โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สภาพจิตใจคนไทยช่วงโควิด เครียด กังวล แย่ สิ้นหวัง จี้รัฐเร่งฉีดวัคซีน!!

The Bangkok Insight

อัพเดต 30 พ.ค. 2564 เวลา 04.10 น. • เผยแพร่ 30 พ.ค. 2564 เวลา 04.09 น. • The Bangkok Insight

"สวนดุสิตโพล" เปิดผลสำรวจสภาพจิตใจคนไทยช่วงโควิด ชี้ส่วนใหญ่ เครียด กังวล แย่ สิ้นหวัง จี้รัฐเร่งฉีดวัคซีน!!

"สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,713 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 24-27 พฤษภาคม 2564 หัวข้อ "สภาพจิตใจของคนไทยในยุคโควิด-19" เพื่อสะท้อนความคิดเห็นกรณีสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำมายาวนาน อีกทั้งยังมีสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การดำเนินชีวิตของประชาชนต้องลำบากมากยิ่งขึ้น นอกจากเป็นปัญหาทางกายแล้วยังส่งผลต่อปัญหาทางใจของคนไทยอีกด้วย สรุปผลได้ ดังนี้

1. สภาพจิตใจของคนไทย ณ วันนี้ที่โควิด-19 ระบาดเป็นอย่างไร

อันดับ 1 เครียดและวิตกกังวล 75.35%
อันดับ 2 รู้สึกแย่ สิ้นหวัง 72.95%
อันดับ 3 เบื่อ หงุดหงิด 58.27%
อันดับ 4 กลัว หวาดผวา 45.19%
อันดับ 5 ปกติไม่กังวล 13.50%

2. สิ่งที่ทำให้สภาพจิตใจของคนไทยแย่ลง คือ

อันดับ 1 การแพร่ระบาดของโควิด-19 รุนแรงมากขึ้น 88.33%
อันดับ 2 สภาพเศรษฐกิจตกต่ำ ทำมาหากินลำบาก 74.53%
อันดับ 3 กังวลเรื่องการฉีดวัคซีน 51.89%
อันดับ 4 การเดินทาง การจราจร 36.50%
อันดับ 5 เจ็บป่วย/สุขภาพ 15.98%

3. การดูแลสภาพจิตใจของคนไทย ณ วันนี้

อันดับ 1 ใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง มีสติ 91.03%
อันดับ 2 ศึกษาวิธีป้องกันดูแลด้วยตัวเอง 60.82%
อันดับ 3 หาอย่างอื่นทำ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม โซเชียล 56.60%
อันดับ 4 ปรึกษาคนในครอบครัว/เพื่อน 40.88%
อันดับ 5 ทำสมาธิ/สวดมนต์/หาที่พึ่งทางใจ 28.97%

4. สิ่งที่อยากให้รัฐบาล/หน่วยงานภาครัฐ/ภาคเอกชน เข้ามาช่วย คือ

อันดับ 1 เร่งการฉีดวัคซีนโดยเร็ว 74.96%
อันดับ 2 เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 60.52%
อันดับ 3 ให้ความรู้/ข้อมูลที่ชัดเจน/ไม่ทำให้สับสน 56.51%
อันดับ 4 มีมาตรการเยียวยาอย่างทั่วถึง 54.86%
อันดับ 5 มีบริการตรวจหาเชื้อโควิดทุกพื้นที่ 49.91%

5. โดยภาพรวมจากปัญหาที่เกิดขึ้นในยุคโควิด-19 สภาพจิตใจของคนไทยเป็นอย่างไร

อันดับ 1 พยายามอดทนแก้ปัญหาเพื่อให้อยู่ได้ 41.97%
อันดับ 2 ยังพอทนได้ 38.65%
อันดับ 3 ทนแทบไม่ได้ 9.46%
อันดับ 4 ไม่อยากทนและท้อถอย 6.13%
อันดับ 5 ท้อถอยที่สุด/เกินจะรับมือได้ 3.79%

*หมายเหตุ ผู้ตอบสามารถระบุความคิดเห็นได้มากกว่า 1 เรื่อง (ค่าร้อยละจึงคำนวณในแต่ละข้อ)

นางสาวพรพรรณ บัวทอง นักวิจัย สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่าจากผลโพลที่สำคัญ พบว่า ประชาชนรู้สึก "ท้อถอยที่สุด/เกินจะรับมือได้" 3.79% หากเทียบเป็นประชาชน 100 คน จะมีประชาชนเกือบ 4 คน ที่รู้สึกรับมือกับปัญหาต่อไปไม่ไหว ปัญหาโควิด-19 ทำให้กระทบต่อรายได้ การทำมา หากินจนทำให้เกิดความเครียดหนัก ซึ่งตั้งแต่เกิดโควิด-19 ระบาด อัตราการฆ่าตัวตายของประชาชนก็เพิ่มสูงขึ้นคล้ายกับช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งอีกด้วย สัญญาณนี้รัฐบาลไม่ควรจะนิ่งเฉยควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือดูแลสภาพจิตใจของกลุ่มเปราะบางโดยเร็ว

ด้าน ผศ.พัศรินท์ ก่อเลิศวรพงศ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 พบว่า ประชาชนมีความเครียดและวิตกกังวลที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มีการปรับตัวอย่างมาก ทำให้เกิดภาวะสุขภาพจิตต่าง ๆ ตามมา ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความเครียด และวิตกกังวลดังกล่าว เกิดจากปัจจัยทางด้านสังคมและสภาพแวดล้อม เช่น การแพร่ระบาดในระลอกใหม่ สภาพเศรษฐกิจและอัตราการว่างงาน ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

ทั้งนี้ วิธีจัดการกับภาวะสุขภาพจิตสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้สติในการดำเนินชีวิต การผ่อนคลายความเครียด เป็นต้น โดยสิ่งที่ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาช่วยมากที่สุด คือ การฉีดวัคซีนและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

"โดยภาพรวมประชาชนใช้ความอดทนและพยายามแก้ปัญหาต่างๆ อาจเพราะประชาชนยังมีความหวังว่าจะกลับมาใช้ชีวิตในสภาวะปกติได้ในเร็ววัน และยังมีกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตโดยหมั่นใส่ใจดูแลสุขภาพจิตของตนเองและคนรอบข้างให้มีความเข้มแข็ง มีพลังใจในการต่อสู้กับปัญหาต่าง ๆ ถือเป็นภูมิคุ้มกันทางใจที่มีความสำคัญที่จะสามารถผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยดี" ผศ.พัศรินท์ กล่าว

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...