โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

จับสัญญาณ “ยึดรถ-ยึดบ้าน” แบงก์ตั้งการ์ดรับมือหนี้เสียพุ่ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 พ.ค. 2564 เวลา 02.55 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2564 เวลา 17.02 น.

แบงก์ตั้งการ์ดรับมือหนี้เสียเร่งตั้งสำรองหนี้สูญ-ตัดขายรักษาคุณภาพพอร์ต ธปท.เผยเอ็นพีแอล ไตรมาสแรกแตะ 5.37 แสนล้าน จับสัญญาณ “ยึดบ้าน-ยึดรถ” เพิ่มจากเศรษฐกิจชะลอเช่าซื้อเปิดตัวเลข “ยึดรถ” เพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี “BAM” ชี้ตลาด NPL ฝืดแบงก์แตะเบรกตัดขายพอร์ตหนี้เสีย หลังโดนกดราคาหนัก

แบงก์กัดฟันกอด “หนี้เสีย”

นายบัณฑิต อนันตมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ หรือ BAM เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุริกจ” ว่า สถานการณ์การตัดขายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน พบว่า มีปริมาณกิจกรรมการตัดขายหนี้ไม่ได้เยอะมากเมื่อเทียบกับช่วงปกติ

ส่วนหนึ่งมาจากที่ผ่านมา ธนาคารต่าง ๆ รอดูมาตรการช่วยเหลือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำให้ชะลอการตัดขายหนี้ นอกจากนี้ พบว่ามีหลายครั้งที่ธนาคารยกเลิกการขาย ซึ่งเป็นผลมาจากราคาประมูลที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้ธนาคารต้องยกเลิกการขายหนี้ อย่างไรก็ดี มองว่าหากมาตรการผ่อนปรนของ ธปท.หมดลงจะเห็นกิจกรรมการตัดขายหนี้กลับมาเพิ่มขึ้น

“ที่ผ่านมาแบงก์ชะลอการขายหนี้ เพื่อรอดูมาตรการแบงก์ชาติ ทั้งสินเชื่อฟื้นฟูและพักทรัพย์ พักหนี้ จากปกติแบงก์จะตัดขายหนี้เสียเฉลี่ยปีละประมาณ 5-7 หมื่นล้านบาท และยกเลิกการขายบางพอร์ต เพราะได้ราคาต่ำเกินไป เช่น ตัดขาย 3,000 ล้านบาท และซอยย่อยขายกองละ 200-500 ล้านบาท หากกองไหนราคาที่แบงก์ไม่แฮปปี้ก็ยกเลิกการขาย มีให้เห็นมากขึ้น”

ตลาดฝืด-ถูกกดราคา

สำหรับ BAM ตั้งเป้ารับซื้อสินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) มาบริหารในปีนี้ประมาณ 9,000 ล้านบาท โดยผ่านมา 4-5 เดือน สามารถซื้อหนี้ได้ไม่ถึง 1,000 ล้านบาท ถือว่าน้อยมาก เนื่องจากบริษัทเน้นซื้อในราคาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการ เพราะถ้ารับซื้อหมดทรัพย์จะมากองไว้ สร้างภาระต้นทุนให้บริษัท และเน้นขายหนี้เก่าและประนอมลูกค้าเก่าก่อน

เนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้ไม่เอื้อต่อการรับซื้อทรัพย์จำนวนมาก เพราะโอกาสการขายออกก็ยาก อย่างไรก็ตาม ภายในสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ บริษัทจะมีการรับซื้อหนี้ดีลใหญ่มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท

แหล่งข่าวจากบริษัทบริหารสินทรัพย์กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า ในปีนี้กลุ่มธนาคารพาณิชย์ใหญ่ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีการตัดขายหนี้ออกมาให้บริษัทบริหารสินทรัพย์น้อยมาก เป็นเพราะภาวะราคาประมูลขาย NPL ถูกกดราคาต่ำ ทำให้แบงก์ตัดสินใจเก็บไว้ก่อน

ขณะที่ธนาคารทีเอ็มบี-ธนชาต มีการตัดขายหนี้ออกมาในจำนวนมาก ส่วนหนึ่งมาจากการควบรวมธนาคาร ด้านธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย และกรุงไทย กลุ่มนี้มีการทยอยขายหนี้เสียออกมาบ้าง

โดยล่าสุดที่กำลังจะออกมาประมูลขายเร็ว ๆ นี้ เป็นของธนาคารทีเอ็มบี-ธนชาต วงเงินราว 2,000 ล้านบาท เป็นหนี้ประเภทกลุ่มเอสเอ็มอี ธุรกิจขนาดเล็ก และรายย่อย โดยจะแบ่งขายเป็นพอร์ตย่อย ๆ ซึ่งโดยปกติธนาคารจะมีประมูลขายกันทุกเดือน

