โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

AI จะแก้ปัญหาคอร์รัปชันในไทยได้จริงหรือไม่ สรุปข้อมูล งานเสวนา Corruption Disruptors

Techhub

อัพเดต 16 ก.ค. 2568 เวลา 13.40 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 13.40 น.

ต้องยอมรับว่า ปัญหาคอร์รัปชันฝังรากลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน และแม้จะมีความพยายามแก้ไขมาตลอดหลายทศวรรษ แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้นอย่างที่คาดหวัง

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายนี้ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้กลายเป็นความหวังใหม่ที่อาจเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับปัญหาดังกล่าว แต่คำถามสำคัญคือ AI จะสามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชันในไทยได้จริงหรือไม่?

Techhub ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานสัมนา Corruption Disruptors โดยบนเวที ได้มีการพูดถึงปัญหาของที่บ้านเรา อาจจะยังไม่สามารถแก้ปัญหา Corruption ได้ไม่สำเร็จ รวมถึงเคสกรณีตัวอย่างที่สนใจ

หัวใจของปัญหา ข้อมูลที่ไม่เปิด (Open Data)

อุปสรรคสำคัญที่สุดที่ขัดขวางการใช้ AI เพื่อต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศไทย คือ การขาดข้อมูลภาครัฐที่เปิดเผยอย่างเป็นระบบ แม้ AI จะมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ แต่หากไม่มีวัตถุดิบ ซึ่งก็คือข้อมูลที่สะอาด ครบถ้วน และอยู่ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์อ่านได้ (Machine-Readable) AI ก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน ข้อมูลของหน่วยงานรัฐไทยกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ มากกว่า 25 แห่ง แต่ละแห่งมีรูปแบบการจัดเก็บและมาตรฐานที่แตกต่างกัน การเข้าถึงข้อมูลก็ทำได้ยากลำบาก ประชาชนหรือแม้แต่นักพัฒนาอาจต้องคลิกเข้าไปในเว็บไซต์หลายสิบลิงก์เพื่อค้นหาข้อมูลที่ต้องการ ซึ่งบางครั้งก็เป็นเพียงไฟล์ภาพหรือ PDF ที่ไม่สามารถนำไปประมวลผลต่อได้ง่ายๆ

สภาพเช่นนี้ทำให้การตรวจสอบเป็นไปได้ยาก และเป็นช่องโหว่ให้การทุจริตยังคงดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีใครเห็นดังนั้น การจะปลดล็อกศักยภาพของ AI ได้นั้น ต้องเริ่มต้นจากการที่ทุกหน่วยงานรัฐต้องเปลี่ยนวิธีคิดและยอมรับหลักการ เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น หรือ Open Data by Default สร้างมาตรฐานข้อมูลให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และทำให้ข้อมูลเหล่านั้นอยู่ในรูปแบบที่พร้อมใช้งาน

กรณีศึกษาจากอินโดนีเซีย เมื่อ AI กลายเป็นเครื่องมือจับโกง

อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจซึ่งประสบความสำเร็จในการนำ AI มาใช้ต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม โดยคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (KPK) ของอินโดนีเซีย ได้นำ AI มาใช้ในหลายมิติ เช่น

– ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์บัญชีทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่รัฐกว่า 400,000 ฉบับ เพื่อตรวจจับรูปแบบที่ผิดปกติ เช่น การซุกซ่อนทรัพย์สิน หรือการเติบโตของทรัพย์สินที่ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถพุ่งเป้าไปที่กรณีที่มีความเสี่ยงสูงได้ จากเดิมที่สามารถตรวจสอบด้วยมนุษย์ได้เพียง 20%

– เชื่อมโยงเครือข่ายทุจริต โดย AI สามารถวิเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลจากหลากหลายหน่วยงาน เช่น ข้อมูลที่ดิน ทะเบียนรถยนต์ และข้อมูลบริษัท เพื่อเปิดโปงเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ บริษัทบังหน้า (Shell Company) และสมาชิกในครอบครัว ทำให้เห็นภาพความเชื่อมโยงที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถมองเห็นได้

