โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

SCBX กับการแปรรูป เป็นบริษัท Holding ยิ่งแตกยิ่งโตจริงหรือ?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 ต.ค. 2564 เวลา 06.13 น. • เผยแพร่ 18 ต.ค. 2564 เวลา 06.13 น.

ส่วนตัวผมเห็นว่า การแปรรูปของ SCB เป็นเรื่อง "การยิ่งแตกยิ่งโต" เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเปลี่ยนให้สถาบันการเงินเป็น Tech Companyแต่การกำกับดูแลก็มีความสำคัญพอๆ กัน

            เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศของคณะกรรมการ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) ในการแปรรูปหรือการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งขึ้นมาใหม่ ที่เรียกว่า SCBX ยานแม่ตัวใหม่ โดยจะถอดถอน SCB ออกจากตลาดหลักทรัพย์ และนำบริษัท SCBX เข้าจดทะเบียนเป็นบริษัทจดทะเบียนแทนในรูปลักษณะของบริษัท Holding Company

            มีคำถามว่า การจัดตั้งบริษัท Holding Company ของสถาบันการเงินนั้น เป็นเรื่องใหม่ในขวดเก่าหรือไม่ และเป็นการยิ่งแตกยิ่งโตตามแนวคิดของนายห้างเทียม โชควัฒนา ในการสร้างกลุ่มบริษัทสหพัฒน์ในอดีต

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันการกำกับดูแลของสถาบันการเงินและการประกอบธุรกิจภาคการเงินได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องการให้บริการครบวงจร ได้เริ่มมาประมาณหลังปี พ.ศ.2540 ที่เรียกว่า Universal Banking ทำให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บรรดาธนาคารพาณิชย์ไทยต่างๆ ได้มีการจัดตั้งบริษัทที่ให้บริการทางการเงินเป็นบริษัทลูกเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทบัตรเครดิต บริษัทสินเชื่อส่วนบุคคล บริษัทบริหารสินทรัพย์ บริษัทจัดการกองทุนรวม หรือบริษัทประกันภัยและประกันวินาศภัย หรือบริษัทที่ทำด้าน Fintechและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องด้านเทคโนโลยีด้านการเงิน แต่ไม่ได้ดำเนินการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากธุรกิจของบริษัทลูก

            มาวันนี้ธนาคาร SCB ได้เป็นผู้บุกเบิกในการจัดโครงสร้างบริษัทขึ้นมาใหม่เพื่อจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทลูกที่เป็นการให้บริการทางการเงินครบวงจรในการที่จะนำบริษัทดังกล่าวเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตเพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้นและมีความยืดหยุ่น รวมทั้งในการขยายธุรกิจใหม่ๆ โดยการ Spin off หาผู้ร่วมทุนในบริษัทลูกเพื่อสร้างมูลค่าให้กับบริษัทและผู้ถือหุ้น หรืออาจเรียกได้ว่า ทำเพื่อให้ "ยิ่งแตกยิ่งโต"

            โดยธุรกิจต่างๆ ของธนาคารแบ่งเป็นธุรกิจหลัก 2 ประเภท คือ

                  1.ธุรกิจที่มีกระแสเงินสดอยู่ตลอดเวลาที่เรียกว่า CashCow Company เช่น ธุรกิจธนาคาร รับฝากเงิน การปล่อยสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่ บริษัทประกัน และเปลี่ยนเป็น Digital และ Tech Company อันเป็นธุรกิจหลักของธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบัน

                  2.ธุรกิจที่มีโอกาสเจริญเติบโตสูงในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือการร่วมลงทุน (Joint Venture) กับผู้ประกอบธุรกิจที่มีความชำนาญโดยการนำฐานข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่ในปัจจุบันกว่า 14ล้านราย เพื่อขยายฐานลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ เช่น ในประเทศอินโดนีเซียและเวียดนามให้เพิ่มขึ้นเป็น 200 ล้านราย โดยโอกาสนำ ธุรกิจ New Growth ของกลุ่มบริษัทที่แตกตัวออกมา หากเมื่อได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตก็จะเป็นการสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นของธนาคาร SCB ได้อีก เช่น

                        1)ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลและธุรกิจบัตรเครดิต Card X (ซึ่งจะกระทบกับกลุ่มธุรกิจบัตรเครดิตเดิม เช่น KTC หรือ AEON)

