โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยครองอันดับ 2 ประเทศที่มีผู้หญิงเป็น CFO มากที่สุดในโลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 พ.ย. 2564 เวลา 07.35 น. • เผยแพร่ 11 พ.ย. 2564 เวลา 03.36 น.
ภาพจาก Pixabay

เครดิต สวิส เผยรายงานเรื่องความหลากหลาย พบประเทศไทยมีอัตราส่วนผู้หญิงดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก 

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 เครดิต สวิส (CSRI) หนึ่งในผู้ให้บริการด้านการเงินชั้นนำระดับโลก เผยรายงาน CS Gender 3000 ฉบับล่าสุดประจำปี 2021 ในหัวข้อ การอภิปรายเกี่ยวกับการเปิดกว้างเรื่องความหลากหลาย (Broadening the diversity discussion) พบว่า ประเทศไทยคว้าอันดับต้น ๆ ในด้านความหลากหลายทางเพศในตำแหน่งผู้บริหารระดับอาวุโส

ข้อค้นพบสำคัญสำหรับประเทศไทย

ประเทศไทยมีอัตราส่วนของผู้หญิงที่ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน (CFO) มากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก โดยเกือบครึ่งหนึ่งของประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินจากบริษัท 60 แห่งในประเทศไทย ในชุดข้อมูลที่ไม่ตรงกันนั้นเป็นผู้หญิง

ในแง่ของอัตราส่วนของผู้หญิงในตำแหน่งบริหาร (WiM) ประเทศไทยรั้งอันดับ 4 ของโลก ระดับความหลากหลายทางเพศในตำแหน่งผู้บริหารระดับอาวุโสของไทยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ 29 ในปี 2021 จากร้อยละ 28 ในปี 2019

ไทยติด 5 อันดับสูงสุดของประเทศที่มีผู้หญิงในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ที่ร้อยละ 1

ในระดับคณะกรรมการบริหาร ไทยมีอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา โดยอัตราส่วนของผู้หญิงในคณะกรรมการบริหารเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 6 เป็นร้อยละ 16.2 ในปี 2021 จากร้อยละ 11.6 ในปี 2015

5 ใน10 อันดับแรกของประเทศที่มีผู้หญิงเป็นผู้บริหารในอัตราส่วนสูงสุด ได้แก่ ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APAC) โดยมีเวียดนาม (ร้อยละ 34) ฟิลิปปินส์ (ร้อยละ 31) และไทย (ร้อยละ 29) ครอง 3 อันดับแรก ในขณะที่ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ อยู่ในอันดับถัดมาที่ร้อยละ 27 แต่ในทางกลับกัน อินเดีย (ร้อยละ 10) เกาหลีใต้ (ร้อยละ 8) และญี่ปุ่น (ร้อยละ 7) ครอง 3 อันดับสุดท้าย

ข้อค้นพบสำคัญระดับโลก

รายงาน Gender 3000 ประจำปี 2021 ให้ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับบริษัททั่วโลก และวิเคราะห์ความคืบหน้าที่เกิดขึ้นในการปรับปรุงภาพรวมด้านความหลากหลายทางเพศ นอกจากนี้ยังเน้นไปที่ตำแหน่งผู้บริหารมากกว่าตำแหน่งคณะกรรมการบริหาร เพื่อเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศที่เพิ่มขึ้น รายงานทำการวิเคราะห์การจำแนกเพศผู้บริหารอาวุโสจำนวน 33,000 คน จากกว่า 3,000 บริษัท ใน 46 ประเทศ รวมถึงบริษัทกว่า 1,440 แห่งใน 12 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

นอกจากนี้ยังติดตามข้อมูลความหลากหลายทางเพศของผู้บริหารอาวุโสและคณะกรรมการบริษัทในอุตสาหกรรมทั่วโลก โดยใช้มุมมองจากล่างขึ้นบน (bottom-up) เผยข้อมูลเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกในระดับคณะกรรมการบริหาร โดยมีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในระดับดังกล่าวเฉลี่ยร้อยละ 24 นอกจากนี้ ผู้หญิงที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารอาวุโส (ตำแหน่งระดับ “C-suite”) ยังเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20

แสดงถึงความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างความหลากหลายทางเพศที่เพิ่มมากขึ้นในตำแหน่งผู้บริหาร กับผลตอบแทนที่เหนือกว่าในด้านสินทรัพย์ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึงประสิทธิภาพของหุ้น ยิ่งมีความหลากหลายภายในองค์กรมากขึ้นเท่าใด ความสัมพันธ์เชิงบวกนี้จะชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น

