[E-bookจบแล้ว]ทะลุมิติสู่โลกนิยาย คุณหนูตัวประกอบปากแซ่บผู้ถูกอ่านใจ
ข้อมูลเบื้องต้น
ทะลุมิติสู่โลกนิยาย คุณหนูตัวประกอบปากแซ่บผู้ถูกอ่านใจ
สถานะ : มีE-bookแล้ว
ล่าสุดเล่ม 6(จบ)
คำนำ
หลังจากที่เซี่ยหมิงจูสิ้นอายุขัยในโลกยุคปัจจุบันอย่างสงบ เธอดันทะลุมิติสู่โลกแห่งนิยายจีนโบราณ และได้กลายมาเป็นตัวละครในเรื่อง!
เซี่ยหมิงจูต้องสวมบทบาทเป็นคุณหนูสายตรงแห่งตระกูลขุนนางผู้พิทักษ์แผ่นดิน อันมีชะตากรรมสุดอาภัพเป็นได้แค่ตัวประกอบ ที่ถูกตัวละครอื่นๆเหยียบย่ำครั้งแล้วครั้งเล่า!
เป็นตัวประกอบยังพอทำใจ แต่เรื่องราวต่อจากนี้ถึงกับพอเลย! ทุกคนในครอบครัวของเธอในภายหลัง ล้วนแล้วแต่ต้องเผชิญกับจุดจบอันน่าเวทนาขั้นสุด!
[โถ่…ท่านพ่อผู้แสนดีของข้า ถูกสหายคนสนิทลอบวางยาพิษ พร้อมส่งไปตายกลางสมรภูมิเดือดภายใต้สภาพไร้เรี่ยวแรงสุดขีด ท้ายสุดจึงพลาดท่าถูกห่าฝนธนูนับร้อยพันปักทะลวงจร่างพรุนจนสิ้นชีพ!]
[พี่ใหญ่ยิ่งรันทดหนัก ต้องพลัดตกหน้าผาตายในระหว่างตรวจตราเขตชายแดน ร่างศพแหลกสลายแทบไม่เหลือเค้าเดิม!]
[ส่วนพี่รอง รายนี้เรียกว่าน่าอเนจอนาถยิ่งนัก ถูกหลอกให้เข้าบ่อนจนเสพติดหนักกลายเป็นผีพนัน เสียเงินนับแสนตำลึงจนถูกท่านพ่อขับไล่ออกจากวงศ์ตระกูล โดนเจ้าหนี้ตัดมือยังไม่พอ ซ้ำยังถูกเฉือน…กล่องดวงใจที่แสนสำคัญยิ่งทิ้งอีก! จุดจบมิอาจยอมรับต้องกลายมาเป็นขยะไร้ค่าได้ จึงตัดสินใจโดดแม่น้ำปลิดชีพอย่างน่าสลด!]
[สำหรับพี่สาม ดันช่วยคนไม่ดูตาม้าตาเรือ พาสตรีโฉมงามที่ไหนไม่รู้กลับจวนเพราะความสงสาร ทว่าแท้จริงแล้ว สตรีนางนั้นกลับเป็นนักฆ่าที่องค์ชายหนิงส่งมาสังหารตั้งแต่ต้น วิ่งลงเหวเองแท้ๆพี่สาม!]
[พี่สี่คนนี้มีวรยุทธ์ลมปราณล้ำเลิศ นับเป็นยอดนักรบโดยกำเนิด แต่กลับถูกคนทรยศหักหลัง จุดจบต้องถูกแขวนประจานอยู่บนกำแพงเมือง ปล่อยทิ้งร่างจนเน่าเปื่อยถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน!]
[แล้วก็ เฮ้ออ…พี่ห้าตัวแสบของข้าคนนี้ ชะตากรรมถือว่าบัดซบที่สุดแล้ว ต้องถูกจับขังกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงให้พวกคนชั้นสูงทรมานเล่นทั้งกายและใจ สุดท้ายเสียสติกลายเป็นบ้า มิหนำซ้ำยังถูกฆ่าตายอย่างสยดสยองในระหว่างที่ถูกเนรเทศ!]
[โอ๊ย สวรรค์! นี่มันครอบครัวตัวประกอบที่เขียนบทมาเพื่อฆ่าทิ้งชัดๆ! หน้าที่เดียวของพวกเขาคือการเป็นบันไดให้คู่พระนางเหยียบย่ำ รวมถึงตัวนางเองด้วยเช่นกัน! ตายบ้าง พิการบ้าง กลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงบำเรอกามก็ยังมี! ชะตากรรมชักจะน่ารัดทนเกินไปแล้ว!]
ทว่ามีอยู่สิ่งหนึ่งที่เซี่ยหมิงจูไม่รู้เลยก็คือ… ยามนี้ทุกคนในครอบครัวต่างก็ได้ยินเสียงความคิดภายในใจของนาง!?
และไม่ทันที่นางจะได้ตั้งหลักดีด้วยซ้ำ เหล่าสมาชิกทั้งหลายในตระกูล จากเดิมที่ควรต้องเผชิญพบกับจุดจบอันแสนโหดร้าย… แต่ละคนกลับเริ่มแปรเปลี่ยนชะตากรรมของตัวเองกันแล้ว!
มิเพียงไม่ยอมตายเท่านั้น แต่ทุกคนยัง ‘ฮึดสู้สุดใจ’ ดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่ออนาคตที่ดีกว่า!
*****
E-book เล่ม1 : https://novel.dek-d.com/ebook/30692/
บทที่1 ความดีที่สมควรได้รับการตอบแทน
บทที่1 ความดีที่สมควรได้รับการตอบแทน
เข็มนาฬิกาสั้นยาวชี้ไปที่เลข 12 บ่งบอกเป็นเวลาเที่ยงคืนตรง —
เสียงแจ้งเตือนหนึ่งดังขึ้นจากมือถือของเซี่ยหมิงจู ข้อความใหม่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ WeChat ของเธอ
[ชีวิตใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง : ขอเพิ่มคุณเป็นเพื่อน]
เซี่ยหมิงจูซึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงคนไข้อันเย็นเยียบ เริ่มพลิกตัวขยับเล็กน้อยด้วยความยากลำบาก ปากของเธอถูกสอดท่อช่วยหายใจเอาไว้พร้อมเทปผ้าที่ใช้ยึดท่อพันรอบใบหน้าไว้แน่นหนา ทำเอาใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นยิ่งดูบิดเบี้ยวผิดรูปเข้าไปใหญ่
เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือน เธอจึงพยายามยกมือข้างหนึ่งที่สั่นเทาเอื้อมไปหยิบมือถือมา ทันทีที่เบี่ยงกล้องให้ตรงกับใบหน้าของตนแล้ว มือถือจึงปลดล็อกอัตโนมัติ
เห็นใครคนหนึ่งส่งคำขอเป็นเพื่อนมาให้เธอ เซี่ยหมิงจูที่ก็ไม่คิดอะไรมากจึงทำการกดรับทันที
ไม่นานเกินรอ หน้าจอสนทนา WeCha tจึงเริ่มมีการเคลื่อนไหว ข้อความจำนวนหนึ่งเด้งปรากฏขึ้นเป็นพรวนยาวเหยียด
[คุณได้เพิ่ม ‘ชีวิตใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง’ เป็นเพื่อนแล้ว! ตอนนี้สามารถเริ่มต้นการสนทนาได้]
[ชีวิตใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง : เซี่ยหมิงจู เพศหญิง อายุ 88 ปี นักธุรกิจหญิงแห่งยุค 80 มีผลงานเพื่อสังคมและส่วนรวมมานานกว่า 60 ปี ก่อสร้างสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าจำนวน 55 แห่ง มอบเงินบริจาคให้แก่องค์กรการกุศลและพื้นที่ประสบภัยทั่วประเทศรวม 200,000 ล้านหยวน ช่วยเหลือหมู่บ้านยากไร้ด้วยการปูถนนและสร้างสะพานไปกว่า 3,487 แห่ง… ได้บรรลุเงื่อนไขในการเปิดใช้งานชีวิตใหม่อีกครั้ง]
เซี่ยหมิงจู : “??”
