โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ปราปต์ บุนปาน’ ชวนมอง 50 ปี ไทย-จีน หลายแง่มุม วันที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยนและยุ่งเหยิง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 ก.ค. 2568 เวลา 06.23 น. • เผยแพร่ 12 ก.ค. 2568 เวลา 08.36 น.
ปราปต์ บุนปาน

ปี 2568 เป็นวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสนี้ “เครือมติชน” ได้จัดงาน “50 ปีไทย-จีน The Golden Road : From Now to Eternity” ซึ่งในเดือนกรกฎาคมนี้มี 2 กิจกรรมใหญ่ คือ

1.การจัดเวทีเสวนาและการเวิร์กช็อป “Thai-Chinese Golden Fest 2025 เทศกาลร้อยเรื่องราวไทย-จีน” วันที่ 11-13 กรกฎาคม เวลา 10.00-18.00 น. ที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค

2.ดินเนอร์ทอล์ก Exclusive Talk โดย “ธนินท์ เจียรวนนท์” ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ “เศรษฐา ทวีสิน” อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันอังคารที่ 22 กรกฎาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

“ปราปต์ บุนปาน” กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดและทรรศนะที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ตั้งแต่อดีตอันยาวนานมาถึงปัจจุบัน สืบเนื่องไปยังอนาคต และเพราะเหตุใดที่เครือมติชนต้องจัดงานใหญ่ในการเฉลิมฉลองครั้งสำคัญนี้

ปราปต์กล่าวว่า จีนและไทยมีความสัมพันธ์อันยาวนาน เห็นได้จากคอนเทนต์ของเครือมติชนที่นำเสนอมาตลอดในทุกมิติ ย้อนไปตั้งแต่เชิงประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ต้องพูดถึงประเทศหรือรัฐชาติในปัจจุบัน ปีที่ผ่านมา “สำนักพิมพ์มติชน” ได้จัดทำหนังสือ “รวมข้อมูลวรรณกรรมวิชาการ โซเมีย, ไท-ไต ใน นิธิ เอียวศรีวงศ์” ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ไทย-จีน ในอีกมิติหนึ่ง หรือในสมัยอยุธยาก็มีอิทธิพลของจีน ที่เห็นชัดคือยุค “เจ้านครอินทร์” และ ผู้นำอย่าง “พระเจ้าตาก” ก็เป็นที่รู้กันว่าเป็นจีน

บิ๊กธุรกิจแดนสยาม-หน่อเนื้อเชื้อจีนยุคบุกเบิก

ด้วยมิติทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ความเป็นจีนและไทยผสมปนเปกันไปหมด ทั้งในเชิงวัฒนธรรม ชาติพันธุ์ วิถีชีวิต อาหาร ภาษา และอื่น ๆ เมื่อถึงยุคกรุงเทพ สถานะของคนจีนก็ยิ่งสำคัญ

ด้านหนึ่ง สยามต้องการแรงงาน คนจีนก็เป็นแรงงานสำคัญของสยาม โดยเฉพาะยุคที่เศรษฐกิจเริ่มเปิด และต้องการกำลังการผลิต แต่ต่อมาอีกยุคหนึ่งก็มีกระแสต่อต้านคนจีน แสดงว่าคนจีนที่เข้ามายังผสมกลมกลืนกับสังคมไทยได้ไม่ค่อยสนิท

มาสู่ยุคสงครามเย็นที่ต่อสู้กันระหว่างเสรีนิยมและคอมมิวนิสต์ ไทยเลือกอยู่กับเสรีนิยม ก็ยิ่งตรงข้ามกับจีน รวมถึงคนจีนในไทยด้วย การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี 2518 จึงเป็นทางออกของเหตุการณ์ในครั้งนั้น

หลังจากเปิดประตูความสัมพันธ์การทูตแล้ว การเมืองโลกเปลี่ยน การเมืองไทยเปลี่ยน ระบบเศรษฐกิจขยายขึ้นอีกระดับหนึ่ง กลายเป็นว่าความเป็นจีนและไทยเริ่มกลืนกลายได้มากขึ้น เห็นภาพชัดเจนว่าคนไทยเชื้อสายจีนกลายเป็นชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ การเมือง แม้กระทั่งวัฒนธรรม

ยกตัวอย่าง เช่น “สวยแบบสาวหมวย” คอนเซ็ปต์นี้เพิ่งเกิดขึ้นประมาณ 30 ปีที่แล้วนี้เอง จากยุคหนึ่งที่ผู้หญิงต้องตาคม หน้าเข้ม หรือเป็นลูกครึ่ง แสดงให้เห็นว่า ความเป็นจีน วัฒนธรรมจีน หรือชาติพันธุ์จีน ค่อย ๆ กลืนกลายเข้าสู่สังคมไทย และกลายเป็นกระแสหลักด้วยซ้ำ

