โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ดุสิตธานี’ ฝ่าพิษดอกเบี้ย มุ่งหน้าสร้างแบรนด์ไทยสู่เวทีโลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 พ.ค. 2568 เวลา 04.01 น. • เผยแพร่ 22 พ.ค. 2568 เวลา 04.00 น.

ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นที่กดดันภาคธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม “ดุสิตธานี” ยังคงแสดงความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจ และความสามารถในการบริหารการเงินอย่างมีวินัย ด้วยรายได้รวมปี 2567 ที่ 11,200 ล้านบาท สูงสุดในประวัติศาสตร์ก่อตั้ง 77 ปี

แม้จะยังคงมีผลขาดทุนสุทธิจากต้นทุนทางการเงินที่สูงถึง 578 ล้านบาท แต่ผู้บริหารย้ำชัดว่าหากไม่รวมภาระดอกเบี้ย “ดุสิตธานี” จะสามารถทำกำไรจากการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ EBITDA ที่พุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวมาอยู่ที่ 1,650 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพของการบริหารธุรกิจหลักอย่างแท้จริง

ขาดทุนแต่รายได้โตก้าวกระโดด

“ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT ให้ข้อมูลว่า สาเหตุหลักที่ทำให้บริษัทขาดทุนในปี 2567 มาจากภาระต้นทุนทางการเงิน โดยเฉพาะดอกเบี้ยจากหุ้นกู้ที่ออกในช่วงโควิด-19 เพื่อรักษาสภาพคล่อง และดอกเบี้ยจากสัญญาเช่าตามมาตรฐาน TFRS 16 ซึ่งรวมแล้วเป็นภาระดอกเบี้ยสูงถึง 578 ล้านบาท

“หากไม่มีภาระดอกเบี้ยเหล่านี้ เราก็จะไม่ขาดทุน”

พร้อมบอกว่า ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา บริษัทเลือกไม่เพิ่มทุนเพราะต้องการรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเดิมให้มากที่สุด แม้จะต้องลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อย่าง “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ที่มีมูลค่ากว่า 47,000 ล้านบาท

แตกไลน์ธุรกิจกระจายความเสี่ยง

“ศุภจี” บอกว่า ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่ตัวเองเข้ามาบริหารนั้นมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย จากที่มีโรงแรม 27 แห่งใน 8 ประเทศ ปัจจุบัน “ดุสิตธานี” มีโรงแรมในเครือข่าย 58 แห่งใน 19 ประเทศ และเมื่อรวมกับธุรกิจอื่นในเครือ เช่น วิลล่า อาหาร อสังหาริมทรัพย์ และการศึกษา กลุ่มบริษัทก็มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

แบรนด์ภายใต้เครือก็เพิ่มขึ้นจาก 4 แบรนด์ เป็น 10 แบรนด์ขณะที่จำนวนพนักงานก็เพิ่มขึ้นจาก 7,000 คน เป็นกว่า 10,000 คน โดยทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจโรงแรม ซึ่งในอดีตเคยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ของรายได้ทั้งหมด

“เราต้องกระจายความเสี่ยง สร้างฐานธุรกิจให้แข็งแรงเพื่อให้สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน ถ้าเรายังอยู่กับโรงแรมอย่างเดียว วันที่โควิดมาเราอาจไม่เหลืออะไรเลย”

ที่สำคัญ โครงการใหม่อย่าง “อาศัย” ซึ่งเป็นแบรนด์โรงแรมที่เจาะกลุ่มมิลเลนเนียล และเจเนอเรชั่น Z ก็เป็นผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์นี้เช่นกัน

ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ดึงเงินสด

“ศุภจี” ยังบอกด้วยว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของ “ดุสิตธานี” จะเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2568 นี้ เมื่อเริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์โครงการ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ซึ่งปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 88% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 15,500 ล้านบาท

