โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สกู๊ปหน้า 1 : 17 ปี 'ปล้นปืน' ค่ายปิเหล็ง ถึงวันฉก 'อาก้า' ไปขาย

MATICHON ONLINE

อัพเดต 30 พ.ค. 2564 เวลา 00.51 น. • เผยแพร่ 30 พ.ค. 2564 เวลา 00.51 น.

สกู๊ปหน้า 1 : 17 ปี ‘ปล้นปืน’ ค่ายปิเหล็ง ถึงวันฉก ‘อาก้า’ ไปขาย

จากบันทึกของสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา การปล้นอาวุธปืนที่ค่ายปิเหล็งในวันที่ 4 มกราคม 2547 เปรียบเหมือนกองเพลิงที่ปะทุลุกโชนมาอีกรอบ ลุกลามโยงไปสู่ความไม่สงบสุขอื่นๆ มากมาย จนเกิดคีย์เวิร์ด ไฟใต้ ที่ยากจะดับลงได้ในเร็ววัน

ทั้งเหตุการณ์ลอบทำร้าย วางระเบิด และก่อจลาจลย่อย ในครั้งนั้น กลุ่มคนร้ายวางแผนกันมาอย่างดีเข้าปล้นปืน กองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือ ค่ายปิเหล็ง ใน ต.ปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ได้อาวุธปืนประจำกายของเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนมากรวม 413 กระบอก ทั้งอาวุธปืนไรเฟิลเป็นส่วนใหญ่ ปืนพก และปืนกล มีเจ้าหน้าที่ทหารสังเวยชีวิตไปด้วยกัน 4 นาย ส่วนคนร้ายหนีไปอย่างลอยนวล ก่อนที่ต่อมา อาวุธปืนเหล่านี้ถูกส่งต่อไปยังกลุ่มคนร้ายในแต่ละพื้นที่นำไปใช้ก่อเหตุยิงประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ สูญเสียชีวิตราวกับใบไม้ร่วง

นับเป็นเวลา 17 ปีแล้ว ครบรอบปีแต่ละครั้ง กลุ่มคนร้ายมักเลือกก่อเหตุเพื่อวันดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครองก็ต้องจัดกำลังเฝ้าระวังภัยเช่นกัน

อย่างในช่วงหัวค่ำของวันที่ 3 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา พล.ต.ไพศาล หนูสังข์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 / ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนทางอากาศ บริเวณรอบค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือค่ายกองพันพัฒนาที่ 4 (ค่ายปิเหล็ง) เพื่อป้องกันการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ในห้วงเฝ้าระวัง จากเหตุปล้นปืนค่ายปิเหล็งเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547

พล.ต.ไพศาล หนูสังข์ สั่งการทุกหน่วยในพื้นที่เพิ่มความเข้มข้น กำชับดูแลหน่วยที่ตั้ง กรม กอง หน่วยงานราชการเป็นกรณีพิเศษ เพื่อป้องกันกลุ่มก่อความไม่สงบก่อเหตุ ตลอดจนการลาดตระเวนรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อให้ความมั่นใจในความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินประชาชน โดยย้ำกำลังพลทุกนายต้องไม่ประมาทต่อสถานการณ์โดยเด็ดขาด

ในช่วงค่ำวันเดียวกัน คนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันมา ใช้อาวุธปืน สงครามเอ็ม 16 ยิงถล่มฐานปฏิบัติการชั่วคราวของเจ้าหน้าที่กองกำลัง 3 ฝ่าย ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษมสายนราธิวาส-ปัตตานี บ้านบาตู หมู่ 6 ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส จำนวน 3 จุดด้วยกัน

จากเหตุการณ์ ปล้นปืน ดังกล่าว ได้ถูกถอดเป็น บทเรียน เล่มหนา เพื่อให้เป็นที่ตระหนักของเจ้าหน้าที่ทุกนายต้องไม่ให้เกิดเหตุ ซ้ำรอย ขึ้นอีก กลายเป็นบาดแผลร้าวลึกในหัวใจ แต่ก็มาเกิดเหตุ ปืนหาย ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จนเป็นข่าวใหญ่สนั่นโลก โซเชียลเมื่อเร็วๆ นี้