จับสัญญาณ “ยึดรถ-ยึดบ้าน”

นายเอกสิทธิ์ พฤฒิพลากร ผู้บริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การบริหารจัดการพอร์ตหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ของธนาคารมี 2 ส่วน คือ บริหารจัดการเอง และตัดขายให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC)

อย่างไรก็ดี การพิจารณาการตัดขายจะดูตามจังหวะและโอกาส เนื่องจากหากในช่วงที่มีการเทขายเอ็นพีแอลออกมาในตลาดจำนวนมาก จะทำให้ถูกกดราคาต่ำ ขณะเดียวกัน หากเอ็นพีแอลอยู่ในระดับสูงและเกินกว่าที่ธนาคารจะบริหารจัดการ ธนาคารก็จำเป็นต้องตัดขาย เพื่อบริหารงบดุลให้ดูแข็งแรง

สำหรับสถานการณ์การฟ้องร้องยึดทรัพย์สินของลูกค้า ทั้งในส่วนของที่อยู่อาศัย รถยนต์ มีสัญญาณเพิ่มขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งไม่ได้เป็นการเพิ่มขึ้นจนมีนัยสำคัญหรือยึดทรัพย์กันจำนวนมาก ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการของ ธปท.ที่คาดว่าเห็นสัญญาณจึงออกมาตรการมาช่วย และชะลอไม่ให้เกิดการยึดทรัพย์จำนวนมาก

อย่างไรก็ดี การเร่งรัดฟ้องร้องยึดทรัพย์จะเกิดขึ้นได้ 3 กรณี คือ 1.เกิดการทุจริต 2.ลูกหนี้ถูกฟ้องร้องจากเจ้าหนี้รายอื่น เช่น ลูกหนี้มีหนี้หลายธนาคาร ซึ่งมีบ้านเป็นหลักประกันจึงต้องเฉลี่ยทรัพย์กัน และ 3.ติดต่อลูกหนี้ไม่ได้

“ตอนนี้มองว่ายังไม่ถึงจุดวิกฤตที่เห็นการยึดบ้านและยึดรถที่มากขึ้นผิดปกติ ต้องยอมรับว่ามาตรการ ธปท.ช่วยได้พอสมควร ไม่เช่นนั้นจะเห็นยึดระนาวแน่นอน ซึ่งเชื่อว่า ธปท.คงเห็นสัญญาณจึงออกเครื่องมือและมาตรการต่าง ๆ มาช่วยลดภาระหนี้ แต่ก็ยังคงต้องติดตามหนี้ครัวเรือนหากแตะ 100% จะเป็นจุดที่น่ากลัว”

เช่าซื้อยอมรับ “ยึดรถ” เพิ่ม

ด้านนายวิสิทธิ์ พึ่งพรสวรรค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีไอเอ็มบี ไทย ออโต้ และในฐานะประธานสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมการปล่อยสินเชื่อรถยนต์ใช้แล้วยังคงมีการแข่งขันกันต่อเนื่อง โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มที่มีศักยภาพและประวัติการชำระหนี้ที่ดี จะมีการเสนอโปรโมชั่นแข่งขันกัน เช่น ดาวน์ 0% เป็นต้น อย่างไรก็ดี ภายใต้การระบาดโควิด-19 ระลอก 3 นโยบายการปล่อยสินเชื่อหลังจากนี้คาดว่าจะกลับมาเข้มงวดอีกครั้ง

ขณะที่สถานการณ์รถยึด ยอมรับว่ามีทิศทางเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยสัดส่วนจากอดีตอยู่ที่ระดับ 10-15% เพิ่มเป็น 20% แต่เป็นอัตราการเพิ่มขึ้นที่ไม่ได้ก้าวกระโดดอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการของ ธปท.ที่ให้สถาบันการเงินเร่งช่วยลูกค้าในการปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้สถานการณ์รถยึดไม่ได้เพิ่มขึ้นจนน่ากังวลมากนัก อาจต้องรอประเมินสถานการณ์หลังจากเดือนพฤษภาคมนี้อีกครั้ง เนื่องจากการระบาดโควิด-19 ระลอก 3 เพิ่งจะเกิดขึ้น จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

แบงก์ตั้งสำรองเพิ่มรับ NPL

นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมการจัดการเอ็นพีแอลของธนาคารในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าทำได้ค่อนข้างดี โดยธนาคารมีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพื่อรองรับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ไว้พอสมควร ประกอบกับมาตรการผ่อนปรนของ ธปท. ช่วยให้การไหลของเอ็นพีแอลไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าจะมีทิศทางเพิ่มขึ้น แต่อยู่ในวิสัยที่บริหารจัดการได้ รวมถึงสถาบันการเงินแห่งอื่นเช่นกัน