สรุปสถานะของผู้หญิงในฐานะผู้ประกอบการ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อัตราส่วนของธุรกิจสตาร์ตอัพที่ก่อตั้งโดยผู้หญิงกับผู้ชายเพิ่มขึ้นจาก 0.62 เป็น 0.73 แต่ก็ยังคงเป็นความท้าทายสำหรับผู้ก่อตั้งที่เป็นผู้หญิง

ผู้หญิงในตำแหน่งระดับคณะกรรมการบริหาร

ระหว่างปี 2015 ถึงปี 2021 อัตราส่วนของผู้หญิงในระดับคณะกรรมการบริหารทั่วโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.9 ซึ่งมากขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงต้นทศวรรษ โดยยุโรปและอเมริกาเหนือเป็นทวีปอันดับต้น ๆ ที่มีผู้หญิงในตำแหน่งระดับคณะกรรมการบริหารโดยเฉลี่ยร้อยละ 34.4 และร้อยละ 28.6 ตามลำดับ ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกตามมาที่ร้อยละ 17.3 และละตินอเมริกาที่ 12.7% ประสิทธิภาพขององค์กรที่สัมพันธ์กับความหลากหลายทางเพศมีแนวโน้มสะท้อนถึงความแพร่หลายของการลงทุนใน ESG และแรงกดดันด้านนโยบายมากที่สุด

ประเทศในแถบยุโรปมีผู้หญิงนั่งในคณะกรรมการบริหารมากที่สุด โดยฝรั่งเศสครองอันดับ 1 ที่ร้อยละ 45 และสหราชอาณาจักรรั้งอันดับ 10 ที่ร้อยละ 35 ซึ่งบรรลุเป้าหมายเดิมที่ร้อยละ 30 จากแคมเปญ “The 30% Club” ซึ่งกำหนดไว้สำหรับ FTSE 100 และ FTSE 350

ในส่วนของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ความหลากหลายทางเพศในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยผู้บริหารหญิงมีตั้งแต่ร้อยละ 34 ในออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ (โดยที่ข้อกำหนดการเปิดเผยข้อมูลและการเน้นไปที่ ESG อาจคล้ายกับข้อกำหนดในยุโรปและอเมริกาเหนือมากกว่า) ไปจนถึงเพียงร้อยละ 9 ในเกาหลีใต้

อย่างไรก็ตาม ทุกประเทศในภูมิภาคล้วนมีความหลากหลายทางเพศในการบริหารองค์กรมากขึ้น โดยเฉพาะในออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ รวมถึงสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งระหว่างปี 2015 ถึง 2021 มีอัตราส่วนมากขึ้นระหว่างร้อยละ 10 ถึงร้อยละ 14

อย่างไรก็ตาม ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในทวีปเอเชีย อาทิ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ ยังมีอัตราการเพิ่มขึ้นของความหลากหลายในระดับที่น้อย โดยเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 3 ถึงร้อยละ 5 เท่านั้น ระหว่างปี 2015 และ 2021

ผู้หญิงในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง (C-suite)

รายงาน Credit Suisse Gender 3000 ยังได้ประเมินเกี่ยวกับวิธีการสะท้อนเรื่องความหลากหลายทางเพศในทีมผู้บริหาร อัตราส่วนเฉลี่ยของผู้หญิงในตำแหน่งผู้บริหารระดับอาวุโส (ที่กำหนดเป็นจำนวนผู้บริหารหญิงตามสัดส่วนของผู้บริหารทั้งหมดในฐานข้อมูล Gender 3000) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 17.6 ในรายงานปี 2019 เป็นร้อยละ 19.9 ในปี 2021

ยุโรปและอเมริกาเหนือมีอัตราส่วนผู้หญิงในตำแหน่งผู้บริหารมากที่สุด แต่ความแตกต่างระหว่างอัตราส่วนใน 2 ภูมิภาคนี้กับภูมิภาคอื่น ๆ ของโลกนั้นน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับความแตกต่างในระดับคณะกรรมการบริหาร ตัวอย่างเช่น ช่องว่างของสถิติระหว่างยุโรปกับเอเชีย-แปซิฟิก (ยกเว้นญี่ปุ่น) ในระดับผู้บริหารอยู่ที่ร้อยละ 1 เท่านั้น

จำนวนประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) หญิงทั่วโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 27 แม้กระนั้นก็ยังคิดเป็นเพียงร้อยละ 5.5 ของประธานเจ้าหน้าที่บริหารทั้งหมด แต่จำนวนประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) ที่เป็นผู้หญิงเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 17 โดยปัจจุบันคิดเป็นร้อยละ 16 ของตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินทั่วโลก