นายมะยูโซ๊ะ กูเดะ ปลัดอำเภอเมืองนราธิวาส เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองนราธิวาส เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่าปืนเอเค 102 (AK 102) จำนวน 28 กระบอก หายออกไปกองคลังกองอาสารักษาดินแดง อ.เมืองนราธิวาส ที่ 2 ตั้งอยู่เลขที่ 2 หมู่ 8 ต.ลำภู อ.เมืองนราธิวาส

แม้ผลตรวจสอบเบื้องต้น ไม่ใช่การปล้นปืน แต่ก็ช่วยรื้อฟื้นชั้นสมองส่วนจดจำของประชาชนที่นึกถึงวันปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงจะไม่ใช่เรื่องทำนองเดียวกัน แต่ก็ได้ความรู้สึก การรับรู้ และเข้าใจในเชิงปืนหายไม่แตกต่างกัน

การเร่งหาไทม์ไลน์ของปืนจำนวน 28 กระบอกไม่ใช่เรื่องยาก ทุกกระบอกจะมีเลขหมายระบุชัดเจน และไปอยู่เจ้าหน้าที่อาสาฯคนไหน มีการแสดงความเห็นมากมาย ปืนเหล่านี้ใช้ภาษีของประชาชนหาซื้อจากประเทศรัสเซีย กลับหละหลวมในการดูแลรักษา การเบิกจ่ายนำไปใช้ไม่รัดกุม คงไม่คิดว่าเรื่องจะแดงขึ้นมา

พล.ต.ต.นรินทร์ บูสะมัญ ผบก.ภ.จว.นราธิวาส เผยว่า เบื้องหลังการตรวจสอบคลังอาวุธครั้งนี้ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจมีการปฏิบัติตามกฎหมายในพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส แล้วปะทะกับกลุ่มคนร้าย พบปืนเอเค 102 ของคนร้ายตกอยู่ในที่เกิดเหตุ พบว่าเป็นอาวุธประจำกายของเจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดนที่ใช้อาวุธปืนชนิดนี้ นำไปสู่การประสานกับทางอำเภอ ผบช.ภ.9 มีคำสั่งให้ตรวจสอบอาวุธปืนทั้งจังหวัด พบว่าปืนเอเค 102 หายไป 37 กระบอก ในพื้นที่ 5 อำเภอ คือ อ.เมืองนราธิวาส สุไหงโก-ลก รือเสาะ ศรีสาคร และ อ.สุไหงปาดี

กระทั่งในวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา พล.ต.ต.นรินทร์กล่าวถึงความคืบหน้าว่า ปืนจำนวน 28 กระบอกที่รับแจ้งความนั้น ได้คืนมาแล้ว 6 กระบอก สอบสวนเบื้องต้นคาดว่าอาวุธปืนที่หายไปเป็นลักษณะของการเอาไปจำนำหรือขาย ในรายงานข่าวยังเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรนราธิวาสได้ควบคุมตัว นายฮาซัน สาแม ที่บ้านพักในพื้นที่ ต.มะนังตายอ อ.เมือง จ.นราธิวาส ที่ยอมรับออกมาว่านำอาวุธปืนไปขายจริง

การที่ปืนคู่กายของเจ้าหน้าที่แม้ไม่ได้หายในจำนวน 28 กระบอกพร้อมกัน หรือจะทยอยหายทีละกระบอกสองกระบอก จะหาเหตุผลกันอย่างไรก็ตาม แต่ได้ละเลยกับบทเรียนที่ค่ายปิเหล็งราวปล่อยให้จับฝุ่นหนาเตอะ

ไม่มีใครการันตีได้ว่าการตามเอาปืนเอเค 102 คืนกลับมาจะได้ทั้งหมดหรือไม่ เพราะเป็นเวลา 17 ปีแล้ว ปืนที่ค่ายปิเหล็งก็ยังได้คืนมาไม่ถึงครึ่ง ปืนเอเค 102 คงไม่มีคนดีที่ไหนอยากจะสะสมหรือเก็บเอาไว้

ที่ผ่านมาปืนเหล่านี้ของทางการถูกนำไปใช้เคลื่อนไหวก่อเหตุแล้ว อาวุธปืนประจำกายเจ้าหน้าที่ ซึ่งอยู่ๆ ล่องหนหายไปจากคลังแสง กำลังเป็นอีกหนึ่งฝันร้ายของคนในพื้นที่

ไม่รู้ว่าจะถูกปืนเหล่านี้หันปลายกระบอกปืนส่องมาเมื่อไหร่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...