ไล่เรียงอ่านไปตามตัวอักษรแต่ละตัว แน่นอนว่าเธอย่อมอ่านออกได้ทั้งหมด แต่เมื่อนำมาเรียงเป็นประโยครวมกันแล้ว… เธอกลับไม่เข้าใจแม้แต่น้อยเลยด้วยซ้ำ?
นี่อะไรกันน่ะ? ใครส่งมา? หรือจะเป็นพวกมิจฉาชีพ?
ตลอดชีวิตของเธอตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยแต่งงาน ทั้งไม่เคยมีลูก เพื่อนสักคนก็ยังไม่มี กระทั่งสายสัมพันธ์กับครอบครัวตัวเองยังนับว่าห่างเหิน แล้วใครกันที่รู้เรื่องราวชีวิตของเธอละเอียดถึงเพียงนี้ได้?
ภายใต้สภาวะความงุนงงที่ยังไม่จางหาย ข้อความเหล่านั้นบนหน้าจอก็ยังคงเด้งขึ้นมาเรื่อยๆไม่มีหยุด
[ชีวิตใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง : ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เซี่ยหมิงจูได้อ่านนิยายไปแล้ว 10,950 เล่ม กรุณาเลือกมาหนึ่งเล่มเพื่อเริ่มต้นเส้นทางชีวิตใหม่]
“เพื่อเริ่มต้นเส้นทางชีวิตใหม่งั้นเหรอ?”
ใบหน้าอันเหี่ยวชราของเซี่ยหมิงจูผุดปรากฏรอยแดงระเรื่อจางอ่อน เธอทั้งรู้สึกประหลาดใจและตื่นเต้นเล็กน้อยในเวลาเดียวกัน
ท่ามกลางปกนิยายนับพันหมื่นภาพที่อีกฝ่ายส่งให้ เธอกวาดสายตามองตัดสลับไปมา และท้ายที่สุดก็มาหยุดอยู่ที่หน้าปกนิยายเล่มหนึ่ง — 《ทะลุมิติไปเป็นซุปเปอร์สตาร์สาวสุดฮอตกับท่านประธานคลั่งรัก》
นิ้วชี้ที่สั่นระริกของหญิงชราค่อยๆเอื้อมออกไป หวังเพื่อสัมผัสหน้าจอ แต่ทว่า…
ทันทีที่ปลายนิ้วของเธอจวนจะแตะสัมผัสกับหน้าจอตรงหน้า ภายในเวลาเพียงแค่เสี้ยวความรู้สึก ร่างกายของเธอก็พลันกระตุกวูบฉับพลัน พร้อมอาการใจสั่นสะท้านขั้นรุนแรง ราวกับว่าหัวใจดวงนี้ของเธอกำลังจะหยุดเต้น…
ปลายนิ้วชี้ของเธอจึงไถหน้าจอเดิมเลื่อนผ่านจนหมุนติ้วไปอีกไกลโข
เลื่อนลงจนกระทั่งนิ้วของเธอไปแตะสัมผัสลงบนนิยายเรื่องหนึ่ง — 《พลิกชะตาแค้นคุณหนูรองผู้อาภัพแห่งจวนแม่ทัพ》
และทันใดนั้นเอง ราวกับพลังชีวิตทั้งหมดพลันถูกสูบออกจากร่างอย่างกะทันหัน มือคู่นั้นของเธอร่วงหล่นห้อยต่องแต่งอยู่ข้างเตียง พร้อมกับเสียงสัญญาณฉุกเฉินที่ร้องเตือนมาจากเครื่องวัดคลื่นหัวใจดังขึ้นข้างหู
เซี่ยหมิงจูค่อยๆปิดเปลือกตาลงและหลับไปอย่างเงียบงัน…
…..
แกร๊ง! แกร๊ง! แกร๊ง! แกร๊ง—
เสียงเคาะระฆังบอกโมงยามกลางค่ำคืนดังสะเทือนแก้วหูอย่างต่อเนื่อง
เซี่ยหมิงจูลืมตาโพลงตื่นขึ้นด้วยท่าทางตกอกตกใจไม่น้อย
ประการแรกที่สัมผัสได้ชัดแจ้ง คงหนีไม่พ้นเรื่องร่างกายของเธอในตอนนี้ ที่…ไม่มีแม้กระทั่งเสื้อผ้าสักชิ้นปกปิดอยู่เลย!
ผิวกายนุ่มละเอียดนวลเนียนยิ่งนักเมื่อแรกสัมผัส แต่ยามนี้ต้องเผชิญกับอากาศหนาวเหน็บ และที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือ…. เวลานี้ยังมีชายหนุ่มอีกคนจากไหนไม่รู้กำลังคร่อมร่างของเธออยู่!
อีกทั้งฝ่ามือใหญ่ของอีกฝ่ายก็กำลังลูบไล้สัมผัสไปตามทรวงอกอวบอิ่มของเธออย่างหยาบโลนด้วย
“กรี๊ดดด!!”
เซี่ยหมิงจูกรีดร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เธอทั้งโกรธทั้งอับอายในเวลาเดียวกัน พร้อมทั้งยกบาทาขึ้นถีบชายหนุ่มตรงหน้าสุดแรงเกิด!
ร่างอีกฝ่ายปลิวร่วงตกกระเด็นจากเตียงในทันที ร่างทั้งร่างกระแทกกับพื้นเสียงดัง ‘โครม!’ สนั่น
เซี่ยหมิงจูทั้งใจสั่นกระตุกวูบวาบตามเสียงโครมด้วยความตกใจ
นี่…แข้งขาเหี่ยวๆแก่ๆของเธอทรงพลังแล้วก็แข็งแกร่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?!
แต่แล้วเธอก็ค่อยๆก้มหน้าลงสำรวจมองร่างกายของตัวเอง….
ผิวพรรณขาวสุดเนียนนุ่มไร้ริ้วรอย แขนขาล้วนแต่สมบูรณ์แข็งแรงดี ร่างกายยังรู้สึกกระฉับกระเฉงเต็มไปด้วยพลัง โดยรวมแล้วมีชีวิตชีวาเหลือล้น!
และทันใดนั้น ดวงตาคู่งดงามของเซี่ยหมิงจูก็พลันส่องประกายขึ้นทันควัน!
ฮ่าๆๆๆ! ปรากฏว่าไอ้เรื่องกลับชาติมาเกิดใหม่ดันเป็นความจริง!
แต่เดี๋ยวก่อนนะ…
ทันทีที่กวาดตามองไปรอบทิศ กลับกลายเป็นว่าเธอยิ่งรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ…
สิ่งเดียวที่เห็นตรงหน้าดูเหมือนจะมีก็แต่เรือนไม้แบบโบราณ ที่ได้รับการตกแต่งในสไตล์พีเรียดย้อนยุค กลิ่นอายเฉพาะตัวที่คงไว้คือความเก่าแก่
ไหนล่ะที่ว่าเกิดใหม่มาเป็นซุปเปอร์สตาร์สาวสุดฮอตที่ทั้งสวยและรวยมาก! ไม่เห็นจะเหมือนที่คิดไว้เลย!!
