โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ตลท. ตั้งเป้าขยายตลาดทุน ดึงบจ. เข้า SET ทะลุ 1,500 บริษัท เล็งควบรวมโบรกเกอร์ ลดความซ้ำซ้อน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 20 พ.ค. 2568 เวลา 10.57 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. 2568 เวลา 11.49 น.

ตลท. ตั้งเป้าเพิ่มบริษัทจดทะเบียนทะลุ 1,500 บริษัท พร้อมสนับสนุนควบรวมบริษัทหลักทรัพย์ ลดความซ้ำซ้อน เสริมศักยภาพตลาดทุนไทยระยะยาว พร้อมผลักดันมาตรการกระตุ้นการลงทุนรอบด้าน ทั้ง TISA, Jump+ และ Bond Connect Platform รวมถึงการใช้ AI กำกับการซื้อขาย

วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวในงาน Meet the Press ในโอกาสที่ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ครบ 1 ปี ว่า ตลท.มีความมุ่งมั่นในการขยายขนาดตลาดทุนไทย โดยตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ให้มากกว่า 1,000 - 1,500 บริษัท จากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 800 บริษัท ซึ่งถือว่ายังน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนธุรกิจที่เสียภาษีในประเทศไทยที่มีมากกว่า 100,000 ราย

อีกทั้งปัจจุบันจำนวนบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) มี 39 ราย มองว่ามากเกินไป และต้องการสนับสนุนให้ควบรวมกิจการเหลือครึ่งหนึ่ง เพราะเท่าที่ทราบขาดทุนครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 18 ราย ที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์ขนาดเล็กซึ่งขาดทุนมา 1-2 ปี เพราะภาวะตลาดไม่ดีทำให้มูลค่าการซื้อขายหดหาย แต่ต้องปรับการให้บริการ เน้นคุณภาพดี ไม่แย่งลูกค้า โดยการควบรวมกิจการในอนาคตทางตลาดอาจจะให้สิทธิในการควบรวมกัน

ทั้งนี้ แผนงานที่สำคัญ คือ การผลักดันยกระดับการกำกับดูแลและสร้างเสถียรภาพตลาดทุนไทย ในการดึงบริษัทใหม่ๆ ในกลุ่ม New Economy เข้าจดทะเบียน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเทคของต่างประเทศและในประเทศ โดยจะมีการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่จะเสนอสิทธิเพิ่มเติมให้กับบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย โดยจะมีการวางกรอบให้ชัดเจนกันก่อน

สำหรับตลาดหุ้นไทย เบื้องต้นมีการพูดคุยกับบจ. ใหญ่ในตลาดที่จะนำบริษัทลูก ที่มีแผน Spin Off เช่น บมจ.ปตท. (PTT) ที่มีธุรกิจยา หรือ บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) ที่มีการลงทุนด้านเทคโนโลยีผ่านบริษัทลูกจะให้ผลักดันเข้าตลาดหุ้น รวมทั้งให้บจ.ร่วมทุนกับสตาร์อัพในต่างประเทศได้ ทั้งนี้ ตลาดยังไม่ได้หารือในภาพรวม โดยเข้าใจว่าช่วงต้นของธุรกิจจะประสบผลขาดทุนอยู่ แต่ก็อาจจะปรับปรุงเช่นเพิ่มทุน หรือวิธีการอื่น

สำหรับโครงการการออมและการลงทุนระยะยาวผ่านโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคลในประเทศไทย (TISA) ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ได้ศึกษา ให้ประชาชนสามารถซื้อหุ้นเก็บได้และเมื่อครบกำหนดถึงวัยเกษียณก็ขายได้โดยไม่ต้องเสียภาษี หรืออาจเก็บในรูปเงินฝากได้

ทั้งนี้ได้นำเสนอให้กับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมกับนักลงทุนไทยแล้ว โดยอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางที่เหมาะสม โดยเบื้องต้นมีการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การลดหย่อนภาษีตามวงเงินลงทุน คล้ายกับกองทุน Thai ESG หรือการยกเว้นภาษีเงินปันผล หรือลดอัตราภาษีเงินปันผล 50% เพื่อจูงใจให้เกิดการออมในบัญชีดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม รูปแบบและรายละเอียดที่ชัดเจนจะต้องมีการหารือกับกระทรวงการคลังอีกครั้ง รวมถึงการกำหนดวงเงินลงทุนต่อปี และขยายขอบเขตให้ครอบคลุมถึงการออมในเงินฝากและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

ส่วนมาตรการความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผลักดันโครงการ Jump+ สนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนเพิ่มมูลค่าได้เร็วขึ้น ผ่านงบสนับสนุนและมาตรการภาษีต่าง ๆ คาดว่าจะเริ่มในเดือนมิถุนายนนี้ โครงการ Bond Connect Platform เพิ่มโอกาสให้ผู้ลงทุนบุคคลเข้าถึงการลงทุนพันธบัตรรัฐบาลในตลาดแรกและตลาดรองได้ง่ายขึ้น และโครงการ Carbon Credit Ecosystem ที่จะจำกัดปริมาณแก็สคาร์บอนที่บริษัท ฯ สามารถปล่อยได้ ส่งเสริมธุรกิจเพื่อความยั่งยืนและเศรษฐกิจสีเขียว

ปัจจุบันนี้ยังมีผลักดันการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐิ์ (AI) ในการกำกับการซื้อขาย และการใช้วิจัย โดยอาจจะมีการจ้างบริษัทนอกประเทศให้เข้ามาดูแลเรื่องระบบในราคาที่เหมาะสม ในส่วนนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาและพิจารณาขอบเขตความเป็นไปได้ของการใช้ AI อยู่ ซึ่งอาจจะให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาบริษัทหลักทรัพย์ที่มากเกินไปในประเทศด้วย

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ กล่าวว่า ตลาดเตรียมผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อวางรากฐานการพัฒนาตลาด โดยจะประสานความร่วมมือหลายหน่วยงานในตลาดทุน และกระบวนการยุติธรรม เพื่อสามารถแก้ไขกฎหมายแบบ Omnibus Law ยกร่างกฎหมายตลาดทุน ซึ่งจะมีทั้งการจัดโครงสร้างบริษัทที่เป็นหุ้นสองระดับ (Dual-class share) เพื่อดึงบริษัทขนาดใหญ่ และธุรกิจครอบครัวที่กังวลการสูญเสียอำนาจควบคุมการบริหารเข้ามาจดทะเบียน

โดยจะกำหนดหุ้นที่มีอำนาจโหวตเรื่องสำคัญแยกออกจากหุ้นที่ถือเป็นเพื่อรับเงินปันผล และเรื่องของกฎหมายการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) ที่จะลดข้อจำกัดบางส่วนและมีผลบังคับใช้ภายในเดือนนี้

โดยตลาดหลักทรัพย์ได้ปลดล็อกเรื่องซื้อหุ้นคืน ที่จากเดิมหากบริษัทใดซื้อหุ้นคืนต้อง 6 เดือนก่อนที่จะทำการซื้อหุ้นคืนได้ แต่เงื่อนไขใหม่สามารถทำโครงการซื้อหุ้นคืนต่อได้เลย และจากเดิมที่ต้องขายหุ้นที่ซื้อคืนภายใน 3 ปี ซึ่งมองว่าภาวะตลาดไม่เอื้อก็จะให้สามารถขยายเวลาได้ 1+1 ปี (5 ปี) ทั้งนี้ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมามีจำนวนบจ. 37 บริษัท มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท เท่ากับโครงการซื้อหุ้นคืนทั้งปี 2567

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...