“ไทย-จีน มีความสัมพันธ์ที่ก่อเกี่ยวกันในทุกมิติ ยาวนาน และมีทั้งจุดขัดแย้ง คลี่คลาย หรือนำไปสู่ความสัมพันธ์แบบใหม่”

เครือมติชนจัดใหญ่-เชื่อมสัมพันธ์ทุกมิติ

ปราปต์กล่าวว่า เครือมติชนได้จัดกิจกรรมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ส่วนแรก คือ งาน “Thai-Chinese Golden Fest 2025 เทศกาลร้อยเรื่องราวไทย-จีน” วันที่ 11-13 กรกฎาคม ซึ่งรวมทุกมิติของความสัมพันธ์ไทย-จีน อย่างครบถ้วน ทั้งวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมร่วมสมัย ธุรกิจ สังคม เทคโนโลยี และนวัตกรรม ภายใต้การจัดแสดงนิทรรศการ และเวทีเสวนา

นอกจากนี้ ยังมีเวิร์กช็อป นำโดย “เส้นทางเศรษฐี” ว่าด้วยเรื่องการทำธุรกิจในจีน และการทำธุรกิจกับคนจีน แม้ปัจจุบันจะมีประเด็น“ไทยเทา-จีนเทา” ด้านหนึ่งไทยก็วิตกกังวลจีน แต่อีกด้านจีนก็วิตกกังวลไทย เวิร์กช็อปนี้จะตอบโจทย์ และพยายามสะท้อนให้เห็นว่ายังมีรูปแบบความสัมพันธ์อีกอย่างหนึ่ง คือ “ไทยที่ขาวและจีนที่ขาวก็มีอยู่ เพียงแต่จะต่อยอดอย่างไร”

กิจกรรมส่วนที่ 2 คือ“ดินเนอร์ทอล์ก” ในวันอังคารที่ 22 กรกฎาคม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดย ธนินท์ เจียรวนนท์ และ เศรษฐา ทวีสิน แน่นอนว่าประเด็นหลักคือการพูดถึงเศรษฐกิจเชิงมหภาค ธนินท์ เจียรวนนท์ จะพาย้อนไปยุคที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะบริษัทต่างชาติรายแรกที่เข้าไปลงทุนในประเทศจีน ยุคที่ “เติ้ง เสี่ยวผิง” เริ่มเปิดประเทศ

ขณะเดียวกัน เศรษฐา ทวีสิน ในฐานะนักธุรกิจและอดีตผู้นำประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ และช่วงที่เป็นรัฐบาลก็พยายามดำเนินนโยบายกับจีนหลายประการ เช่น ฟรีวีซ่า ดินเนอร์ทอล์กนี้ เศรษฐา จะมาสะท้อนประสบการณ์ และร่วมกับธนินท์มองไปที่อนาคตของความสัมพันธ์ไทย-จีน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ว่าจะมีความร่วมมือกันอย่างไร

“งานในวันที่ 11-13 กรกฎาคมนี้ มีทั้งจุดที่สืบทอดความเป็นมติชน ที่ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรม อีกด้านหนึ่งเราได้ขยายให้พื้นที่คนรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการย่อย…ส่วนดินเนอร์ทอล์ก ชัดเจนว่ามีความเป็นเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อเป็นการพูดคุย-รับฟังทรรศนะของผู้นำภาคธุรกิจ รัฐ เอกชน คนทุกกลุ่มควรมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้ ซึ่งเครือมติชนคัดสรรมาแล้วในระดับหัวกะทิ ขึ้นอยู่กับผู้เข้าร่วมงานอยากได้อะไร เรามีตัวเลือกให้ครอบคลุมและหลากหลาย”

บนคำถามที่ว่า ทำไมเครือมติชนต้องจัดใหญ่ คำตอบของเอ็มดีมติชน มี 2 มิติหลัก ข้อแรก คือ เครือมติชนแทบจะเป็นสื่อหลักสื่อเดียวในปัจจุบันที่มีประสบการณ์ร่วมกับการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี 2518“สุจิตต์ วงษ์เทศ” ผู้อาวุโสของบริษัท และ “สุทธิชัย หยุ่น” คอลัมนิสต์ในเครือ เป็นผู้ร่วมในเหตุการณ์ครั้งนั้น