                        2)เข้าแข่งขันธุรกิจการปล่อยสินเชื่อกับเจ้าของรถหรูหรือยานพาหนะที่มีราคาแพง โดยเป็นพันธมิตรกับกลุ่มบริษัทมิลเลนเนียม Alpha X ที่มีความชำนาญในการบริหารจัดการยานพาหนะราคาแพงที่ขายเฉพาะกลุ่มเศรษฐีใหม่ของไทย

                        3)AISCB ร่วมลงทุนกับ AISที่มีฐานข้อมูลลูกค้ามือถือจำนวนมาก เพื่อทำสินเชื่อดิจิตอล

                        4)Tech X ร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเพื่อทำธุรกิจเทคโนโลยีระดับโลก

                        5)จัดตั้งกองทุน Venture Capital มูลค่าประมาณ 20,000-26,800 ล้านบาทร่วมกับเครือซีพี ในการทำธุรกิจเน้นการลงทุนในด้านเทคโนโลยีด้านการเงิน เช่น สินทรัพย์ดิจิทัลไฟแนนซ์และเทคโนโลยีอื่นๆ โดยการลงทุน Venture Capital นั้น เครือเจริญโภคภัณฑ์และกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์จะลงทุนเป็นจำนวนเงินฝ่ายละ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนที่เหลือก็จะระดมทุนจากนักลงทุนที่ได้รับการรับรองและเครดิต แต่ทั้งนี้ กลุ่มบริษัท SCB Connect ก็อาจจะเข้าร่วมทำงานใน Venture Capital ใหม่นี้ด้วย

                        6)Auto X ที่มีลักษณะการปล่อยสินเชื่อลิสซิ่งรถยนต์ให้กับผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มรากหญ้า ซึ่งจะเป็นคู่แข่งของกลุ่มให้สินเชื่อส่วนบุคคลกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็น เมืองไทยลิสซิ่ง ศรีสวัสดิ์เงินติดล้อ บริษัทเงินติดล้อ

                        7)SCB Abacus ที่ทำธุรกิจปล่อยสินเชื่อออนไลน์เงินทันเด้อโดยใช้เทคโนโลยี AI ซึ่งมีผู้ร่วมลงทุนชุดแรก 400 ล้านบาท และ

                        8)ธุรกิจส่งอาหารออนไลน์ที่เรียกว่าโรบินฮู้ด ภายใต้บริษัท Purple Inc. ซึ่งจะเป็นคู่แข่งการขายสินค้าผ่าน Platform ของ Grab และ Line

 จับตากลยุทธ์ SCB บรรลุวัตถุประสงค์ได้หรือไม่

            เราคงจะต้องจับตาดูว่ากลยุทธ์ที่ทาง SCB ได้กำหนดไว้นี้ว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ได้หรือไม่ เพราะมีขั้นตอนที่จะต้องเริ่มดำเนินงานอีกพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการขออนุมัติที่ประชุมผู้ถือหุ้น การจัดตั้งบริษัท การโอนพนักงานและลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโอนข้อมูลของลูกค้าต่างๆ ให้กับบริษัทลูกแต่ละอันที่ถูกแยกออกไป การดำเนินการตามแผนดังกล่าวคงมีประเด็นข้อกฎหมายและภาษีที่จะต้องพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นการ Delistหรือถอดถอนโครงสร้างบริษัท SCB ออกจากตลาดพร้อมการแลกหุ้นในบริษัท SCBX แต่ไม่น่าจะยุ่งยากเพราะสิ่งเหล่านี้สถาบันการเงินในอดีตได้ทำมาแล้ว รวมถึงการกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยหากมีการขยายรูปแบบธุรกิจแบบนี้

            ความจริงแนวคิดของการแยกธนาคารพาณิชย์ให้เป็นบริษัทลูกของบริษัท​ Holding Company ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่เพราในอดีตเคยมีสถาบันการเงินที่เป็นธนาคารพาณิชย์ได้ดำเนินการจัดโครงสร้าง แบบ Holding Company มาแล้ว 2 ธนาคาร คือ

            1.กลุ่มธนาคารทิสโก้ ที่มีการแลกหุ้นและจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งถือหุ้น ของบริษัทลูกทั้งหมดในกลุ่มที่ให้บริการทางการเงิน

            2.กลุ่มทุนธนชาตจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีการถือหุ้นผ่านธนาคารธนชาตที่ถือหุ้นบริษัทลูกที่ประกอบธุรกิจการเงิน และปัจจุบันได้ควบรวมเป็นธนาคาร TTB