นี่เธอ…ทะลุมิติเข้ามาในนิยายเรื่องไหนกันแน่?!
“เซี่ยหมิงจู…”
ชายหนุ่มที่ถูกถีบตกลงไปกระแทกกับพื้น ค่อยๆชะโงกศีรษะขึ้นมองพร้อมระบายน้ำเสียงเย็นชาใส่
“สิ่งนี้…สิ่งนี้คือสิ่งที่เจ้าปรารถนามาตลอดมิใช่รึ? ไยต้องเสแสร้งตีหน้าใสซื่ออันใดอีก?”
ระหว่างที่กล่าวนั้น นัยน์เนตรสีดำขลับดุจคืนรัตติกาลคู่นั้น ก็พลันฉายแววเสียดสีไปพร้อมกับน้ำเสียงประชดประชัน
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายฉาบเคลือบไอเย็นจากธารภูเขาน้ำแข็ง แม้ยามนี้ตกอยู่ในสภาพล้มกลิ้งเกลือกกับพื้น แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังมิอาจบดบังรัศมีสูงส่งน่าเกรงขามของเขาได้ไม่
ทว่าในยามนี้…
บุรุษหนุ่มคนดังกล่าวเสมือนสูญสิ้นเรี่ยวแรงอย่างสิ้นเชิง ร่างกายที่พยายามโผลุกขึ้นดูอิดโรยถึงขีดสุด เดินโซซัดโซเซจวนเจียนจะไม่ไหว ประกอบกันนั้นดวงตายังแดงก่ำผิดวิสัยปกติ เห็นได้ชัดเลยว่า…เขานั้นถูกวางยา!
ตัวละครนี้ที่ชื่อเดียวกับเธอ… อีกฝ่ายยังมีสภาพเหมือนถูกมอมยาด้วย… แถมยังอยู่ในโลกจีนโบราณแบบนี้อีก…
หรือว่า….
เซี่ยหมิงจูแทบกรี๊ดลั่นไม่กล้าคิดต่อ ได้แต่ร้องถามบุรุษหนุ่มตรงหน้าด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาคำหนึ่งว่า
“ฉีเหยียนใช่มั้ย?”
“หยาบคายนัก!”
ฉีเหยียนยิ่งขมวดคิ้วถักแน่นมากกกว่าเดิม สีหน้าที่สื่อแสดงยิ่งฉายแววรังเกียจชัดเจนมากขึ้น พลางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า
“นามแห่งองค์รัชทายาทเยี่ยงข้า เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาเอื้อนเอ่ยได้ตามใจชอบเช่นนี้!?”
เซี่ยหมิงจูมิได้เอ่ยตอบใดๆ เพราะในหัวของนางยามนี้เสมือนโทรทัศน์ที่ภาพถูกตัดสัญญาณขาดหาย มีเพียงเสียงหึ่งๆดังก้องไม่หยุด!
และแล้วในที่สุด เธอจึงค่อยตระหนักรู้อย่างแจ่มแจ้งว่า นี่เธอหลุดเข้ามาอยู่ในนิยายเรื่องไหน!
เธอทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายแนว ‘ตระกูลขุนนาง แก่งแย่งช่วงชิงอำนาจ’ ในแบบฉบับจีนโบราณ!โดยเธอนั้นเป็นตัวร้ายหญิงประจำเรื่อง 《พลิกชะตาแค้นคุณหนูรองผู้อาภัพแห่งจวนแม่ทัพ》ที่มีนามว่าเซี่ยหมิงจู
ในขณะที่นางเอกของนิยายเรื่องนี้ก็คือ เซี่ยชิงเหอ บุตรีนอกสมรสแห่งจวนแม่ทัพ ผู้ที่มีทั้งความเฉลียวฉลาด ทรงภูมิในทางสติปัญญาประกอบพร้อมด้วยกิริยาอันแสนชดช้อยอ่อนหวาน มิหนำซ้ำหน้าตายังงดงามจับใจอีกด้วย
นางงดงามถึงขั้นในหนังสือได้บรรยายไว้ว่า 'ปิดจันทราบุปผาหลบ' ชนิดที่แม้แต่ธิดาบนสรวงสวรรค์ยังต้องอิจฉา!
วันที่เซี่ยชิงเหอเกิดมา หลังคลอดออกมาได้ไม่นาน แม่แท้ๆของนางก็พลันเสียชีวิตลงอย่างกะทันหันด้วยสภาวะหลังคลอด และหมอดูก็ได้พยากรณ์ทำนายเอาไว้ตั้งแต่ตอนนั้นว่า เซี่ยชิงเหอนางนี้ไม่เพียงอายุขัยจะสั้นเท่านั้น แต่ยังเกิดมาพร้อมดาวหายนะ จะนำพาให้บิดามารดาเผชิญพบแต่ความล่มจม เหตุนั้น ผู้เป็นบิดาจึงตัดสินใจส่งนางไปเลี้ยงยังที่อันแสนไกล และเพิ่งจะรับตัวนางกลับมาในยามที่โตเป็นสาวแล้ว
เหตุเพราะรู้สึกผิดมหันต์ดุจตราบาปภายในใจ ที่ได้เคยทอดทิ้งนางไปในครั้งอดีต ภายหลังที่กลับมา เซี่ยชิงเหอจึงได้รับทั้งความรักและการปรนนิบัติดูแลอย่างดีจากทั้งบิดาและพี่ชายทั้งหลาย
ตรงกันข้าม…
ตัวเธอในนิยายอย่างเซี่ยหมิงจู กลับหลงคิดไปว่าเซี่ยชิงเหอกลับมาเพื่อแย่งชิงความรักและทุกสิ่งไปจากตน เพราะความหึงหวงก็ดี ความอิจฉาริษยาก็ดี จึงส่งผลให้นางพยายามทำทุกวิถีทาง หวังเพื่อทวงคืนความรักและความอบอุ่นจากทุกคนในครอบครัวกลับคืนมา เซี่ยหมิงจูนางนี้ก่อแต่ปัญหางี่เง่าสารพัด จนทำให้เหตุการณ์ยิ่งเลวร้ายลง กระทั่งท้ายที่สุด ไม่เพียงจะทวงคืนความรักจากทุกคนกลับมามิได้ แต่ยังทำให้บิดามารดารวมถึงพี่ๆของนางต่างพากันเอือมระอาอย่างที่สุด
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เซี่ยหมิงจูยังทั้งโง่เขลาทั้งไร้ความสามารถ เป็นคุณหนูที่มีนิสัยร้ายกาจ มิหนำซ้ำยังเอาแต่ใจยิ่งนัก และยังเป็นพวกคลั่งรักขั้นหนักด้วย!
และสำหรับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า ณ ปัจจุบันนี้ ทั้งหมดก็เพราะถูกคนยุยงใส่ไฟ จนเซี่ยหมิงจูผุดแผนการชั่วๆขึ้นมา
ขณะที่องค์รัชทายาทฉีเหยียนกำลังเสด็จมาร่วมงานเลี้ยงที่จัดขึ้นในจวนแม่ทัพ นางก็ได้แอบลอบวางยาเขา!