ยุโรปมีอัตราส่วนของผู้หญิงในตำแหน่ง CEO ที่ร้อยละ 6.7 และมีอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019 อย่างไรก็ตาม สัดส่วนในเอเชีย (ยกเว้นญี่ปุ่น) ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 6.2 ในขณะที่ของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ร้อยละ 5.6 โดย 3 ประเทศในเอเชียติด 5 อันดับสูงสุดของประธานเจ้าหน้าที่บริหารหญิงของโลก นำโดยเวียดนาม (ร้อยละ 16.7) ซึ่งครองอันดับ 3 ตามหลังอันดับที่ 1 นอร์เวย์ (ร้อยละ 25) และอันดับที่ 2 สวีเดน (ร้อยละ 19) ตามมาด้วยสิงคโปร์ (ร้อยละ 16.3) และไทย (ร้อยละ 16.1) ในอันดับที่ 4 และ 5

ในระดับประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ยกเว้นญี่ปุ่น) อัตราส่วนของผู้หญิงในตำแหน่งดังกล่าวเข้าใกล้ระดับ 1 ใน 4 ของ CFO ทั้งหมดในภูมิภาค ซึ่งสูงกว่ายุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยเวียดนาม (ร้อยละ 58) ไทย (ร้อยละ 49) และสิงคโปร์ (ร้อยละ 40) ที่ครอง 3 อันดับแรกของโลกสำหรับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินหญิง

พลังแห่งความหลากหลาย “Diversity Premium”

แม้จะไม่ได้ระบุเหตุผลรองรับที่แน่ชัด แต่รายงาน Gender 3000 ฉบับก่อน ๆ ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทที่มีความหลากหลายทางเพศกับผลสัมฤทธิ์องค์กรและผลประกอบการหุ้นที่โดดเด่นกว่า หรือที่เรียกว่า พลังแห่งความหลากหลาย “Diversity Premium”

การศึกษาพบว่าข้อสรุปนี้ยังคงเป็นจริงอยู่ ด้วยคะแนนอัลฟ่า 200 bp ที่ประเมินผลมาจากกลุ่มบริษัทที่มีความหลากหลายทางเพศสูงกว่าค่าเฉลี่ย เทียบกับบริษัทที่มีความหลากหลายทางเพศต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งในความเหนือกว่านั้นยังรวมไปถึงคะแนนด้านเป้าหมายสู่ความยั่งยืน ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ด้วยเช่นกัน

รายงานฉบับล่าสุดยังชูประเด็นข้อค้นพบสำคัญอีกว่าบริษัทที่มีผลประกอบการโดดเด่นที่สุดต่างก็มีความหลากหลายทางเพศที่โดดเด่น ทั้งในระดับคณะกรรมการบริหารและตำแหน่งผู้บริหารอาวุโส (C-suite)

เพศและความหลากหลายที่เปิดกว้างขึ้น

รายงานฉบับนี้กล่าวถึงประเด็นที่เหนือไปกว่ามุมมองแบบไบนารีชายและหญิง และยังเข้าไปสำรวจหลายบริษัทในแง่ของการเปิดกว้างทางความหลากหลายในองค์กร และนโยบายที่เอื้อและครอบคลุมทุกอัตลักษณ์ทางเพศให้ได้เป็นส่วนหนึ่งโดยทั่วถึงกัน นอกจากนี้ รายงานยังแสดงให้เห็นอีกว่าบริษัทที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางเพศอย่างเปิดกว้างมักจะมีแนวโน้มที่จะปฏิบัติงานได้ดีกว่า ซึ่งสอดคล้องไปกับนโยบายทางสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาลของตัวองค์กรเอง

รายงานฉบับนี้ได้นำดัชนีมูลค่าตลาดและพื้นฐานผลประกอบการมาเฟ้นหาบริษัทกว่า 400 แห่งที่มีจุดยืนสนับสนุน LGBT โดยคัดเลือกบริษัทจากแหล่งข้อมูลภายนอกหลากหลายช่องทาง ซึ่งเน้นไปที่การประเมินนโยบายของบริษัท แนวทางการทำงาน และสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของ LGBT+ เพื่อทำความเข้าใจผลสัมฤทธิ์ที่มาจากการสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ ผ่านมุมมองของการรวม LGBT เข้าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

การวิเคราะห์นี้บ่งชี้ว่า นักลงทุนที่ต้องการเพิ่มผลตอบแทนสูงสุดควรให้ความสนใจกับบริษัทที่ให้ความสำคัญกับผู้หญิงและการเปิดกว้างรับความหลากหลาย ในฐานะกลยุทธ์หลักขององค์กร

