย
  • สุพรรณหงส์ปีนี้ตกเป็นของหนังอินดี้อีกปี (คือแทบทุกปีล่ะ) นั่นก็คือ ภวังค์รัก concrete clouds ของ ลี ชาตะเมธีกุล ที่ตัวเขาเองก็คว้าผู้กำกับยอดเยี่ยมไปด้วย อินดี้ที่น่าพูดถึงอีกเรื่องของปีนี้คือ ตุ๊กแกรักแป้งมาก ของยุทธเลิศ สิปปภาค ที่เป็นการลองเสี่ยงครั้งใหญ่เหมือนกันของเขา หนังไม่ได้เปรี้ยงนักแต่ก็มีหลายอย่างน่าจดจำ
  • ด้านรายได้หนังรายได้สูงก็คือสูงเว่อไปเลย แต่หนังไทยธรรมดาเรื่องอื่น ๆ แค่จะแตะหลัก 10 ล้านก็หืดขึ้นคอแล้ว เป็นช่วงตกต่ำของหนังไทยพอสมควร และรายได้อันดับ 1 ก็คือ “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว เลิฟยู้” ของ เมษ ธราธร ที่ทำไป 328 ล้านบาท ส่วนอันดับ 2 อย่าง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๕ ยุทธหัตถี ของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ที่ทำรายได้ไป 204 ล้านบาท นอกจากนี้ก็มี คิดถึงวิทยา (98 ล้านบาท) และ ฝากไว้..ในกายเธอ (64 ล้านบาท) เป็นช่วงที่ถ้าไม่ใช่หนัง GTH ก็ยากจะทำเงินเกิน 50 ล้านบาทจริง ๆ และท่ามกลางสังคมที่ตึงเครียดจนเกิดการปฏิวัติรัฐประหารของ คสช. ก็ทำให้หนังตลกหนีโลกความจริงที่เคร่งเครียดทำเงินถล่มทลายไป

  

หนังแห่งปีของแต่ละสำนักหนังแห่งปีวัดจากหนังคะแนนรวมสูงสุดของเว็บรวมคะแนนวิจารณ์แต่ละเจ้า ก็จะได้ดังนี้

  • Rotten Tomatoes ให้ Selma หนังเรียกร้องสิทธิ์คนผิวสี (สดไป 99%)
  • IMDb ให้ Interstellar ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (8.6/10)
  • Metacritic ให้ Boyhood (100/100)

หนังตัวแทนแห่งปี 2014 Interstellarเพราะหนังสร้างกระแสทางบวกให้โลกเราอย่างมาก ผู้คนทั้งต่างประเทศทั้งในบ้านเราต่างก็สนใจหันมาคุยมาถกค้นหาประเด็นด้านวิทยาศาสตร์กันยกใหญ่เพื่อจะเข้าใจตีความตัวหนัง ทั้งยังให้ความหวังกับผู้คนในการสร้างโลกในอนาคตด้วย สำหรับบ้านเราอยู่ในช่วงที่พ้นสถานการณ์ทางตันทางการเมืองและได้รับการหักดิบด้วยปฏิวัติรัฐประหาร ทุกคนก็ได้แต่หวังว่าอะไร ๆ จะดีขึ้นหลังจากนี้ ก็เหมือนการเดินทางไปในอวกาศที่ไม่รู้ว่าจะเจออะไร จะเจอดาวแบบไหน คนแบบไหน และทำได้แค่หวังเหมือนพระเอกของเรื่องเลย

Go to top 

ปี 2015 (พ.ศ.2558)