ตามเนื้อเรื่องเดิมแล้ว…
อีกไม่นานเกินรอ พี่ชายคนโตของเซี่ยหมิงจูนามว่าเซี่ยหยุนเจ๋อ ก็จะบุกเข้ามาในช่วงจังหวะที่พอดิบพอดี และยามนั้นที่เห็นน้องสาวตนเองถูกพรากพรหมจรรย์ไปเต็มสองตา ก็พลันเดือดดาลจัดจนสติขาดผึง บุกเข้าไปลงมือทำร้ายฉีเหยียนกะทันหันโดยไม่ทันยั้งคิด จนพลั้งมือตัดเส้นเอ็นและหักขาทั้งสองข้างขององค์รัชทายาท จนกลายเป็นคนพิการไปชั่วชีวิต
ไม่ว่าจักรวรรดิใดย่อมมิอาจยอมรับได้อย่างแน่นอน หากว่าองค์รัชทายาทของพวกเขาต้องกลายเป็นบุคคลไร้ศักยภาพเยี่ยงคนพิการ และแน่นอนภายในเวลาอันสั้นหลังจากนี้ ฉีเหยียนก็ถูกถอดถอนพระราชยศทั้งหมดที่มี รวมถึงตำแหน่งองค์รัชทยาทด้วย จนท้ายที่สุดก็ถูกขับไสให้ไปใช้ชีวิตอยู่ในตำหนักเย็นอย่างน่าเวทนา
ทางด้านพี่ใหญ่อย่างเซี่ยหยุนเจ๋อนั้น เนื่องจากการลงมือทำร้ายองค์รัชทายาทนั้นนับเป็นความผิดฐานล่วงเกินเบื้องสูง เขาจึงถูกกล่าวโทษว่าเป็นกบฏทันที มิหนำซ้ำยังถูกเนรเทศให้ไปอยู่ชายแดนที่แสนกันดาร และถูกคำสั่งห้ามกลับเข้าเมืองหลวงอีกตลอดชีวิต
ส่วนตัวของเซี่ยหมิงจูเองก็ใช่ว่าจะรอด เพียงชั่วข้ามคืน ชื่อเสียงที่แย่อยู่แล้วก็ถึงคราวต้องพังยับเยิน ต้องกลายมาเป็นขี้ปากให้ผู้คนซุบซิบนินทาไปทั่วทั้งเมืองหลวง กลายเป็นตัวตลกในสายตาของทุกๆคน
และไม่นานหลังจากนั้น เหล่าสมาชิกในจวนแม่ทัพต่างก็ต้องกลายมาเป็นตัวประกอบที่ถูกเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะถูกกำจัดทิ้งอย่างโหดเหี้ยม ส่วนตัวนางเองก็ถูกจับไปขังคุกใต้ดิน ถูกทรมานด้วยสารพัดวิธีเยี่ยงเดรัจฉานตัวหนึ่ง จนถึงขั้นที่ว่าถูกควักหัวใจออกมาทั้งเป็นและปล่อยให้ค่อยๆตายอย่างทรมานที่สุด!
เซี่ยหมิงจูพยายามอย่างสุดฤทธิ์เพื่อพลิกฟื้นความทรงจำเก่าๆ เมื่อครั้งที่เคยอ่านนิยายเรื่องนี้จนหัวหมุนเร็วจี๋ ยิ่งนึกออกได้มากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งต้องปาดเช็ดธารเหงื่อเย็นที่ไหลชุ่มหน้าผากอย่างเงียบงัน
ซวยแล้ว! ซวยของจริงเลย!
ถึงแม้โลกแห่งนี้จะเต็มไปด้วยคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย หรือเต็มไปด้วยคนหลอกลวงมากเพียงใด แต่ต้นเหตุสำคัญในหลายๆเรื่องล้วนเกิดจากนางร้ายอย่าง ‘เซี่ยหมิงจู’ ทั้งสิ้น นางไม่เพียงโง่เขลาเบาปัญญา แต่ยังหลงเชื่อคนง่ายด้วย จนถูกใครต่อใครหลอกใช้ได้ง่ายๆ!
และปัจจุบันนี้ โชคร้ายยังกระหน่ำซัดไม่หยุดหย่อน เพราะเธอดันทะลุเข้ามาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของนิยายเรื่องนี้อย่างพอดิบพอดีด้วย!
นี่เป็นช่วงที่นางร้ายเซี่ยหมิงจูกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกับองค์รัชทายาทฉีเหยียน จนก่อให้เกิดปัญหานับไม่ถ้วนตามมา!
ไม่ได้เด็ดขาด!
คนพวกนั้นกำลังจะบุกเข้ามาจับได้คาหนังคาเขาแล้ว!
ทันใดนั้นเอง เซี่ยหมิงจูก็กระโดดพรวดลงจากเตียง ตรงดิ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อฉีเหยียนที่ยังอยู่ในสภาพกึ่งนั่งกึ่งลุกอยู่บนพื้น ออกแรงสุดฤทธิ์พยายามลากคออีกฝ่านเพื่อนำไปซ่อนไว้หลังม่านข้างเตียง
ถูกกระทำเยี่ยงนี้ ฉีเหยียนยิ่งเดือดดาลเข้าไปใหญ่ใบหน้าแดงก่ำ ดวงตาทั้งสองข้างเสมือนพ่นไฟออกมาได้แล้วมิปาน เขาใช้สองมือพยายามปัดป้องมือของอิสตรีนางนี้ ที่กำลังฉวยกระชากคอเสื้อของตนอย่างแรง พร้อมตวาดลั่นด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“บังอาจ! เจ้ากล้าดีเยี่ยงไรมาทำกับข้าเช่นนี้! อยากหัวหลุดจากบ่าแล้วรึ!?”
เซี่ยหมิงจูรีบตั้งสติทันควัน
ลืมสนิทเลยแฮะ… ในยุคจีนโบราณแบบนี้ อำนาจของบรรดาขุนนางและเชื้อพระวงศ์ทั้งหลายนับว่าเด็ดขาดสูงสุด ลำพังการที่เธอจะแตะเนื้อต้องตัวองค์รัชทายาทก็นับว่าผิดมหันต์แล้ว สามารถถูกสั่งประหารทิ้งได้ทันทีในข้อหาหมิ่นเบื้องสูง!
แล้วนี่คืออะไร… ลากคอกันโต้งๆ….
คิดมาถึงตรงนี้ เซี่ยหมิงจูก็กัดฟันกรอด แอบหยิบเอวตัวเองแรงๆสักที ก่อนจะบีบน้ำตาแสดงละครฉากใหญ่ แสร้งออกอาการโศกเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง เสียงร้องกระซิกๆสั่นเทาพร้อมน้ำตาใสพิสุทธิ์คลอเบ้า
“องค์รัชทายาทเพคะ ได้โปรดอภัยให้หม่อมฉันด้วยเถิด! พระองค์ถูกวางยา แต่หม่อมฉันเองก็ถูกหลอกมาเช่นกัน! และตอนนี้คนไม่ประสงค์ดีที่วางแผนใส่ความเราสองคนก็กำลังตรงมาทางนี้แล้ว!ขอร้องเถิดเพคะ พระองค์ช่วยอดทนไปซ่อนตัวอยู่หลังม่านสักครู่!”
เซี่ยหมิงจูนั้นมีรูปโฉมงดงามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อรับบทเป็นนางสงสารแถมแกล้งบีบเสียงเล็กเสียงน้อยออดอ้อนเข้าหน่อย เค้นหยาดน้ำตาใสให้เค้าคลอรอบดวงตาคู่กลมโตงอีกสักนิด ก็ยิ่งทำให้นางดูใสซื่อไร้เดียงสามากยิ่งขึ้น
บอกเลย ใครเห็นเป็นต้องรู้สึกสงสารเกินบรรยาย!