            เพียงแต่ว่าการจัดกลุ่มบริษัทลูกที่ไม่ได้มีการหาผู้ร่วมทุนทำธุรกิจในด้านเทคโนโลยีหรือธุรกิจปล่อยกู้ โดยผ่านเทคโนโลยีต่างๆ อย่างจริงจัง

            ดังนั้น การดำเนินงานของ SCB ในวันนี้ ในเชิงกฎหมายและภาษีอากรจึงถือว่าไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ ความจริงการพยายามที่จะนำธนาคารพาณิชย์ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นเรื่องที่มีความพยายามคิดกันอยู่มาช้านาน เพราะเชื่อว่าการเป็นธนาคารพาณิชย์และยังถูกกำกับด้วยบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น จะเป็นภาระและทำให้การประกอบธุรกิจไม่สามารถ ดำเนินการได้อย่างเสรีและรวดเร็วเพราะการกำกับดูแลของธนาคารพาณิชย์ ในลักษณะของ Consolidated Supervision จะทำให้บริษัทลูกต่างๆ ของธนาคารพาณิชย์มีข้อจำกัดในการทำธุรกิจเช่นกัน 

บททดสอบสำคัญสำหรับธนาคารอื่น

            การตัดสินใจของ SCB ครั้งนี้ก็เป็นบททดสอบที่จะทำให้ธนาคารพาณิชย์อื่นจะต้องมาเหลียวมองว่า สถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ธนาคารกสิกรไทย จำกัด ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ซึ่งมีบริษัทลูกที่ให้บริการทางการเงินครบวงจรอยู่แล้วจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เช่นเดียวกับ SCB หรือไม่

            มีข้อสังเกตว่า ธุรกรรมในการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งในประเทศไทยเป็นเรื่องใหม่หรือไม่

            โดย คุณณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ได้ให้ความเห็นไว้น FB ของท่านโดยได้ยกตัวอย่างรูปแบบ Bank Holding Companyในสหรัฐอเมริกาว่า "เรื่องแบบนี้ใม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ธนาคารกลางสหรัฐฯ จริงๆ แล้วสนับสนุน Bank Holding Company เสียด้วยโดยให้มีการแยกธุรกิจ Bank และ Nonbank ออกจากกันอย่างชัดเจนเพื่อลดความเสี่ยงและมีการกำกับดูแลและมีการปรับปรุงกฎหมายมาเรื่อยๆ ตลอดเกือบ 70 ปีที่ผ่านมา เช่น การห้ามการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity)

            และล่าสุด (ปี พ.ศ.2546) มีการออก Regulation W เพื่อควบคุมรายการเกี่ยวโยงกันระหว่างสถาบันการเงินและบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน, การซื้อขายสินทรัพย์ระหว่างกัน, การร่วมลงทุนระหว่างกัน, การค้ำประกัน และการใช้สินทรัพย์ของบริษัทที่เกี่ยวข้องกันเป็นหลักประกัน, การให้กู้ยืมเงินกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน โดยมีหลักประกันไม่เหมาะสม, การซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน

            ซึ่งรายการเหล่านี้ หากเกินกว่าวงเงินที่กำหนดไว้ จะต้องมีการทำรายงานอย่างละเอียด หากทำผิดกฎที่กำหนดไว้ บริษัทอาจจะโดนลงโทษทางแพ่งและมีค่าปรับที่รุนแรง รวมทั้งปัญหาการผูกขาดของธุรกิจบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์อีกส่วนหนึ่งด้วย

            ข้อที่ต้องระวังว่า หากในอนาคตของการทำแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ แต่เป็นธุรกิจสถาบันการเงินมีปัญหาเพราะถูก Disrupt จนไม่สามารถอยู่ได้ต่อไป หรือเกิดวิกฤติการณ์จนล้มละลาย Bank Holding Company จะยอมทิ้งธนาคารและเก็บรักษามูลค่ากิจการในธุรกิจอื่นที่เหลือไว้แทนหรือไม่ที่กล่าวไว้ข้างต้นในการผ่องถ่ายทรัพย์สินและผลประโยชน์ออกมาจากธนาคารลูกให้ได้มากที่สุด"

            คุณณัฐ เหลืองนฤมิตชัย เสนอว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยและรัฐบาลควรที่จะศึกษาข้อมูลเหล่านี้และออกกฎที่มากำกับดูแล Bank Holding Company ให้ดีขึ้นอย่างเร่งด่วน เพื่อที่จะลดความเสี่ยงและปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยการออกกฎหมายเพื่อให้มีอำนาจในการกำกับดูแล Bank Holding Company อย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ในอนาคต