  • หนังยอดเยี่ยมของออสการ์ได้แก่ Spotlight ของ ทอม แมกคาธีย์  ส่วนผู้กำกับยอดเยี่ยมตกเป็นของ อเลฮันโดร อิญญาร์ริตู ที่ยังรักษาตำแหน่งได้จาก The Revenant สำเร็จ หนังแอนิเมชันยอดเยี่ยมตกเป็นของ Inside Out ที่พิกซาร์กลับมาขอแชมป์คืน หลังจากเริ่มชัดเจนว่าพวกเขาอาจจะปล่อยหนังสายบันเทิงจ๋าให้ดิสนีย์ที่เป็นเจ้านายไปเลยแล้วพวกเขาหันมาทำแอนิเมชันที่ลุ่มลึกขึ้นโตขึ้นแทน หนังต่างประเทศยอดเยี่ยมก็น่าสนใจเพราะ Son of Saul จากฮังการีที่พูดถึงการฆ่าชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่ 2 ออกมาได้อย่างแปลกตา
  • รางวัลลูกโลกทองคำยังคงเห็นต่างจากออสการ์ โดยสาขาดราม่าตกเป็นของ The Revenant และสาขาหนังเพลง/หนังตลกตกเป็นของ The Martian ของ ริดลีย์ สกอตต์ ที่ดูจะสานความดังต่อเนื่องจาก Gravity และ Interstellar เรียกว่ามีหนังไซไฟอวกาศให้ดูกันยาวมาเลยทีนี้ ส่วนปาล์มทองคำก็ขอข้ามอีกเช่นเดิมเป็นช่วงที่บ้านเราไม่ค่อยรู้จักหนังปาล์มทองคำเท่าไหร่อาจเพราะขาประจำเบอร์ใหญ่ไม่ค่อยได้รางวัลด้วยล่ะ
  • หนังที่ทำรายได้สูงสุดปีนี้ก็ตกเป็นของ Star Wars: Episode VII – The Force Awakens ทำเงินไป 2,068 ล้านเหรียญ เรียกว่าเปิดศักราชใหม่หลังดิสนีย์เข้ามาทำได้อย่างน่าตื่นเต้น แม้หนังจะขาดความสร้างสรรค์และเดินตามความสำเร็จของ A New Hope ไม่หน่อยก็เถอะนะ ส่วนอันดับ 2 จริง ๆ ถ้าเป็นปีก่อน ๆ คือเป็นอันดับ 1 สบาย ๆ ไปละเพราะหนังเปิดไตรภาคใหม่เหมือนกันอย่าง Jurassic World ทำเงินไปได้ถึง 1,670 ล้านเหรียญ ส่วนอันดับอื่นที่เกินพันล้านก็มี Furious 7 (1,515 ล้านเหรียญ)Avengers: Age of Ultron (1,402 ล้านเหรียญ) และ Minions (1,159 ล้านเหรียญ)
  • 2-3 ปีนี้หนังไทยซบเซามาในแง่จำนวนและคุณภาพโดยรวม และสายรางวัลก็มักได้แก่หนังอินดี้ที่ไม่ค่อยมีใครได้ดูไปเป็นประจำ มาปีนี้ ฟรีแลนซ์.. ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ หนังกึ่งแมสกึ่งอินดี้ของ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่มาทำกับค่าย GTH ก็สร้างพื้นที่ใหม่ได้โดยหนังคว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยมไปครองแบบขาดลอยทุกสำนัก ส่วนนวพลเองก็คว้าผู้กำกับยอดเยี่ยมได้อีกหลายเวที หนังอินดี้น่าจับตามองปีนี้ก็ได้แก่หนังตัวแทนชิงออสการ์ของไทยอย่าง พี่ชาย MY HERO โดยผู้กำกับชาวเกาหลี-อเมริกัน จอช คิม
  • ด้านรายได้อันดับ 1 ตกเป็นของ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๖ อวสานหงสา ภาคจบ (เสียที) ที่ทำเงินไป 117 ล้านบาท ถ้านับ ๆ รวมทุกภาคมีเกินพันล้านกับเขาเหมือนกันนะ อันดับ 2 เป็นความสำเร็จในการเอาชนะคำว่าแมส-อินดี้อย่างที่บอก เพราะ ฟรีแลนซ์.. ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ทำเงินไปถึง 86 ล้านบาท ตามมาด้วย เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ (73 ล้านบาท) ส่วนเรื่องอื่นก็ซบเซาหนักเลย

หนังแห่งปีของแต่ละสำนักหนังแห่งปีวัดจากหนังคะแนนรวมสูงสุดของเว็บรวมคะแนนวิจารณ์แต่ละเจ้า ก็จะได้ดังนี้

  • Rotten Tomatoes ให้ Mad Max: Fury Road ของ จอร์จ มิลเลอร์ (สดไป 97%)
  • IMDb ให้ Inside Out (8.2/10)
  • Metacritic ให้หนังหญิงรักหญิงที่เข้าชิงออสการ์ 6 สาขาอย่าง Carol ของ ทอดด์ เฮย์เนส (96/100)

หนังตัวแทนแห่งปี 2015 Mad Max: Fury Roadอันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนนะ แต่ละคนก็อาจมีหนังแห่งปีของตนเองต่างไป และเหตุผลที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังแห่งปีก็เพราะมันทำหน้าที่ของหนังบันเทิงได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งการเล่าเรื่อง ภาพ เสียง สี มันปรนเปรอคนดูทั่วไปและคนดูชั้นนักวิจารณ์ให้มีสุนทรียะอย่างใกล้เคียงกันมาก ไม่ได้มีหนังแบบนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ หรอกครับ เนื้อหามันยังสะท้อนโลกของการแย่งชิงและเผด็จการอำนาจและทุนที่ข่มขี่คนทั่วไปอย่างเลือดเย็น (ในเรื่องคือคุมน้ำ) และโลกในปี 2015 เองก็เกิดสงครามและผู้อพยพขึ้นมากมายที่ต้องรับกรรมจากมหาอำนาจทะเลาะกัน และที่สำคัญหนังเรื่องนี้ยังทำให้เห็นว่าไม่มีใครที่แก่เกินไปสำหรับความฝันหรอกเพราะปู่มิลเลอร์ตอนทำเรื่องนี้ก็อายุปาไป 70 ปีแล้ว มันสะท้อนภาพของความเท่าเทียมในสังคมโลกขณะนั้นด้วย ไม่ว่าจะคนพิการ เพศ วัย ล้วนแต่ไม่ใช่อุปสรรคในการมีฝันที่จะเปลี่ยนแปลงโลก

Go to top แชร์โพสนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...