แม้แต่ตัวองค์รัชทายาทฉีเหยียนยังนิ่งสงัดไปครู่หนึ่ง คล้ายกำลังลังเลใจอยู่ไม่น้อยว่าควรจะลงโทษนางดีหรือไม่
เซี่ยหมิงจูเห็นท่าทีเช่นนั้นจึงไม่คิดรอช้า รีบฉวยจังหวะนี้คว้าคอเสื้ออีกฝ่ายไว้ แล้วลากไปซ่อนไว้หลังม่านข้างเตียงทันทีโดยไม่รอคำตอบใดๆ ในระหว่างที่ลากไปนั้น… นางยังบ่นอุบไม่หยุดในใจดูท่าจะหงุดหงิดใช่ย่อย
[โอ๊ย ตัวหนักเป็นบ้า! กินควายเข้าไปทั้งตัวรึไงไอ้หมอนี่!?]
ฉีเหยียนสะดุ้งโหย่งคล้ายได้ยิน พยายามหรี่ตาบีบแคบจ้องจับไปทางเซี่ยหมิงจูราวกับกำลังจับผิด เมื่อครู่…เสียงที่ลอยเข้าหัวเขานั้น มันช่างชัดเจนเสียเหลือเกิน
หรือจะเป็นเสียงของเซี่ยหมิงจูจริงๆ?
นี่นาง…นางกล้าด่าว่าข้าตัวหนักเยี่ยงควายเชียวรึ?!
สตรีนางนี้…ช่างหยาบคายยิ่งนัก!
หางตาคมกริบประดุจเหยี่ยวของฉีเหยียนฟาดตวัดวูบหนึ่ง บังเอิญสังเกตเห็นผิวพรรณขาวเนียนนวลดุจหยกเนื้อดีของสตรีที่อยู่ใกล้ชิดตน ทันใดนั้นเอง ลมหายใจของเขาก็พลันสะดุดโดยมิรู้ตัว
แต่ยังไม่ทันไร อีกหนึ่งสุ้มเสียงก็ลอยเข้าหัวของเขาอีกครา
[หุหุ~ แต่จะว่าไปแล้ว~ องค์รัชทายาทเองก็ตัวแน่นหนับเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ น่าขย้ำแรงๆสักทีจริงเชียว! หูวว~ ดูเข้าสิ แข็งแกร่งไปหมดทุกส่วน โดยเฉพาะกับ… แต่เฮ้อ~ น่าเสียดายจังแฮะที่วันนี้ไม่ใช่เวลาจะมาลองของใหญ่!]
[แต่พูดก็พูดเถอะนะ ควรเป็นองค์รัชทายาทมากกว่าที่ต้องขอบคุณฉัน! ถ้าไม่ใช่เพราะฉันรีบพาตัวมาซ่อนแบบนี้ล่ะก็ มีหวังได้ถูกหักขาตัดเส้นเอ็นทิ้งไปแล้ว หมดสิทธิ์ได้ขึ้นเตียงกับผู้หญิงไปชั่วชีวิตเลยล่ะ!]
เมื่อได้ยินเสียงนึกคิดในใจเหล่านั้น ฉีเหยียนก็ถึงกับหน้าถอดสีร่างกายแข็งทื่อในบัดดล เขาตวัดหางตาขวับจ้องมองเซี่ยหมิงจูอีกครา สายตายิ่งคมกริบฉายแววอันตรายมากกว่าเดิม
ยังไม่ทันไร…เสียงบ่นในใจของสตรีนางนี้ก็พลันดังขึ้นอีกครา มิหนำซ้ำครานี้ยังร่ายยับๆชุดใหญ่อย่างต่อเนื่อง
[เอ…อะไรของเจ้านี่? มัวจ้องอยู่ได้?]
[อ้อๆ เข้าใจแล้ว คงจะโกรธจะเกลียดฉันอยู่ล่ะสิ เหอะๆ เดี๋ยวสักพักคงจะเตรียมสวดฉันต่อรอบสองแน่ๆ]
[เอาเลยๆ จะด่าก็ด่าไปเถอะ! ถ้าไม่รีบด่าตอนนี้ เดี๋ยวถูกถอดถอนตำแหน่งองค์รัชทายาทแล้วจะหนาว! เหอะ! ก็คงหนาวจริงแหละ ต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในตำหนักเย็นไปจนวันตายนี่เนอะ จะด่าก็ด่ามาได้เลย ไหนๆก็จะไม่มีโอกาสด่าอีกแล้ว ถือว่าฉันสงสารเมตตา]
ภายในใจของฉีเหยียนยามนี้ปั่นป่วนโกลาหลไม่หยุดดุจพายุคลั่งโหมกระหน่ำ กับสิ่งที่ได้รับฟังตรงหน้า ผืนพิภพทั้งใต้หล้าของเขาเสมือนพังถลายไม่เหลือชิ้นดี!
บทที่ 2 ไม่สบอารมณ์ก็สวนกลับ (1)
บทที่ 2 ไม่สบอารมณ์ก็สวนกลับ (1)
นี่ตำแหน่งองค์รัชทายาทของข้ากำลังจะถูกถอดถอนอย่างนั้นรึ?
อีกทั้งยังจะต้องถูกกักขังไว้ในตำหนักเย็นด้วยรึ?!
เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
ฉีเหยียนถลึงตาโตจ้องมองหน้าเซี่ยหมิงจู ท่าทางตกตะลึงอย่างมาก เมื่อครู่เป็นเสียงของเซี่ยหมิงจูจริงๆงั้นรึ? แต่…แต่นางมิได้ขยับปากเสียด้วยซ้ำ หรือเป็นตัวข้าที่หูแว่วไปเอง?
“ปล่อยมือ!”
ฉีเหยียนหันไปตวาดด้วยน้ำเสียงเข้มดุดันพร้อมใบหน้านิ่งขรึมเย็นเฉียบ เสียงของเขายังคงดังก้องต่อไปว่า
“เจ้ารีบอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ข้าเข้าใจเดี๋ยวนี้ หาไม่แล้วข้าจะไม่มีวันปล่อยเจ้าแน่!”
….
เซี่ยหมิงจูสะดุ้งเฮือก ด้วยความตกใจจึงรีบปล่อยมือคลายออกจากคอเสื้อของอีกฝ่ายทันควัน นางอาศัยหยิบใช้ลูกอ้อนเข้าสู้ กะพริบดวงตากลมโตปริบๆ แสร้งทำทีเหมือนจะร้องไห้ หยาดน้ำตาคลอเบ้าเจียนจะทะลักไหลรินออกมาได้ทุกเมื่อ เรียวมือขาวผ่องชี้ไปทางประตูบานนั้น กิริยาประกอบช่างน่าสงสารระคนเอ็นดูไปพร้อมกัน
“คนพวกนั้นกำลังบุกมาที่นี่แล้วเพคะ! หากองค์รัชทายาทยังไม่รีบไปซ่อนตัวโดยเร็ว ถึงตอนนั้น…ทั้งหม่อมฉันทั้งพระองค์ก็อาจไม่รอด! เราทั้งสองจะถูกผู้คนประณามจนชื่อเสียงพังยับเยิน…ฮืออๆๆ…. ตัวหม่อมฉันนั้นเป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดาคงจะไม่เท่าไหร่ แต่พระองค์นี่สิ…เป็นถึงองค์รัชทายาท ชื่อเสียงเกียรติยศของพระองค์จะถูกทำลายเพราะหม่อมฉันมิได้เด็ดขาด! หากเป็นเช่นนั้น หม่อมฉันขอยอมตายดีกว่า ฮืออออๆๆ…”
แม้ปากจะสั่นขยับร่ำร้องระงมดัง “ฮือๆ” ทว่าภายในใจของเซี่ยหมิงจูกลับกำลังร้อนรนอย่างที่สุด!
[ไอ้บ้านี่ เชื่อกันสักทีเถอะ!]