ผู้ถือผลประโยชน์ร่วมให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลความหลากหลายมากกว่ากลุ่มคนระดับคณะกรรมการบริหารและผู้บริหาร เมื่อดูบริษัทชั้นนำ 300 แห่งในสหรัฐอเมริกาตามมูลค่าราคาตลาด ทีมผู้เขียนพบว่าภาคส่วนธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการเปิดเผยความหลากหลายในสถานที่ทำงานในระดับต้น ๆ ได้แก่ พลังงาน สาธารณูปโภค และการเงิน และในส่วนของ 3 ภาคส่วนที่รั้งท้ายตาราง ได้แก่ วัสดุ อุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค

ช่องว่างเกี่ยวกับเพศในกลุ่มผู้ประกอบการ

บทบาทตัวแทนของผู้หญิงในการเป็นผู้ประกอบการได้เพิ่มในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราส่วนของธุรกิจสตาร์๖อัพที่ก่อตั้งโดยผู้หญิงเทียบกับผู้ชายที่เพิ่มขึ้นจาก 0.62 เป็น 0.73 เราพบว่าธุรกิจที่ก่อตั้งโดยผู้หญิงมีขนาดเล็กกว่าธุรกิจที่ก่อตั้งโดยผู้ชาย และมีรายได้รวมถึงการประเมินมูลค่าที่ต่ำกว่า ในบรรดาธุรกิจยูนิคอร์น 100 อันดับแรกทั่วโลก ไม่มีธุรกิจใดก่อตั้งโดยทีมที่สมาชิกเป็นผู้หญิงล้วน

ในขณะที่สินทรัพย์ภายใต้การบริหารที่นำไปใช้กับ “การลงทุนผ่านมุมมองที่เกี่ยวกับเพศ” ได้เพิ่มขึ้นเป็น 1หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสแรกของปี 2564 ซึ่งนั่นหมายความว่า ยังมีสิ่งที่เราสามารถทำได้อีกเพื่อพัฒนาบทบาทตัวแทนของผู้หญิงในการเป็นผู้ประกอบการให้ดียิ่งขึ้น

ไลดี ฮัดสัน CEO of Sustainability, Research & Investment Solutions ของเครดิต สวิส กล่าวว่า “ความหลากหลายและการทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ถือเป็นหัวใจสำคัญของการมุ่งสร้าง ESG ในกลุ่มนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบาย โดยเฉพาะการสร้างบรรทัดฐานว่าธรรมาภิบาลที่ดีนั้นเป็นอย่างไร งานวิจัยชิ้นนี้ได้สรุปความเชื่อมโยงที่น่าสนใจของความหลากหลายซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพและผลประกอบการขององค์กร ในฐานะที่ธุรกิจของเราเป็นธุรกิจระดับโลก

เราจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความหลากหลายของผู้คนและแนวคิดอยู่เสมอ และการได้เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์อันเป็นผลดีจากแนวคิดนี้ก็ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี อย่างไรก็ดี ตามที่รายงานได้สรุปไว้นั้น เรายังมีจุดที่พัฒนาต่อไปได้อีก งานวิจัยดังเช่น Gender 3000 ถือเป็นงานวิจัยนำร่องที่ช่วยให้เราประเมินตัวเองได้ว่าเราอยู่ที่จุดใด และเรายังต้องเดินหน้าต่อไปอีกไกลแค่ไหน เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความเท่าเทียม”

ริชาร์ด เคิร์สลีย์, Head of Global Thematic Research ของเครดิต สวิส กล่าวว่า “เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้เห็นความหลากหลายในคณะกรรมการบริหารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในรายงาน Gender 3000 ฉบับล่าสุดของเรา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างความหลากหลายทางเพศกับผลประกอบการอันโดดเด่นขององค์กร อย่างไรก็ตาม ดังที่ปฏิบัติมาโดยตลอด

รายงานของเราไม่ได้ระบุเหตุและผลในบทวิเคราะห์ แต่จะมุ่งชี้ไปที่ความเชื่อมโยงที่สังเกตเห็นได้ชัดและมีความต่อเนื่อง และถึงแม้เราจะรู้ดีว่าความหลากหลายทางเพศภายในฝ่ายบริหารและคณะกรรมการบริหารเริ่มกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก แต่ก็ยังมีส่วนที่ต้องพัฒนาต่ออีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่กำลังเติบโตและเป็นดาวเด่นในเอเชีย

ในรายงานของปีนี้ เราได้เจาะลึกผ่านมุมมองของการนับรวมกลุ่ม LGBT ให้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร และยังพบว่าผู้ถือหุ้นเริ่มหันมาให้ความสนใจกับหัวข้อของความหลากหลายนี้ในวงกว้างมากขึ้นอีกด้วย”

 

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...