สำหรับสถานการณ์การยึดทรัพย์ เช่น ที่อยู่อาศัย และรถยนต์จากลูกค้าไม่ได้เพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติมากนัก ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนการยึดบ้านและยึดรถยังเป็นปกติ ส่วนหนึ่งเพราะธนาคารดูแลลูกค้าตั้งแต่ก่อนเป็นเอ็นพีแอล หากลูกค้าติดขัดสามารถขอรับความช่วยเหลือจากธนาคารได้

“ส่วนการบริหารจัดการหนี้เสียของธนาคารก็มีทั้งบริหารหนี้เองและตัดขายบางส่วน โดยที่ตัดขายจะเป็นกลุ่มที่ตามจนถึงที่สุดยังไม่ได้ ก็ตัดขายแม้ว่าจะได้ผลตอบแทนไม่เท่ากับบริหารจัดการเอง”

นายมาณพ เสงี่ยมบุตร รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการระบาดโควิด-19 ระลอก 3 สร้างความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า ธนาคารจึงยังคงนโยบายการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญไว้ในระดับที่เหมาะสม โดยปีที่ผ่านมาธนาคารได้ตั้งสำรองในระดับสูง สำหรับไตรมาส 1 ปีนี้ แม้ว่าจะลดลง แต่ถือว่าอยู่ในระดับที่รองรับหนี้เสียได้ ในแง่การจัดการพอร์ตเอ็นพีแอล ธนาคารจะเน้นดูจังหวะและโอกาส ความเหมาะสมของราคาสินทรัพย์ และการรักษามูลค่าในระยะยาว

“การบริหารเอ็นพีแอล เราดูตั้งแต่ก่อนลูกค้าจะเป็นหนี้เสีย โดยพยายามช่วยเหลือลูกค้าต่อเนื่อง เพราะเราคิดว่าโควิด ระลอก 3 กระทบลูกค้าพอสมควร และปีนี้เอ็นพีแอลก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เราจึงจะตั้งสำรองให้เพียงพอ”

KBANK ชะลอขายพอร์ตหนี้เสีย

แหล่งข่าวจากธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้ธนาคารมีการตัดขายหนี้ไปบางส่วน จากปี 2562 ตัดขายหนี้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และปี 2563 เฉลี่ยประมาณ 8,000 ล้านบาท แต่คาดว่าปีนี้จะมีการขายน้อยกว่า 8,000 ล้านบาท เนื่องจากยังอยู่ในวิสัยที่ธนาคารสามารถบริหารจัดการได้ แนวทางการบริหารจัดการหนี้เสียของธนาคาร จะมีตั้งแต่มาตรการอ่อนไปถึงแก่ เช่น มาตรการอ่อน เน้นเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ขยายเทอม ลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่าปกติ หรือลูกค้ามีปัญหาระดับกลาง จะใช้วิธีโอนหลักประกันมาชำระหนี้ และมาตรการเข้ม จะเป็นกลุ่มที่ไม่เอาอะไรเลย ก็ต้องดำเนินการคดีฟ้องร้อง อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมาลูกค้าที่ดำเนินการฟ้องร้องมีไม่มากนัก เนื่องจากธนาคารต้องการช่วยลูกค้าและไม่ได้ต้องการยึดหลักประกัน

NPL Q1/64 แตะ 5.37 แสน ล.

ขณะที่ล่าสุด นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงคุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1/2564 ว่า ยังคงได้รับผลจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ โดยยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 5.37 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.10% ของสินเชื่อ ภายใต้มาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้และการผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้จึงช่วยชะลอการเสื่อมคุณภาพลง แต่จากที่สินเชื่อมีการขยายตัว ส่งผลให้ NPL ratio ค่อนข้างทรงตัว โดยสิ้นปี 2563 เอ็นพีแอลของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบอยู่ที่ 5.23 แสนล้านบาท หรือ 3.12% ของสินเชื่อ

“แนวโน้มหนี้เสียเป็นสิ่งที่ ธปท. และธนาคารพาณิชย์กังวล โดยเฉพาะในเซ็กเตอร์ท่องเที่ยวที่น่าห่วง รวมถึงขนส่ง การบิน และที่เกี่ยวเนื่องกับร้านอาหาร แต่ก็เชื่อว่าหลักจากภาครัฐคลายเกณฑ์คุมโควิด-19 กิจการเหล่านี้ก็อาจกลับมาดีขึ้นได้” นางสาวสุวรรณีกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...