[ทำไมต้องทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ด้วยนะ? ขืนยังไม่เชื่อกันแบบนี้ สงสัยต้องหาไม้หน้าสามหนาๆสักท่อนมาฟาดแล้วล่ะ! พอสลบก็น่าจะเคลื่อนย้ายร่างได้ง่ายขึ้น!?]
ฉีเหยียนถึงกับพูดไม่ออก : “….”
นี่นางก่นด่าข้าในใจไม่พอ ยังคิดจะเอาไม้หน้าสามตีข้าอีกงั้นรึ!?
หาใช่แค่มีนิสัยหยาบคายแล้ว นี่มันป่าเถื่อนเกินจะรับไหว!
และทันใดนั้นเอง เสียงเอะอะโวยวายก็เริ่มดังใกล้ประตูเข้ามาเรื่อยๆ
“เป็นความจริงรึ? องค์รัชทายาทแอบลักลอบเข้ามาในเรือนนอนของเซี่ยหมิงจูจริงรึ? เจ้าแน่ใจนะ??”
“ข้าแน่ใจพี่ใหญ่ ข้าเห็นกับตาตัวเองเลยเจ้าค่ะ!”
เสียงฝีเท้ายิ่งย้ำหนักฟังดูโกลาหลยิ่งแล้ว อีกทั้งยังเพิ่มระดับความเร็วไล่บุกเข้ามาใกล้เต็มทน
ใบหน้าของฉีเหยียนแปรเปลี่ยนเป็นทมิฬมืดในบัดดล โดยเฉพาะอย่างยิ่งแววตาที่ทวีความจริงจังและเย็นเฉียบมากกว่าเดิม ดูเหมือนว่าที่เซี่ยหมิงจูพูดจะเป็นความจริง มีกลุ่มคนกำลังบุกเข้ามาจับผิดเขา!
ฉีเหยียนไม่มีลังเลใดๆอีกต่อไป กัดฟันกรอดงัดเอาพละกำลังทั้งหมดที่มีส่งไปที่สองคู่เท้า ดีดตัวกระโดดขึ้นคว้าเกี่ยวขื่อหลังคาเหนือศีรษะไว้อย่างคล่องแคล่ว อาศัยแรงเหวี่ยงพลิกตัวหมุนขึ้นไปซุกซ่อนบนคานได้ในพริบตาขณะ
ก่อนจะซ่อนตัวนิ่งเงียบ เขาทิ้งท้ายเพียงประโยคสั้นๆว่า
“รีบแต่งตัวเสีย!”
จู่ๆเซี่ยหมิงจูได้มาได้เห็นวิชาตัวเบาอันน่าอัศจรรย์เต็มสองลูกตาเช่นนี้ นางถึงกับอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจสุดขั้ว ปรากฏว่าวิชาตัวเบามีอยู่จริงๆรึนี่?!
ทันทีที่ได้ยินเสียงตะโกนสั่งการเช่นนั้น นางก็รีบก้มมองตัวเองโดยเร็ว แต่แล้วก็ถึงกับต้องร้องลั่นสบถอยู่ในใจด้วยความหงุดหงิด
เวรเอ๊ย! ที่วิ่งวุ่นมาตั้งนานตะกี้ ทั้งเนื้อทั้งตัวสวมแค่ผ้ารัดอกติดตัวแค่ผืนเดียวนี่นะ!
เซี่ยหมิงจูรีบคว้าสรรพสิ่งรอบตัวขึ้นมาสวมใส่แบบลวกๆเอาให้เสร็จโดยเร็วที่สุด และทันทีที่หัวเพิ่งจะแตะถึงหมอน—
ปัง!
เสียงประตูเรือนถูกผลักให้เปิดออกอย่างแรง เซี่ยอวิ๋นเจ๋อพี่ชายคนโตของเซี่ยหมิงจู พร้อมกับเซี่ยชิงเหอน้องสาวต่างมารดา ต่างก็พุ่งพรวดเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว เบื้องหลังยังมีบ่าวรับใช้และคนติดตามมาอีกเป็นพรวน
บรรยากาศภายในห้องบังเกิดเป็นความอลหม่านวุ่นวายครั้งใหญ่
เซี่ยหมิงจูพบเห็นดังนั้นก็อดหัวเราะเยาะอยู่ภายในใจมิได้
มาได้จังหวะกันซะจริงๆนะไอ้พวกนี้!
เสียงฝีเท้าก้าวหนักของบรรดาคนกลุ่มใหญ่ต่างกรูกันเข้ามาอย่างโกลาหล แต่ทันทีที่เห็นเซี่ยหมิงจูนอนอยู่บนเตียงในสภาพเรียบร้อยดีไม่มีสิ่งใดผิดแปลก อาภรณ์เครื่องแต่งกายยังอยู่ครบถ้วนไม่มีขาดตกบกพร่อง ทุกคนล้วนต้องพากันชะงักงันไปโดยปริยาย
“พี่ใหญ่ นี่มันเรื่องอันใดกัน? ไฉนต้องพากลุ่มคนมากมายบุกเข้ามาในเรือนนอนส่วนตัวของข้าเช่นนี้ด้วย? นี่ไม่เป็นการเสียมารยาทเกินไปหน่อยรึ?”
เซี่ยหมิงจูฉวยจังหวะนี้ชันตัวขึ้นนั่งบนเตียง จ้องจับพวกเขาแต่ละคนด้วยประกายตาเย็นเยียบ
หลังกวาดสายตาสำรวจมองจนกระทั่งมั่นใจว่า น้องสาวคนนี้ปลอดภัยดีมิมีสิ่งใดผิดสังเกต คู่คิ้วหนาของเซี่ยอวิ๋นเจ๋อก็พลันบีบขมวดติดแน่นคล้ายจะสามารถบดขยี้ยุงสักตัวให้ตายได้
แทบจะในบัดดล เขาหันขวับไปจ้องจับเซี่ยชิงเหอที่ติดตามมาด้วย พลางเอ่ยถามเสียงเข้มปนดุเล็กๆว่า
“ชิงเหอ นี่มันอะไรกัน? ไยไม่เห็นจะเหมือนที่เจ้าเล่าบอกเลย?”
เซี่ยชิงเหอที่กำลังประหลาดใจกับเหตุการณ์ตรงหน้า เพราะไม่ได้พบเห็นภาพฝันที่คาดหวังเอาไว้ เมื่อได้ยินเช่นนั้น นางก็พลอยฉายสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย
“ข้า…ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน”
เซี่ยชิงเหอตอบกลับน้ำเสียงสั่นเครืออยู่ในลำคอ พร้อมระบายต่ออีกคำว่า
“แต่ข้าเห็นกับตา…ว่าองค์รัชทายาท…”
ทว่าเมื่อมีสติครุ่นคิดได้ว่า หากเผลอกล่าววาจาใส่ร้ายองค์รัชทายาทโดยปราศจากหลักฐาน ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจนำภัยร้ายมาสู่ตนเองได้ เหตุนั้น เซี่ยชิงเหอจึงรีบกลืนคำพูดที่เหลือกลับลงคอโดยเร็ว
อย่างไรเสีย มีหรือที่เซี่ยหมิงจูซึ่งหูดีเป็นพิเศษจะไม่ได้ยินเข้า?
“องค์รัชทายาททำไมรึ?”
เซี่ยหมิงจูแสร้งแค่นเสียงถามเย้ยหยัน ประหนึ่งว่าสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้แล้ว กล่าวตอกหน้าสวนกลับผ่านน้ำเสียงที่ดังฟังชัด
“นี่เจ้าหมายความกระไร? กล่าวหาองค์รัชทายาทว่าไร้ยางอาย บุกเข้ามาในเรือนนอนของอิสตรีในยามดึกดื่นเช่นนั้นรึ? และทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำลงไป ก็เพื่อจะขืนใจคุณหนูตัวเล็กๆเยี่ยงข้า?? สาดโคลนว่าร้ายเบื้องสูงถึงปานนี้ เจ้ายังมีความเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่?!”