– คาดการณ์ความเสี่ยง ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลในอดีต AI สามารถช่วยคาดการณ์โครงการหรืองบประมาณที่มีความเสี่ยงต่อการคอร์รัปชันสูง ทำให้หน่วยงานสามารถทำงานเชิงรุกเพื่อป้องกันได้ก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้น

ความสำเร็จของอินโดนีเซียชี้ให้เห็นว่า หากมีโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่พร้อม AI จะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังอย่างยิ่ง

AI ในบริบทไทย จากคดีกำนันนกถึงเครื่องออกกำลังกายราคาแพง

แม้ในไทยการใช้ AI ในภาครัฐอาจจะยังไม่แพร่หลายเท่าอินโดนีเซีย แต่ก็เริ่มมีกรณีที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมันเช่นกัน

กรณีคดีกำนันนก เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ตำรวจสอบสวนกลางมีการใช้ระบบ AI ในขั้นต้น เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของกรมบัญชีกลาง และพบความผิดปกติในทันทีว่าบริษัทของกำนันนกชนะการประมูลโครงการภาครัฐจำนวนมากถึงกว่า 200 โครงการต่อปีในช่วง 5 ปีหลังสุด หรือเฉลี่ยเพียงวันครึ่งต่อหนึ่งโครงการ ตัวเลขที่น่าสงสัยนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หน่วยงานต่างๆ เช่น สรรพากร และ ปปง. เข้ามาร่วมตรวจสอบได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

ในขณะเดียวกัน ภาคประชาสังคมอย่างองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ก็ได้พัฒนาเครื่องมือ ACT Ai ขึ้นมา โดยดึงข้อมูลจากระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (e-GP) ซึ่งมีอยู่แล้วแต่ประชาชนเข้าถึงยาก มาจัดเรียงใหม่และใช้ AI ที่ตั้งเกณฑ์ (Rule-based) ในการตรวจสอบความผิดปกติเบื้องต้น เช่น

โครงการที่มีผู้เสนอราคาห่างกันไม่ถึง 1%, บริษัทที่มีกรรมการคนเดียวกันเข้าประมูลแข่งกัน หรือการตั้งราคาสูงกว่าปกติอย่างมาก กรณีการจัดซื้อลู่วิ่งและจักรยานออกกำลังกายราคาหลายแสนบาทของ กทม. ก็ถูกเปิดโปงและทำให้สังคมเห็นภาพความไม่ชอบมาพากลได้ง่ายขึ้นจากเครื่องมือลักษณะนี้

AI ไม่ใช่ไม้กายสิทธิ์ แต่เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง

ท้ายที่สุดแล้ว AI ไม่ใช่ไม้กายสิทธิ์ ที่จะเสกให้ปัญหาคอร์รัปชันหายไปได้ในพริบตา แต่มันคือ เครื่องมือ ที่จะเข้ามาช่วยให้การทำงานของภาครัฐโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น มันสามารถเปลี่ยนข้อมูลที่ซับซ้อนและกระจัดกระจายให้กลายเป็นหลักฐานที่มองเห็นและนำไปสู่การดำเนินการได้ (Visible & Actionable)

ความสำเร็จของการใช้ AI ในการต่อสู้กับคอร์รัปชันไม่ได้ขึ้นอยู่กับความฉลาดของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นทางการเมือง ความกล้าที่จะเปิดเผยข้อมูลของหน่วยงานรัฐ การสร้างธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) และการส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ หากเราสามารถสร้างระบบนิเวศเหล่านี้ให้เกิดขึ้นได้จริง AI ก็จะเป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยให้สังคมไทยก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือมากขึ้นได้อย่างแน่นอน

ที่มา
งานเสวนา Corruption Disruptors


⭐️Techhub รวม How To , Tips เทคนิค อัปเดตทุกวัน

กดดูแบบเต็มๆ ที่ www.techhub.in.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...