โดยบริษัทเริ่มโอนตั้งแต่ปลายปี 2567 และต่อเนื่องตลอดปี 2568 ซึ่งการโอนกรรมสิทธิ์จะช่วยสร้างกระแสเงินสดกลับเข้าสู่บริษัท และลดภาระดอกเบี้ยลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งคาดว่าจะทำให้บริษัทกลับมามีกำไรสุทธิได้เต็มรูปแบบ

“ไม่มีสถาบันการเงินไหนจะให้กู้กับบริษัทที่เขาไม่มั่นใจว่าจะคืนเงินได้ และไม่มีใครจัดอันดับ Investment Grade ให้บริษัทที่ไม่มีศักยภาพ” ศุภจีอธิบาย

Q1/68 รายได้รวมโต 10%

สำหรับในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2568 ที่ผ่านมานั้น “ศุภจี” แจงว่า บริษัทมีรายได้เติบโต 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดย EBITDA ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 513 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิหดตัวลง 60.7% เหลือ 48 ล้านบาท ทั้งนี้ เป็นผลจากต้นทุนการเปิดโรงแรมใหม่ และการลดลงของรายได้อื่นจากอัตราแลกเปลี่ยน

หากตัดผลกระทบพิเศษเหล่านี้ออก บริษัทจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 37 ล้านบาท ลดลงเพียง 32.7% ขณะที่ EBITDA ปรับตัวดีขึ้นถึง 13.3% เป็นสัญญาณว่าธุรกิจหลักยังคงเดินหน้าอย่างมีเสถียรภาพ

คาดทุกอย่างคลี่คลาย 28 พ.ค.นี้

พร้อมย้ำว่า ณ วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 “ดุสิตธานี” ยังคงดำเนินธุรกิจตามแผนปกติ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างผู้บริหาร โดยงบการเงินไตรมาส 1/2568 ได้รับการจัดทำและสอบทานโดยผู้สอบบัญชีอย่างโปร่งใส และส่งให้ตลาดหลักทรัพย์ฯเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา

โดยพยายามคลี่คลายสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการภายในของผู้ถือหุ้นที่บริษัทไม่สามารถแสดงความเห็นได้ และคาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายหลังการประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 28 พฤษภาคมนี้

เดินหน้าสู่เป้าหมายระดับโลก

“ศุภจี” ยังเพิ่มเติมด้วยว่า สำหรับในปี 2568 นี้ “ดุสิตธานี” ได้ก้าวสู่ปีที่ 77 ของการดำเนินธุรกิจ และผู้บริหารยืนยันว่า กลยุทธ์ระยะยาว 9 ปีที่ประกาศไว้ตั้งแต่วันแรกของการเข้ารับตำแหน่งซีอีโอยังคงเดินหน้าอย่างมั่นคง โดยไม่มีการตัดสินใจใดที่ขัดกับแนวทางเดิม

โครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมถึงการขยายแบรนด์โรงแรมใหม่ การสร้างรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ และการลงทุนในธุรกิจบริการด้านอาหารและการศึกษาที่ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญของกลุ่ม ล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า

“ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ดุสิตธานียังได้รับคะแนนธรรมาภิบาลระดับ 5 ดาว จาก IOD ต่อเนื่อง และไม่เคยมีข้อสังเกตในงบการเงินจากผู้สอบบัญชีที่เป็นหนึ่งในกลุ่ม Big Four ของโลก อีกทั้งยังได้รับรางวัล Best IR Performance จากตลาดหลักทรัพย์ฯ สะท้อนถึงมาตรฐานการสื่อสารกับนักลงทุนที่โปร่งใสและมืออาชีพ”

พร้อมย้ำว่า ไม่เคยพูดว่าเราเก่ง แต่เราแสดงให้เห็นว่าองค์กรไทยสามารถรักษาความน่าเชื่อถือ แม้ในยามวิกฤต และยังเดินหน้าสู่เป้าหมายระดับโลกได้ด้วยความชัดเจน วินัย และความร่วมมือจากทุกฝ่าย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ดุสิตธานี’ ฝ่าพิษดอกเบี้ย มุ่งหน้าสร้างแบรนด์ไทยสู่เวทีโลก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...