เลือก “กองทุนรวม” ไม่ผิดพลาดได้ “ตรงใจ”...ต้องเข้าใจ “ประเภทกองทุน” !!!
Wealthy Way: ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา “หุ้นไทย” เลือดสาดดิ่งหนักไปกว่า -11% นักลงทุนหลายคนที่เคยคิดว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้สูง เลือกลงทุนใน “กองทุนหุ้น” แต่พอเจอผลตอบแทนติดลบหนักๆ เข้าให้ ก็อาจจะต้องมานั่งทบทวนดู “ความสามารถในการรับความเสี่ยง” ของตัวเองกันอีกครั้ง ว่ายังใช่…ตามที่ตัวเองเข้าใจอยู่หรือไม่?
ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่จะทำ “แบบประเมินความเสี่ยง” หรือ “Suitability Test” กันอีกสักครั้ง แล้วค่อยขยับปรับพอร์ต “เลือกกองทุนที่ใช่” ให้เหมาะกับตัวเองกัน ก็ยังไม่สายเกินไป
แต่จะเลือกลงทุนให้ใช่ ให้ตรงใจนั้น ก็ต้องรู้จักกับ “ประเภทกองทุน” ให้ครบถ้วนเสียก่อน ส่วนจะมีกี่ประเภทอะไรบ้างนั้น ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปดูพร้อมๆ กันได้เลย
รู้จัก 8 “ระดับความเสี่ยง” ของกองทุนรวม…เลือกลงทุนให้ตรงใจ
เพื่อให้ผู้ลงทุนเข้าใจถึง “ความแตกต่าง” ของกองทุนแต่ละประเภท การลงทุนในแต่ละรูปแบบ เพื่อบ่งบอกถึงระดับ “ความเสี่ยง” ที่นักลงทุนต้องเผชิญ ตลอดจนความซับซ้อนในการบริหารจัดการของผู้จัดการกองทุน ทาง “สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)” ได้แบ่งระดับความเสี่ยงของกองทุนรวมออกเป็น 8ระดับ (Risk Spectrum) และแสดงไว้ใน “หนังสือชี้ชวน” (Fund Fact Sheet) อย่างชัดเจน
ตั้งแต่ความเสี่ยงที่มี “ความซับซ้อนต่ำ” ไปจนถึงความเสี่ยงที่มี “ความซับซ้อนสูง” โดยแทนด้วยตัวเลขความเสี่ยงตั้งแต่ 1 – 8 ประกอบไปด้วย
“ความเสี่ยงระดับ1” ได้แก่ กลุ่ม “กองทุนตราสารตลาดเงินในประเทศ” ที่มีนโยบายลงทุนในเงินฝาก, ตราสารหนี้ระยะสั้น ภาย ‘ในประเทศ’ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ตั้งแต่ 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ มีอายุเฉลี่ยของตราสารที่ลงทุนต่ำกว่า 1 ปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำสุด
“ความเสี่ยงระดับ2” ได้แก่ กลุ่ม “กองตราสารตลาดเงินที่ลงทุนในต่างประเทศ” ที่มีนโยบายลงทุนในเงินฝาก, ตราสารหนี้ระยะสั้น เหมือนกลุ่มแรก แต่มีการลงทุนใน ‘ต่างประเทศบางส่วน’ ก็จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นมาอีกระดับ เพราะมีเรื่อง ‘อัตราแลกเปลี่ยน’เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่โดยปกติกองทุนเหล่านี้ก็จะมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้
“ความเสี่ยงระดับที่ 3” ได้แก่ กลุ่ม “กองทุนพันธบัตรรัฐบาล” ที่มีนโยบายลงทุนในเงินฝาก, ตราสารหนี้ของภาครัฐ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีตั้งแต่ 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่ลงทุนจะยาวขึ้นมาอีกเฉลี่ยมากกว่า 1 ปี ก็จะมีความเสี่ยงขึ้นมาอีกระดับ
“ความเสี่ยงระดับที่ 4” ได้แก่ กลุ่ม “กองทุนตราสารหนี้” จะมีนโยบายลงทุนคล้ายกันกับระดับที่3 แต่จะมีการลงทุนใน ‘ตราสารหนี้เอกชน’หรือ ‘หุ้นกู้’เข้ามาด้วยที่ต่างกัน จึงทำให้ระดับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
“ความเสี่ยงระดับที่ 5” ได้แก่ กลุ่ม “กองทุนผสม” มีนโยบายลงทุนแบบผสมทั้งใน ‘ตราสารหนี้’ และ ‘หุ้น’ หรือสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ขึ้นกับนโยบายการลงทุนของกองทุนนั้นๆ เป็นสำคัญ