เซี่ยชิงเหอได้ยินเช่นนั้นถึงกับเบิกตาโตจนแทบถลน ใบหน้าซีดเผือดหนัก รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธโดยเร็ว
“มิ…มิใช่! ข้ามิได้หมายความเช่นนั้นเลย!”
“เซี่ยชิงเหอ!” เซี่ยหมิงจูขึ้นเสียงหนักตะคอกสวนกลบทันควัน
“องค์รัชทายาทมีสถานะสูงศักดิ์ ทรงเป็นถึงพระราชทายาทแห่งราชสำนัก แต่เจ้ากล้าดีเยี่ยงไรมากล่าวหาล่วงเกินพระองค์เช่นนี้? เจ้ารู้หรือไม่ว่าโทษของการหมิ่นเบื้องสูงนั้นคือตายสถานเดียว!”
เซี่ยชิงเหอยิ่งอกสั่นใจหายวาบ รีบร้องขอความเมตตาทันที
“ข้ามิได้คิดเช่นนั้น! พี่หญิงได้โปรดอย่าใส่ร้ายข้าเลย!”
นี่มัน…เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่! เหตุไฉนสถานการณ์ถึงกลับตาลปัตรได้ถึงเพียงนี้?!
บทที่ 3 ไม่สบอารมณ์ก็สวนกลับ (2)
บทที่ 3 ไม่สบอารมณ์ก็สวนกลับ (2)
เซี่ยชิงเหอรีบกวาดสายตาเลิ่กลั่กสำรวจมองไปทั่วเรือนนอนด้วยความร้อนรน พยายามจะเสาะหาหลักฐานสักชิ้นเพื่อพิสูจน์ว่าตนเองพูดความจริง แต่มีหรือที่เซี่ยหมิงจูจะไม่รู้ทัน? เห็นท่าทางเยี่ยงนั้นจึงเร่งแก้สถานการณ์ตอบทันควัน นางแสร้งยกมือปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียงดัง ผู้ใดได้ยินล้วนแต่ต้องรู้สึกสงสารเห็นใจ ทำทีเช็ดปาดน้ำตาที่หางตาเล็กน้อย พร้อมเอ่ยด้วยท่าทางอับอายดูสิ้นหวัง
“เช่นนั้นพากันบุกเข้ามาทำอันใดที่เรือนนอนของข้าเล่า?”
“อ่อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง! นี่พวกท่านคงจะพยายามหาเรื่องใส่ร้ายข้ากันอยู่ใช่หรือไม่?! เพราะพวกท่านล้วนแล้วแต่เกลียดชังข้า จึงได้สมคบคิดกันมากลั่นแกล้งให้ข้าเสื่อมเสียชื่อเสียงกระมัง ฮือออๆๆ~”
ระหว่างที่เอ่ยกล่าวเช่นนั้น เซี่ยหมิงจูก็ยิ่งเร้าเร่งเสียงสะอื้นให้หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ดึงดูดให้ใครหลายคนต่างจ้องมองและอดเวทนาสงสารมิได้
และแน่นอน…ทั้งหมดนี้นางเสแสร้งเล่นละครทั้งสิ้น! เหตุเพราะหวาดกลัวเหลือเกินกว่าเซี่ยชิงเหอจะเผลอเงยหน้าขึ้นมองไปบนหลังคา และจะไปพบองค์รัชทายาทที่ซ่อนตัวอยู่บนขื่อเข้า!
เซี่ยอวิ๋นเจ๋อพี่ใหญ่ยิ่งขมวดคิ้วหนักถักแน่นกว่าเดิม สีหน้าการแสดงออกเริ่มฉายแววไม่พอใจระคนรำคาญอย่างชัดเจน
เพิ่งคิดจะเอ่ยปากกล่าวอันใดออกไป ก็ปรากฏน้ำเสียงใสกังวานของอิสตรีดังขึ้นข้างหูของเขาอีกครา
【พี่ชายที่แสนอาภัพคนนี้ ทำไมถึงโง่ถูกหลอกได้ง่ายๆแบบนี้นะ!】
【เฮ้อ ฉันร้องไห้จนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือดอยู่แล้ว ทำไมจนป่านนี้ยังไม่ปลอบใจกันสักคำ? ตาบอดรึไงถึงไม่เห็น!】
เซี่ยอวิ๋นเจ๋อ: “?”
สุ้มเสียงนี้…เป็นของเซี่ยหมิงจูอย่างนั้นรึ?
ข้าได้ยินเสียงภายในใจของนางรึ?
นี่มันอะไรกัน!
“พี่หญิง ท่านอย่าโทษพี่ใหญ่เลยนะ เขาเพียงแค่ห่วงใยในความปลอดภัยของท่านเท่านั้นเอง”
ยามนี้ น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนหวานของเซี่ยชิงเหอได้ดังขึ้น
“แล้วผู้ใดว่าข้ากล่าวโทษพี่ใหญ่รึ?”
เซี่ยหมิงจูเงยหน้าขึ้นจ้องมองกลุ่มคนเบื้องหน้า ที่ยามนี้ต่างพากันจ้องมองนางด้วยสายตามุ่งร้าย
ดวงตากลมโตทั้งคู่ของนางเผยอาการหวาดกลัวฉายปรากฏ ขณะเดียวกันไหล่เล็กๆทั้งสองข้างก็พลันห่อเข้าหากันราวกับกำลังตกอกตกใจ
เซี่ยอวิ๋นเจ๋อยังไม่เคยพบเห็นเซี่ยหมิงจูที่ปกติมีนิสัยหยิ่งยโสโอหังเป็นอย่างยิ่ง แสดงท่าทีหวาดกลัวและระมัดระวังตัวเช่นนี้มาก่อน
จิตใจของเขาพลันสะท้านไหวอย่างไม่รู้ตัว
เขาก้าวเท้าฉับขึ้นไปข้างหน้าอย่างลืมตัว เพื่อใช้ร่างของตนบดบังร่างของนางเอาไว้
แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็พลันได้ยินเซี่ยหมิงจูกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงกังวานใสแจ๋วว่า
“ข้ากำลังกล่าวโทษเจ้าต่างหากเล่า!”
“เซี่ยชิงเหอ เจ้าไม่รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี ซ้ำยังกล้าใส่ร้ายป้ายสีพี่สาวร่วมสายเลือดของตนเช่นนี้อีก ระเบียบกฎเกณฑ์ที่เจ้าสู้อุตส่าห์ร่ำเรียนมา ล้วนถูกโยนให้สุนัขกินหมดไปแล้วหรืออย่างไร?”
คำกล่าวตำหนินี้ทำให้ใบหน้าของเซี่ยชิงเหอถึงกับซีดเผือดลงเล็กน้อย
นางขบเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วว่า “พี่หญิงกล่าวตำหนิข้าเช่นนี้เป็นเรื่องสมควรยิ่งแล้ว ข้าเป็นเพียงบุตรีของอนุภรรยา มิได้เติบโตมาในจวนตั้งแต่เล็ก จึงไม่เข้าใจระเบียบขนบธรรมเนียมของจวนหลังนี้นัก”
“หากมิเข้าใจก็ต้องถาม หากมิรู้ก็ร่ำเรียนเอาสิ แต่เจ้ากลับเอาเวลาไปคอยจ้องจับผิดผู้อื่นเช่นนี้ แทนที่จะเอาเวลาไปเรียนรู้เรื่องกิริยามารยาทและขนบธรรมเนียม นี่มันใช่เรื่องหรือไม่?”
