‘ยิปซี คีรติ’ ร้องไห้เพราะตัวเลข เล่าประสบการณ์ ลดน้ำหนักจนป่วยเป็นโรคทางจิต
The Bangkok Insight
อัพเดต 19 มิ.ย. 2566 เวลา 06.18 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2566 เวลา 06.18 น. • The Bangkok Insight‘ยิปซี คีรติ’ ย้อนเล่าประสบการณ์ ลดน้ำหนักจนป่วยเป็นโรคทางจิต กลัวอาหาร ร่ำไห้เพราะตัวเลขบนตาชั่ง
เป็นดาราสาวที่หุ่นแซ่บมากจริง ๆ สำหรับ ยิปซี-คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์ ที่ไม่ว่าเธอคนนี้จะมาในลุคไหน ก็ไม่มีอะไรที่สามารถจะมาต้านความแซ่บ ความฮอตของเธอได้เลย หากใครได้ติดตามอินสตาแกรมของเธอ ก็จะได้ทราบกันดีว่า กว่าดาราสาวของเราจะหุ่นเป๊ะปังขนาดนี้ เธอใส่ใจสุขภาพมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การทานอาหารใด ๆ ก็คือเป๊ะมาก
- เกิดอะไรขึ้น? ‘ณิชา ณัฏฐณิชา’ หวานใจ ‘โตโน่ ภาคิน’ ขึ้นจอดำ Reseting
- นักร้องสาวเสียงหวาน เปิดภาพวันสุดท้ายที่เป็นแฟน แร็ปเปอร์ดัง ก่อนตัดสินใจเลิกกัน
- ช็อก! ดารารุ่นใหญ่ เผชิญซึมเศร้า คิดโดดตึก-ผูกคอตาย เก็บตัวในห้อง 3 เดือน
‘ยิปซี คีรติ’ ร้องไห้เพราะตัวเลข เล่าประสบการณ์ ลดน้ำหนักจนป่วยเป็นโรคทางจิต
ล่าสุด (18 มิ.ย.) สาวยิปซี ได้ออกมาอัดคลิปวิดีโอผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว โดยระบุแคปชั่นเอาไว้ว่า "ขอฝากประสบการณ์ของเราไว้ เป็นอีกทางเลือกนึงเพื่อประกอบการตัดสินใจ ของคนที่กำลังพยายามลดน้ำหนัก / ดูแลตัวเองนะคะ.. ถ้ารู้สึกว่าคลิปนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับใคร ฝากแชร์กันนะ"
โดยในคลิปดังกล่าว สาวยิปซี ได้เล่าว่า "แชร์ประสบการณ์การไดเอทจนกลายเป็นโรคทางจิตค่ะ โอเคทุกคนก็คือยิปอ่ะมีทำคลิปนึงไปก่อนหน้านะคะ ซึ่งเนื้อหาในคลิปนั้นได้มีการเมนชั่นเกี่ยวกับการที่ยิปไม่ชั่งน้ำหนักเลย ไม่คุมแคล อะไรก็ตามที่เป็นตัวเลขเป๊ะ ๆ ยิปก็พูดว่ายิปไม่เอา เพราะว่ายิปอ่ะเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีมาก่อน ซึ่งวันนี้ยิปก็จะมาพูดขยายความถึงประสบการณ์นั้นนั่นแหละ
ก็ทุกคนก็สามารถที่จะไปกูเกิ้ลได้นะคะ คือมันเป็นอาการที่เรียกว่า Eating disorder นะคะ มันก็จะมีหลายประเภทมากเลย พวกแบบ Anorexia, Bulimia, Bing eating และเดี๋ยวนี้มันก็คงมีอะไรมาอีกเยอะมาก
ประสบการณ์ส่วนตัวของยิป อันนี้ก็คืออยากจะมาเล่าเพื่อที่จะเรียกว่าให้เป็นทางเลือกในการประกอบการตัดสินใจของคนที่กำลังไดเอท หรือพยายามที่จะดูแลรูปร่างตัวเองอยู่ละกัน
สิ่งที่เราเคยทำก็คือ งดแป้ง งดแบบงด ไม่ใช่ลดนะคะ งดแบบคือไม่กินแป้งเลย และก็อดข้าวเย็น ก็คือตั้งกฎนั่นแหละค่ะว่าหลัง 6 โมงฉันจะไม่กินอะไรแล้ว คุมแคล เมื่อก่อนตอนวัยรุ่นเคยคุมแล้ว พยายามที่จะแบบวันนึงต้องกินไม่เกิน 800-900 แคล หรือแม้กระทั่งมีช่วงหนึ่งตอนนั้นย้ายไปเมืองนอก อยู่อเมริกา และก็กลัวมากเพราะว่าแบบของที่อเมริกามีแต่ของอ้วน ชีส พิซซ่า ตอนนั้นก็เลยพยายามกินแต่แอปเปิ้ล และก็ผอมมาก คือป่วยแหละ
ทีนี้ช่วงที่มีอาการทางจิตเป็นยังไง ก็คือเมื่อก่อนยิปจะพยายามอดข้าวเย็น ออกกำลังกายหักโหมแบบหนักๆ คือเรียกได้ว่าเอาแบบเอาอะไรเข้าตัวน้อยที่สุด และก็ออกให้เยอะที่สุด เพื่อที่อยากที่จะชั่งน้ำหนัก ให้ตื่นมาแล้วแบบตัวเลขลดลง
สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นก็คือ จิตเรามันไปจดจ่อเกี่ยวกับว่า เฮ้ย วันพรุ่งนี้เช้าที่ฉันจะตื่นขึ้นมาแล้วเหยียบไปบนตาชั่งเลขจะลดลงมั้ย ถ้าฉันพยายามขนาดนี้ อย่างสมมติวันนี้ฉันอดอาหารแบบอย่างดีอ่ะ พรุ่งนี้มันต้องลดลงดิ แต่ทุกคนเชื่อป่ะ บางทีมันไม่ลด และแย่ไปกว่านั้นคือ บางวันข้าวเย็นก็ไม่ได้กิน แต่ตัวเลขมันเพิ่ม
มาถึงจุดนั้น มันก็เลยกลายเป็นจุดที่เราแบบคือเรากลายเป็นประสาทอ่ะ กลายเป็นเครียดมาก และด้วยความที่เราเป็นแบบ Perfectionist คือ คือเราอยากที่จะเอาชนะมัน เราก็เลยคิดไปว่า หรือเราต้องลดอาหารเพิ่ม หรือเราต้องออกกำลังกายเพิ่ม คือตอนนั้นมันแบบ Messed up! ไปหมดเลย แล้วก็นั่นแหละ ก็คือเป็นป่วย
เรื่องของการทำอาหารกินเองทุกมื้อ กินคลีนแบบจัด ๆ คือเราคิดว่าเราผ่านมาค่อนบ้างเยอะมาก ๆ ช่วงที่ทำอาหารกินเองทานคลีน มันก็จะมีปัญหาของการที่เราเข้าสังคมไม่ได้เลย เพราะเหมือนเรากลายเป็นคนกลัวอาหารปกติ ซึ่งนั่นมันไม่ใช่ความคิดที่ดีต่อสุขภ่พแล้วอ่ะ เพราะคนเรายังต้องได้ใช้ชีวิต ต้องได้ออกไปกินข้าวกับเพื่อน ต้องเข้าสังคมบ้าง
คือช่วงนั้นเราเหมือนเรากลายเป็นว่าเราไม่อยากเข้าสังคม เวลาเพื่อนนัดเรารู้สึกอึดอัดเพราะเรารู้สึกว่าเราต้องไปกินอาหารข้างนอกที่มัน Out of my comfort zone ไม่ใช่อาหารที่เรารู้สึกว่าปลอดภัย เพราะเราควบคุมไม่ได้
สุดท้ายก็คือ ทำไม่ได้ไง ก็คือเคยโยโย่เพราะว่ากินคลีนจัด ๆ ด้วยนะ ร่างกายเรามันช็อก เหมือนพอเรากินคลีนสะอาดมากเลยโนโซเดียมอะไรก็ตาม กินอาหารปกติแค่ไม่กี่มื้อ บวม โยโย่ขึ้นมาเลยจ้ะ
เราก็เลยรู้สึกว่า โอเค อะไรก็ตามที่มันเป็นวิถีชีวิตที่สุดโต่งจนเกินไป อะไรก็ตามที่ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่สามารถที่จะทำสิ่งนี้ไปได้ตลอดชีวิตจริง ๆ เราว่าอย่าทำเลย อะไรก็ตามที่สร้างความกดดันหรือความเครียดให้กับร่างกายมากเกินไป เราไม่ค่อยแนะนำ
มีคน DM มาเรื่องนี้เยอะมาก พี่ยิปต้องกินนั่นเท่าไหร่ ต้องโปรตีนเท่าไหร่ แคลเท่าไหร่ คือมันทำให้เรารู้แหละว่า โอเค คนยุคปัจจุบันนี้สนในเรื่องการดูแลตัวเอง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเป็นไปได้เราก็ไม่อยากให้เขาจะต้องมาอยู่ในจุดที่เราเคยอยู่ ซึ่งมันไม่ใช่จุดที่ดีเลยอ่ะทุกคน
ใช้เวลานานมากกว่าที่จะก้าวออกมาจากจุดนั้นได้นะคะ กว่าจะตัดใจแล้วโยนเครื่องชั่งน้ำหนักทิ้ง เพราะว่าเราติดมาก ติดดูตัวเลขมาก ทุกเช้าถ้าเหยียบขึ้นไปแล้วเลขไม่ได้เป็นแบบที่ตัวเองพอใจเราร้องไห้นะ วันนั้นทั้งวันไม่มีความสุข เริ่มต้นทั้งวันไม่มีความสุขเลยเพราะว่าตัวเลขไม่ใช่แบบที่เราต้องการ
เราไม่อยากให้ความสุขของคุณมันมาถูกกำหนดเอาไว้ด้วยตัวเลขบนตาชั่ง หรือแม้กระทั่งรูปร่างหรืออะไรก็ตาม หาจุดสมดุลให้ดี เลือกอะไรที่เหมาะกับร่างกายของตัวเองจริง ๆ แล้วก็สุดท้ายดูแลสุขภาพจิตของตัวเองด้วย สำคัญมาก ๆ นะคะ
หมดแล้วค่ะ แค่อยากให้ทุกคนแบบสุขภาพดี และก็สุขภาพจิตดีด้วย ใครอยากจะให้มาแชร์เรื่องอะไรอีกก็ลองคอมเมนต์มานะคะ และก็หวังว่าคลิปนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับคนที่เข้ามาดูนะคะ ขอบคุณค่ะ"
ขอบคุณ : gypsykeerati
ดูโพสต์นี้บน Instagram
อ่านข่าวเพิ่มเติม