            ข้อสังเกตข้างต้นของคุณณัฐเป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ในอนาคตหากมีธนาคารพาณิชย์อื่นๆ จะดำเนินการทำนองเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยควรกำกับดูแลแบบใด

            ส่วนตัวผมจึงเห็นว่า การแปรรูปของ SCB เป็นเรื่อง "การยิ่งแตกยิ่งโต" เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเปลี่ยนในสถาบันการเงินเป็น Tech Companyแต่การกำกับดูแลก็มีความสำคัญพอๆ กัน

            หากดูจากแผนโครงสร้างและแผนงานของ SCB ถ้าหากทำได้จริง SCB ก็จะกลายเป็นสถาบันการเงินที่ตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่ สร้างมูลค่าให้ธุรกิจและสามารถตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี แต่ต้องดูว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำกับดูแลและมีนโยบายเช่นใดในอนาคต

            จากประสบการณ์ของผมในฐานะที่เคยเป็นที่ปรึกษาการควบรวมกิจการของสถาบันการเงินไทยมาตลอดระยะเวลา 30 ปี ที่ผ่านมานั้น พบว่าการตัดสินใจของธนาคาร SCB ครั้งนี้ จะส่งผลกระทบให้กับธนาคารพาณิชย์อื่นๆ ที่จะต้องนำมาดูว่ากลยุทธ์และยุทธศาสตร์โดยการยิ่งแตกและยิ่งโตของ SCB จะประสบความสำเร็จได้จริงหรือไม่ เป็นเรื่องที่รอการพิสูจน์ในเวลาอันใกล้นี้แม้ขณะนี้ตลาดทุนได้ตอบรับในเชิงบวกไปแล้ว

            โดยส่วนตัวผมเห็นว่า ยุทธศาสตร์นี้เป็นการตัดสินใจที่รวดเร็วให้ธุรกิจสถาบันการเงินเปลี่ยนเป็นบริษัทเทคโนโลยีย่อมได้เปรียบแน่นอน ผมมีข้อสังเกตในประเด็นที่สำคัญดังนี้

            1.จะทำอย่างไรให้แผนงาน ให้แผนการแยกธุรกิจออกจากกันตามหลักยิ่งแตกยิ่งโตมีความชัดเจนว่าจะเป็นประโยชน์กับพนักงาน ลูกจ้าง ผู้ถือหุ้น และ Stakeholders คนอื่นๆ (เช่น ลูกหนี้ ลูกค้า) ในระยะยาวต่อไป และจะขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์นี้ได้อย่างไร โดยผู้ถือหุ้น กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน ของกลุ่มบริษัทเหล่านั้น จะต้องมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน โดยทุกฝ่ายเข้าใจเจตนารมณ์ และช่วยกันขับเคลื่อนให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการแยกทำธุรกิจดังกล่าวนี้ได้ โดยไม่ใช่เป็นธุรกิจที่แยกเป็นส่วนๆ หรือ Silo แต่จะหาทางให้เกิดความร่วมมือ (Collaboration) ของแต่ละองค์กรของลูกอย่างไร

            2.การใช้ข้อมูล (Data) ลูกค้า การแชร์กลยุทธ์ การกำหนดวิสัยทัศน์ การทำงาน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อให้เกิดการประสานงานเพื่อทำให้การขับเคลื่อนนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ เป็นเรื่องสำคัญมาก โดยต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

            3.ผมหวังว่ารูปแบบยิ่งแตกยิ่งโตนี้จะทำให้ประชาชนระดับรากหญ้าและผู้ด้อยโอกาส ธุรกิจ SME จะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่ายขึ้นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้

            4.ผมเชื่อว่า จำนวนพนักงานของธนาคารและบริษัทลูกจะต้องมีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พนักงานของธนาคารและบริษัทลูกจึงต้องพร้อมที่จะรับความเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้ธุรกิจใหม่ๆ ต่อไป

            5.การติดตามนโยบายการกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยในกรณีของสถาบันการเงินอื่นๆ หากจะทำในรูปแบบเดียวกัน จะป้องกันไม่ให้เกิดประเด็นถ่ายโอนผลประโยชน์ และการมีอำนาจเหนือตลาดจากการผูกขาดได้อย่างไร

            เรื่องนี้เป็นเรื่องท้าทายการทำธุรกิจการเงินในรูปแบบใหม่ ผมขอเป็นกำลังใจให้กับคณะกรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และลูกค้า ของธนาคารไทยพาณิชย์ ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงองค์กรครั้งนี้ ให้ประสบความสำเร็จ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...