เซี่ยหมิงจูไม่คิดจะผ่อนปรนให้นางเลยแม้แต่น้อย
เรื่องใดควรต่อว่า ก็ต้องตำหนิอย่างไม่ไว้หน้า
ก็ใครๆต่างกล่าวหานางว่าเอาแต่ใจและเหิมเกริมนักมิใช่รึ?
เช่นนั้นก็ยิ่งดี นางเองก็ชอบบุคลิกเช่นนี้เสียด้วยสิ!
เมื่อคำกล่าวติเตียนของเซี่ยหมิงจูจบลง สายตาของเหล่าผู้คนที่จ้องมองไปทางเซี่ยชิงเหอ ก็เปลี่ยนเป็นแฝงเร้นความหมายหลากหลาย บ้างก็เริ่มซุบซิบนินทา บ้างก็ถึงกับชี้มือชี้ไม้ไปที่นาง
เซี่ยชิงเหอถึงกับนิ่งอึ้งตะลึงงันไป ใบหน้าที่หม่นหมองอยู่แล้ว ยิ่งหม่นมัวลงกว่าเดิมคล้ายถูกลากไปตบกลางที่สาธารณะก็ไม่ปาน
เวลาล่วงเลยไปครู่หนึ่ง นางจึงเบี่ยงตัวหลบไปยืนอยู่ด้านหลังของเซี่ยอวิ๋นเจ๋อ ใบหน้าบิดเบี้ยวราวกับกำลังจะร่ำไห้
ท่าทางของนางยามนี้ทั้งดูอ่อนแอและน่าสงสารยิ่งนัก อีกทั้งยังเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่า
“ข้าผิดเอง ข้ายินดีขอขมาพี่หญิง แต่พี่หญิงก็ไม่ควรจะตำหนิข้าด้วยถ้อยคำรุนแรงและรุกไล่ข้าเช่นนี้กระมัง…”
ดวงพักตร์องอาจของเซี่ยอวิ๋นเจ๋อพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง เขาเอ่ยตอบเสียงต่ำด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับชิงเหอ เป็นข้าเองที่ต้องการมาดูด้วยตัวเอง”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายออกหน้าปกป้องเซี่ยชิงเหอเช่นนี้ ดวงตาของเซี่ยหมิงจูก็ฉายแววเย้ยหยันออกมาให้เห็นทันที ก่อนจะแค่นหัวเราะเย็นแล้วเอ่ยประชดประชันขึ้นว่า
“เช่นนั้นก็ดี! ในเมื่อตอนนี้ท่านก็เห็นกับตาตัวเองแล้ว เช่นนั้นก็ออกไปจากเรือนของข้าได้แล้ว!”
เซี่ยอวิ๋นเจ๋อกระตุกหางตาขึ้นเพียงเล็กน้อย สายตาจับจ้องมองไปทางเซี่ยหมิงจูแน่นิ่งครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดแขนเสื้ออย่างแรงแล้วหันหลังเดินจากไปโดยไม่เอ่ยวาจาใดๆอีก
ผู้ที่ติดตามมาด้วยเมื่อเห็นดังนั้น ก็เริ่มตื่นตระหนกและไม่กล้ารอช้า รีบก้าวเท้าจ้ำติดตามอีกฝ่ายออกไปเช่นกัน
【พี่ชายไร้สมองคนนี้มันช่างโง่งมซะจริง! ไม่แปลกเลยที่สุดท้ายต้องจบชีวิตเพราะตกหน้าผาตาย ร่างกายแหลกเลว กระทั่งชิ้นส่วนยังหาไม่ครบ】
【นี่ถ้าเขารู้ว่าเซี่ยชิงเหอตัวจริงได้ตายไปนานแล้ว และผู้หญิงคนนี้ก็ไม่ใช่สายเลือดของจวนผู้พิทักษ์อยู่เลยล่ะก็ เขายังจะยินดีให้ตระกูลตัวเองต้องถูกกวาดล้างจนสิ้นซากโดยคนนอกเช่นนี้ได้จริงๆเหรอ? มีสำนึกบ้างรึเปล่าเนี่ย?】
วาจาคำกล่าวเหล่านั้นยังมิทันได้จางหาย เซี่ยอวิ๋นเจ๋อก็พลันสะดุดธรณีประตูขณะก้าวข้ามจนเกือบหกล้มหน้าคะมำ
เซี่ยชิงเหอที่เดินอยู่ข้างกาย ถึงกับรีบยกมือทั้งสองขึ้นตามสัญชาตญาณ หมายจะช่วยพยุงประคองร่างอีกฝ่ายไว้
นับว่าโชคยังดีที่เซี่ยอวิ๋นเจ๋อสามารถคว้าขอบประตูไว้ได้ทันท่วงที จึงยังมิได้ล้มหน้าคะมำลงกับพื้นจริงๆ
“นี่ข้าถึงกับตายแบบไร้ซากศพเลยรึ…”
"แล้วทั้งตระกูลถึงกับถูกกวาดล้างจนสิ้นซากมิมีผู้ใดหลงเหลือเลย?"
"ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความจริงหรือนี่?!"
เมื่อได้ยินความจริงที่ว่า เซี่ยชิงเหอหาใช่สายเลือดที่แท้จริงของจวนผู้พิทักษ์แผ่นดินไม่ เซี่ยอวิ๋นเจ๋อก็ถึงกับเบี่ยงตัวหลบเลี่ยงมือคู่นั้นที่นางหมายยื่นออกมาช่วยพยุงร่างของตนเอาไว้ทันที
เขาหันหลังกลับทอดสายตามองไปทางเซี่ยหมิงจูอีกครา ใบหน้าฉายอารมณ์ซับซ้อนยากจะคาดเดา
ภายในใจของเขาแอบครุ่นคิดกับข้อมูลใหม่ที่เหลือเชื่อ — ว่าตนนั้นสามารถได้ยินเสียงภายในใจของเซี่ยหมิงจูได้จริงๆ — แววตาที่ใช้มองน้องสาวคนนี้ก็ยิ่งล้ำลึกจนยากจะอ่านออกและคาดเดาได้
เซี่ยหมิงจูที่เห็นอีกฝ่ายจู่ๆก็ชะงักฝีเท้าไม่ยอมจากไปเช่นนั้น จึงอดไม่ได้ที่จะจ้องมองกลับไปพร้อมเอ่ยถามเบาๆด้วยน้ำเสียงที่ไร้เดียงสาว่า
"หรือพี่ใหญ่ยังไม่วางใจอะไรอีกอย่างนั้นรึ?"
เซี่ยอวิ๋นเจ๋อได้ยินดังนั้นจึงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปดังเดิมและเดินจากไปในท้ายที่สุด
เห็นผู้คนในห้องล้วนเดินจากไปจนหมดสิ้นแล้ว เซี่ยหมิงจูจึงค่อยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
นางรีบกระโดดลงจากเตียง ขณะกำลังปิดประตูห้องลงดังเดิมนั้นเอง——
กลับมีเงาร่างหนึ่งพุ่งกระโจนลงมาจากขื่อไม้เหนือศรีษะ!
ฉีเหยียนชูมือข้างหนึ่งที่สั่นระริกขึ้นและชี้มาทางนาง ดวงตาทั้งคู่เบิกโตเต็มไปด้วยโทสะ
"นี่เจ้า…เจ้า…เจ้าช่างบังอาจนัก หาญกล้ากล่าววาจาเหลวไหลเกี่ยวกับตัวข้าเช่นนี้! นี่เจ้าบังอาจทำถึงเพียงนี้เชียวรึ!"