ตอนนั้นผู้ก่อตั้งมติชนจำนวนหนึ่งคือกอง บ.ก.หนังสือพิมพ์ประชาชาติ ซึ่งต่อมาจะพัฒนาเป็นเครือมติชน โพซิชั่นของคนประชาชาติขณะนั้นได้เปิดรับความเปลี่ยนแปลงตรงจุดนี้ กลายเป็นทรัพยากรของอดีต เป็นประสบการณ์อันมีค่า ที่สืบเนื่องมาจนปัจจุบัน และสามารถนำไปขยายต่อได้

มิติที่ 2 เครือมติชนให้ความสัมพันธ์กับประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ของโลกมาโดยตลอด ปีที่ผ่านมา มติชนจัดงานเกี่ยวกับการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา “US Election 2024 เจาะลึก ศึกชิงทำเนียบขาว”ในปี 2568 นี้ งานไทย-จีน จึงเป็นเหมือน “คู่สนทนา” ของงานสหรัฐ

“ปัจจุบันมีสงครามการค้า โลกและสังคมไทยเองอาจพยายามหาทางเลือก การหันมาใส่ใจจีน ไม่ว่าจะเป็นการชื่นชมหรือการวิพากษ์ก็ดี จะทำให้เราเจอทางเลือกอื่น ๆ ในภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนและยุ่งเหยิง”

จีนในหลายแง่มุม-เหรียญมีสองด้าน

ปราปต์กล่าวว่า ในความสัมพันธ์ไทย-จีน ถ้าบางด้านมีปัญหาหรือข้อขัดแย้งที่สร้างผลกระทบต่อระดับรัฐและประชาชน น่าจะสามารถเปิดใจกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจ หรือเรื่องอื่น ๆ ควรหารือกันอย่างมิตรประเทศได้ ถ้ามีอะไรที่ไทยไม่สบายใจ ภาครัฐในฐานะตัวแทนประเทศก็ควรจะสะท้อนความคิดเห็นไป เช่นเดียวกับจีนถ้ามีข้อสะท้อนความคิดเห็นอะไร ก็เป็นหน้าที่ของรัฐไทยที่ต้องรับฟังเช่นกัน

การที่ประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ไม่มาเยือนไทย ยิ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องมาให้ความสำคัญ ต้องทำความรู้จัก หรือทำความเข้าใจจีนในปัจจุบันให้มากขึ้น ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

จีนอาจมองเห็นเราน้อยลง แต่อีกด้านเราก็ต้องสำรวจโพซิชั่นของจีนว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าอยากกระชับความสัมพันธ์กับจีนให้ดีขึ้น ต้องวางฐานจากอะไร ต้องเข้าใจจีนให้มากขึ้นก่อน ยิ่งสถานการณ์แบบปัจจุบันดูเป็นสุญญากาศ มีระยะห่าง กิจกรรมแบบที่เครือมติชนจัดก็ยิ่งมีความจำเป็น

“สปีกเกอร์บนเวทีมติชนจะช่วยดึงสังคมได้ อย่างดินเนอร์ทอล์ก คุณธนินท์ และคุณเศรษฐา ซึ่งมีทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ มีประสบการณ์มากพอ ที่กล้าจะเตือนสติทั้งฝ่ายไทยและจีนในบางประเด็น หรือความสัมพันธ์ในปัจจุบันควรจะเป็นอย่างไร ควรวางตัวอย่างไร ในวันที่สองขั้วมหาอำนาจดูไม่ลงรอยกัน และส่งผลกระทบมาสู่ประเทศเล็ก ๆ จำนวนมาก สปีกเกอร์ของเรามีศักยภาพพอที่จะให้ข้อคิดอะไรบางอย่างได้แน่ ๆ หรือวิทยากรในงานวันที่ 11-13 กรกฎาคม มีหลายมุมมองน่าจะทำให้เราเข้าใจทั้งไทยและจีนมากขึ้น ทั้งปัจจุบันและอนาคต”

หรือรายการพิเศษ 50 ปีไทย-จีนของเครือมติชน ที่สัมภาษณ์ “อานันท์ ปันยารชุน” อดีตนายกรัฐมนตรี “เตช บุนนาค” และ สุทธิชัย หยุ่น นอกจากการรำลึกถึงอดีตแล้ว ยังมีการกล่าวถึงปัจจุบันและอนาคตด้วย เช่น ที่อดีตนายกฯอานันท์ เตือนว่าการทูตของไทยต้องเข้าใจภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราไม่จำเป็นต้องเข้าข้างด้านใดด้านหนึ่ง เราไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และยังได้ย้ำชัดว่า จีนเมื่อ 50 ปีก่อน กับจีนในปัจจุบันไม่เหมือนกัน มีโพซิชั่นต่างกัน จีนปัจจุบันใหญ่ขึ้น รัฐบาลไทยรวมถึงคนไทยต้องปรับตัวอย่างไร คอนเทนต์ของกิจกรรมทั้งหมดในวาระนี้ของเครือมติชนจะช่วยตอบโจทย์สิ่งเหล่านี้

