โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ตลท.เร่งเพิ่ม 1,500 บจ. ดัน New Economy ฟื้นตลาดทุนไทย - หนุนควบรวมโบรกฯ เหลือ 18 ราย

Khaosod

อัพเดต 19 พ.ค. 2568 เวลา 14.29 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. 2568 เวลา 14.14 น.

ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าเพิ่มบริษัทจดทะเบียนทะลุ 1,500 บริษัท ผลักดันบริษัทเทคโนโลยีและธุรกิจ New Economy เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น พร้อมหนุนโบรกเกอร์ควบรวมเหลือ 18 ราย จ่อคลอดแพลตฟอร์ม Bond Connect, Carbon Credit Ecosystem, พร้อมผลักดันมาตรการกระตุ้นการลงทุนรอบด้าน ทั้ง TISA, Jump+ รวมถึงการใช้ AI กำกับการซื้อขาย

วันที่ 19 พ.ค. 2568 นายกิตติพงศ์ อุรพิพัฒนพงศ์ ประธาน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่าตลท.เดินหน้าผลักดันแผนงานสำคัญยกระดับการกำกับดูแลและสร้างเสถียรภาพตลาดทุนไทย โดยเฉพาะการเร่งดึงกลุ่ม New Economy เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยเน้นธุรกิจเทคโนโลยีทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากมองว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยไม่มีเครื่องยนต์ใหม่ๆ

ขณะเดียวกันตลท.ยังมุ่งมั่นที่จะขยายขนาดตลาดทุนไทย โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนบจ. ให้ได้มากกว่า 1,000 – 1,500 บริษัท จากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 800 บริษัท ซึ่งถือว่ายังน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนธุรกิจที่เสียภาษีในประเทศไทยที่มีมากกว่า 100,000 ราย

อีกทั้งบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ในปัจจุบันซึ่งมีจำนวน 39 ราย มองว่ามีมากเกินไป จึงต้องการสนับสนุนให้ควบรวมกิจการเหลือครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 18 ราย ซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ขนาดเล็กที่ขาดทุนมา 1-2 ปี เพราะภาวะตลาดทุนไม่ดี ทำให้มูลค่าการซื้อขายหดหายไปมาก โดยอยากให้เน้นคุณภาพที่ดี อย่างงานวิเคราะห์ เพื่อไม่ต้องแย่งลูกค้ากัน

สำหรับแผนการยกระดับบริษัทใหม่ๆ ที่มีคุณภาพเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ โดยจะมีการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่จะเสนอสิทธิเพิ่มเติมให้กับต่างชาติเข้ามาลงทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย โดยจะมีการวางกรอบให้ชัดเจนกันก่อน

"อย่างในมาเลเซีย ดึงบริษัทต่างชาติร่วมทุนและดึงภาครัฐเข้ามาร่วมทุนด้วย ขณะที่ของไทยอาจจะใช้เงินกองทุนต่างๆ หรืองบของรัฐวิสาหกิจ โดยอาจให้สิทธิด้านภาษีเป็นแรงจูงใจ"

ขณะที่บริษัทในไทย เบื้องต้นในมีการพูดคุยกับ บจ.ขนาดใหญ่สามารถนำบริษัทลูกแยกออกมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Spin Off) เช่น บมจ.ปตท. (PTT) ที่มีธุรกิจยา หรือ บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) ที่มีการลงทุนด้านเทคโนโลยีผ่านบริษัทลูก สามารถผลักดันเข้าตลาดหุ้นได้ หรือบริษัทไทยที่ร่วมทุน กับสตาร์อัพในต่างประเทศก็ได้

"ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังไม่ได้หารือในภาพรวม โดยเข้าใจว่าช่วงต้นของธุรกิจเหล่านี้อาจจะยังประสบผลขาดทุนอยู่ แต่ก็อาจจะปรับปรุงให้เข้าเกณฑ์ได้เช่นเพิ่มทุน หรือวิธีการอื่น และมีแผนจะแยกกระดานซื้อขายสำหรับบริษัทในกลุ่มนี้" ประธานตลท.กล่าาว

สำหรับโครงการการออมและการลงทุนระยะยาวผ่านโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคลในประเทศไทย (TISA) ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้นำผลการศึกษาให้ประชาชนสามารถซื้อหุ้นเก็บได้ และได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งการศึกษามีทั้งข้อเสนอให้ยกเว้นภาษีดอกเบี้ยรับ 15% และอาจใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ 1 แสนบาท อีกทั้งเมื่อครบกำหนดถึงวัยเกษียณก็ขายได้โดยไม่ต้องเสียภาษี