“ความเสี่ยงระดับที่ 6” ได้แก่ กลุ่ม“กองทุนตราสารทุน” ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นเป็นหลักตั้งแต่ 80% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน
“ความเสี่ยงระดับ 7” ได้แก่ กลุ่ม “กองทุนหมวดอุตสาหกรรม” มีนโยบายลงทุนในหุ้นในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งตั้งแต่ 80% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน เช่น เน้นลงทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เป็นต้น ก็จะทำให้เกิดการกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมขึ้นมา ความเสี่ยงก็จะขยับเพิ่มขึ้นมาอีกระดับหนึ่งนั่นเอง
“ความเสี่ยงระดับ 8” ได้แก่ กลุ่ม ‘กองทุนสินทรัพย์ทางเลือก’ ที่มีนโยบายลงทุนในทรัพย์สินที่เป็นทางเลือกใหม่ในการลงทุนหรือมีโครงสร้างซับซ้อนเข้าใจยาก เช่น ทองคำ หรือน้ำมัน ตั้งแต่ 80% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน
“แม้เครื่องมืออย่าง ‘กองทุนรวม’ จะมีมืออาชีพอย่าง ‘ผู้จัดการกองทุน บริหารจัดการให้ แต่ในแง่ของ ‘ความเสี่ยง’ ของกองทุนก็ยังเป็นไปตามประเภทของสินทรัพย์ที่กองทุนนั้นเข้าไปลงทุนเป็นสำคัญ นักลงทุนก็ควรเลือกให้เหมาะกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองด้วย”
“กองทุนปิด” & “กองทุนเปิด”…เข้าใจสักนิดก่อนลงทุน
นอกจากนี้ “กองทุนรวม” ยังสามารถแบ่งเป็น 2ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ “กองทุนปิด” กับ “กองทุนเปิด”ซึ่งในปัจจุบันนั้นกองทุนรวมส่วนใหญ่จะเป็น “กองทุนเปิด” ที่สามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการเป็นหลัก ที่เป็น “กองทุนปิด” จะมีเพียงส่วนน้อย แต่ก็ยังมีให้เห็น เช่น กองทุนอสังหาริมทรัพย์/REIT ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, กอง Triger Fundหรือกองตราสารหนี้แบบ Term Fund นั่นเอง
“ซึ่งกองทุนที่เป็น ‘กองทุนปิด’ นี้จะมีคำเตือนพิเศษในเรื่องที่นักลงทุนจะไม่สามารถขายหน่วยลงทุนได้ในระหว่างช่วงอายุโครงการ เพื่อให้ทราบถึงความเสี่ยงในเรื่องนี้อย่างชัดเจน”
สำหรับ “กองทุนเปิด” เป็นกองทุนที่จะมีการระบุอายุโครงการหรือไม่ก็ได้ และบลจ.จะสามารถขายหน่วยลงทุนเพิ่มเติมและต่อเนื่องได้ หลังจากที่เสนอขายหน่วยลงทุนในครั้งแรก (IPO) รวมถึงการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนจากผู้ลงทุนเมื่อใดก็ได้ตลอดเวลา
ส่วน “กองทุนปิด” ทางบลจ. จะไม่รับซื้อหน่วยลงทุน และจะเปิดให้จองซื้อหน่วยลงทุนเพียงครั้งเดียวเมื่อเริ่มต้นโครงการ หลังจากนั้นจะไม่มีการขายเพิ่มเติมแต่อย่างใด ทำให้จำนวนหน่วยลงทุนของกองทุน “คงที่” นอกจากนี้ ผู้ลงทุนยังไม่สามารถที่จะขายคืนหน่วยลงทุนให้แก่ บลจ.หรือตัวแทนสนับสนุนการขายได้จนกว่าจะครบกำหนดอายุโครงการนั่นเอง
จะเห็นได้ว่า “กองทุนรวม” เองมีหลากหลายประเภท ทั้งที่แบ่งตาม “ระดับความเสี่ยง” เพื่อให้ผู้ลงทุนได้เลือกได้อย่างเหมาะสม ในส่วนของ “กองทุนเปิด” และ “กองทุนปิด” ก็มีเรื่องของ “สภาพคล่อง” เข้ามาเกี่ยวข้องที่นักลงทุนต้องพิจารณาประกอบด้วยเช่นกัน เมื่อเข้าใจประเภทกองทุนรวมแล้ว เชื่อว่าจะช่วยให้นักลงทุนสามารถเลือกลงทนได้ตอบโจทย์กับเป้าหมายและตรงใจตัวเองได้ดียิ่งขึ้นไม่มากก้น้อย