“คอนเทนต์ของเครือมติชนในการจัดงาน 50 ปีไทย-จีนครั้งนี้จะเปิดทางให้สังคมได้คิดว่าจริง ๆ โลกนี้มีทางเลือกอยู่บ้าง แม้ปัจจุบันการที่บอกว่าเลือกได้สองทางน่าจะเซฟ แต่จริง ๆ อาจจะไม่เซฟก็ได้ อาจจะต้องยอมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปก่อน และค่อยมารื้อฟื้นความสัมพันธ์กับอีกฝ่าย การจัดกิจกรรมนี้ทำให้เห็นว่าโลกยังมีหลายทาง เพียงแต่อาจจะบีบให้เราไม่สามารถเลือกทั้งสองทางได้ในขณะนี้ แต่เห็นว่ายังมีตัวเลือกอยู่ในภูมิรัฐศาสตร์แบบนี้”

เอ็มดีบริษัทมติชน กล่าวเสริมว่า ยังมีอีกโจทย์ที่สำคัญและเกี่ยวกับการเมืองระดับประเทศ หรือเศรษฐกิจในประเทศด้วย ถ้าย้อนไปในช่วงเดือนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าคนไทยมีความเป็นชาตินิยมมากขึ้น

“ต้นสน-สันติธาร เสถียรไทย” เคยพูดบนเวที“ประชาชาติธุรกิจ” เมื่อต้นปี 2568 ว่า ตอนนี้เป็นยุคตกของโลกาภิวัตน์ (Globalization) คนในประเทศต่าง ๆ อาจเทิร์นสู่การ Antiglobalization

เมื่อยุคทองของ Globalization ผ่านไป เศรษฐกิจของแต่ละประเทศถูกขูดรีดหรือโดนกดทับจากระบบโลกมากขึ้น คนจะเทิร์นไปสู่ชาตินิยมโดยอัตโนมัติ ยิ่งประเทศไทยยิ่งเห็นชัดว่าปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ คนระดับรากหญ้ามองไม่เห็นหนทางทำมาหากินของตัวเอง

ฉะนั้นจึงอ่อนไหวเป็นพิเศษ เมื่อมีคนต่างชาติ มีทุนต่างชาติ มีแรงงานต่างชาติเข้ามาแล้วมีแนวโน้มที่จะใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจร่วมกันกับคนในประเทศ ตอนนี้สังคมไทยกำลังเดินไปสู่จุดนั้นอยู่เหมือนกัน พอจีนเป็นจีนเทาเยอะขึ้น คนไทยเริ่มมีปฏิกิริยาที่ไม่ดีต่อการเข้ามาของจีน ก็จะมองแบบเหมารวมไปหมด

“ส่วนหนึ่งของการจัดกิจกรรมนี้คือการกระตุกว่า ในทุก ๆ ความสัมพันธ์กับต่างประเทศหรือมิตรประเทศมีทั้งด้านดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับว่าจะหาด้านดีของมันอย่างไร และระวังอย่าประเมินอะไรจากด้านลบเสมอ การจัดกิจกรรมนี้จึงอยากชวนให้มองจีนในหลากหลายแง่มุม และหลากหลายด้าน มีทั้งด้านบวก ด้านลบ มากกว่าที่จะไปวิตกกับจีนเทา 100%”

“ความสัมพันธ์ไทย-จีนไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ประเดี๋ยวประด๋าว หรือหวังผลประโยชน์ แต่เป็นผลลัพธ์ของพัฒนาการที่มีความต่อเนื่องและจุดสะดุดบางอย่างที่ยาวนานในภูมิรัฐศาสตร์แบบนี้ จริง ๆ มีหลายทางเลือกให้ไทยได้เข้าไปแตะ คนที่มาร่วมงาน 50 ปีไทย-จีนจะเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนในมิติที่รอบด้านมากขึ้น ซึ่งไม่มีอะไรง่าย ไม่มีอะไรเป็นบวกไปหมด ทุกอย่างมีความสลับซับซ้อน เราต้องวางโพซิชั่นตัวเองให้ดี เพื่อรับมือกับความหลากหลาย” ปราปต์ บุนปาน กล่าวทิ้งท้าย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ปราปต์ บุนปาน’ ชวนมอง 50 ปี ไทย-จีน หลายแง่มุม วันที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยนและยุ่งเหยิง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...