หากมีเงินปันผลอาจยกเว้นภาษี 10% หรืออาจเสียครึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้นำเสนอให้กับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมกับนักลงทุนไทย หากได้ข้อสรุปก็จะนำเสนอต่อกระทรวงการคลังและคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

"งานเร่งด่วน เรื่องแรก อยากได้บริษัทใหม่เข้ามาจดทะเบียนเร็วที่สุด ถัดมาคือ ต้องการสร้างความเชื่อมั่น ให้กับบจ.ที่อยู่ในปัจจุบัน ให้สะท้อนความเป็นจริงของตลาดทุน ด้วย Jump Plus จะได้รู้มูลค่าที่แท้จริง นักลงทุนจะได้เลือกลงทุนได้ถูกต้อง เรื่องสุดท้ายคือ ต้องทำให้ผู้ลงทุนเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของบริษัทได้อย่างรวดเร็ว ซื้อขายหุ้นได้อย่างเป็นธรรม 3 เรื่องใหญ่ถ้าทำได้ บริษัทดีคนก็มาซื้อขายหุ้นเอง"ประธาน ตลท.กล่าว

สำหรับการผลักดันกลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ จะประกอบไปด้วยโครงการ Jump+ สนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนเพิ่มมูลค่าได้เร็วขึ้น ผ่านงบสนับสนุนและมาตรการภาษีต่าง ๆ คาดว่าจะเริ่มในเดือนมิ.ย.นี้ โครงการ Bond Connect Platform เพิ่มโอกาสให้ผู้ลงทุนบุคคลเข้าถึงการลงทุนพันธบัตรรัฐบาลในตลาดแรกและตลาดรองได้ง่ายขึ้น และโครงการ Carbon Credit Ecosystem ที่จะจำกัดปริมาณแก็สคาร์บอน ที่บริษัทสามารถปล่อยได้ ส่งเสริมธุรกิจเพื่อความยั่งยืนและเศรษฐกิจสีเขียว

ขณะที่ ปัจจุบันนี้ยังมีผลักดันการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐิ์ (AI) ในการกำกับการซื้อขาย และการใช้วิจัย โดยอาจจะมีการจ้างบริษัทนอกประเทศให้เข้ามาดูแลเรื่องระบบในราคาที่เหมาะสม ในส่วนนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาและพิจารณาขอบเขตความเป็นไปได้ของการใช้ AI อยู่ ซึ่งอาจจะให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาบริษัทหลักทรัพย์ที่มากเกินไปในประเทศด้วย

นอกจากนี้ ต้องการผลักดันการแก้ไขกฎหมาย เพื่อวางรากฐานการพัฒนาตลาด โดยจะประสานความร่วมมือหลายหน่วยงานในตลาดทุน และกระบวนการยุติธรรม เพื่อสามารถแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนแบบองค์รวม หรือ Omnibus Law ซึ่งจะมีทั้งการจัดโครงสร้างบริษัทที่เป็นหุ้นสองระดับ (Dual-class share) เพื่อดึงบริษัทขนาดใหญ่ และธุรกิจครอบครัวที่กังวลการสูญเสียอำนาจควบคุมการบริหารเข้ามาจดทะเบียน โดยจะกำหนดหุ้นที่มีอำนาจโหวตเรื่องสำคัญแยกออกจากหุ้นที่ถือเป็นเพื่อรับเงินปันผล และเรื่องของกฎหมายการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) ที่จะลดข้อจำกัดบางส่วนและมีผลบังคับใช้ภายในเดือนนี้

ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการปลดล็อกเรื่องซื้อหุ้นคืน ที่จากเดิมหากบริษัทใดซื้อหุ้นคืนต้อง 6 เดือน ก่อนที่จะทำการซื้อหุ้นคืนได้ แต่เงื่อนไขใหม่สามารถทำโครงการซื้อหุ้นคืนต่อได้เลย และอีกส่วนจากเดิมที่ต้องขายหุ้นที่ซื้อคืนภายใน 3 ปี ซึ่งมองว่าภาวะตลาดไม่เอื้อก็จะให้สามารถขยายเวลาได้ 1+1ปี หรือเป็น 5 ปีได้ ทั้งนี้ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมามีจำนวนบจ. 37 บริษัท มูลค่ารวม 6 พันล้านบาทแล้ว เท่ากับโครงการซื้อหุ้นคืนทั้งปี 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตลท.เร่งเพิ่ม 1,500 บจ. ดัน New Economy ฟื้นตลาดทุนไทย - หนุนควบรวมโบรกฯ เหลือ 18 ราย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...