โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

10 สตรีผู้สร้างประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ในพิธีเปิดโอลิมปิกปารีสกลางแม่น้ำแซน

Sarakadee Lite

อัพเดต 11 ส.ค. 2567 เวลา 00.12 น. • เผยแพร่ 09 ส.ค. 2567 เวลา 03.41 น. • เกษศิรินทร์ ผลธรรมปาลิต

นอกจาก ตราสัญลักษณ์โอลิมปิก Paris 2024 จะใช้รูปมารีอาน (Marianne) สตรีผู้เป็นตัวแทนแห่งเสรีภาพและความเสมอภาคของฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักแล้ว โอลิมปิกในครั้งนี้ยังตั้งเป้าหมายให้เกิดความเท่าเทียมทั้งจำนวนนักกีฬาชายและหญิงรวมถึงการแข่งขันประเภทชายและหญิงมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน

ในพิธีเปิดโอลิมปิกปารีส เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 2024 (ตามเวลาในประเทศไทย) ที่นำทัพนักกีฬาล่องเรือไปตามแม่น้ำแซนพร้อมการแสดงทั้งหมด 12 ชุดตลอดเวลากว่า 4 ชั่วโมงของพิธีการ หนึ่งในการแสดงที่เรียกว่า Sororité (โซโครคริเต้) : ภราดรภาพแห่งสตรียังเป็นการยกย่องและระลึกถึงสตรีชาวฝรั่งเศส 10 คนซึ่งเป็นบุคคลสำคัญและผู้สร้างประวัติศาสตร์ในด้านต่างๆ เช่นการเมือง กีฬา ศิลปะ สิทธิมนุษยชน และวรรณกรรม

เรือนักกีฬาล่องในแม่น้ำแซนและด้านซ้ายเป็นแท่นรูปปั้นสตรีสำคัญ 10 คนในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส

Sororité เป็นการแสดงที่มีเพลงประกอบเป็นเพลงชาติของฝรั่งเศส คือ ลา มาร์แซแยส (La Marseillaise) ที่ในช่วง พิธีเปิดโอลิมปิกปารีส ได้ อั๊กเซลล์ แซ้งต์ ซีเครล (Axelle Saint-Cirel) นักร้องเสียง mezzo-soprano และเพลงแจซมาร้องเพลงด้วยการสวมชุดสีธงชาติฝรั่งเศสและยืนอยู่บนหลังคาของ เลอ กร็องด์ ปาเล่ส์ (Le Grand Palais) และในขณะที่เรือของนักกีฬาแต่ละลำแล่นผ่านจะมีรูปปั้นสีทองของสตรีชาวฝรั่งเศสจำนวน 10 รูปค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากแท่นริมแม่น้ำแซนบริเวณใกล้กับ สมัชชาแห่งชาติ (Assemblé Nationale) และ สะพานอาแล็กซ็องดร์ที่ 3 (Le pont d’Alexandre III)

Axelle Saint-Cirel ร้องเพลงชาติของฝรั่งเศสบนหลังคา Le Grand Palais

โตม่า โจล (Thomas Jolly) ผู้กำกับฝ่ายศิลป์และผู้คิดคอนเซปต์การแสดงชุด พิธีเปิดโอลิมปิกปารีส เปิดเผยว่าปารีสเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยรูปปั้นที่ประดับประดาตามสถานที่ต่างๆ แต่เป็นรูปปั้นของผู้ชายจำนวนถึง 260 รูป ในขณะที่มีเพียงแค่ 40 รูปปั้นเท่านั้นที่เป็นของเพศหญิง ดังนั้นภายหลังจากโอลิมปิก 2024 ปิดฉากลง ทางคณะกรรมการจัดการแข่งขันจึงวางแผนที่จะนำรูปปั้นจากการแสดงชุดภราดรภาพแห่งสตรีไปติดตั้งตามสถานที่ต่างๆ ที่เหมาะสมเป็นการถาวรต่อไป

Axelle Saint-Cirel สวมชุดสีธงชาติฝรั่งเศส

ในขณะที่นายกเทศมนตรีกรุงปารีส อานน์ อิดาลโก้ (Anne Hidalgo) กล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่ทางปารีสจะเก็บสัญลักษณ์ 3 อย่างที่ใช้ประกอบในการแข่งขันโอลิมปิกครั้งนี้ไว้ คือ ห่วงโอลิมปิกเหล็กขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่บริเวณหอไอเฟล กระถางคบเพลิงบอลลูน และรูปปั้นสีทองของผู้หญิงทั้ง 10 รูปซึ่งอย่างหลังนี้นายกเทศมนตรีแสดงความประสงค์จะให้นำไปติดตั้งบริเวณถนนลา ชาแปล (La Chapelle) ในปารีสเขต 18

Sarakadee Lite พาไปรู้จักสตรีทั้ง 10 คนจาก พิธีเปิดโอลิมปิกปารีส ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวงการต่างๆ ตั้งแต่ผู้หญิงคนแรกที่เดินทางรอบโลกเพื่อสำรวจพืชพรรณ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กลายเป็นผู้หญิงคนที่ 2 ต่อจากพระนางมารี อ็องตัวแน็ต ที่ถูกประหารด้วยเครื่องกิโยติน ผู้หญิงที่ยึดอาชีพนักเขียนในศตวรรษที่ 14 ยุคที่นักเขียนเป็นอาชีพสงวนสำหรับเพศชายเท่านั้น รวมถึงผู้สร้างประวัติศาสตร์กำกับภาพยนตร์เรื่องแรกโดยผู้หญิง และสตรีผู้ผลักดันให้เกิดการยอมรับความสามารถของนักกีฬาหญิงจนเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกได้

พิธีเปิดโอลิมปิกปารีส

01 Jeanne Barret: นักพฤกษศาสตร์ปลอมตัวเป็นชายเพื่อสำรวจพืชพรรณทั่วโลก

ฌานน์ บาร์เคร่ต์ (Jeanne Barret : 1740-1807) เป็นนักพฤกษศาสตร์จากแคว้นบูร์กอญ (Bourgogne) ผู้ค้นพบพรรณพืชใหม่ๆ หลากหลายชนิด และนับเป็นผู้หญิงคนแรกที่สามารถเดินทางรอบโลกได้สำเร็จ แต่ด้วยภาวะจำกัดในด้านเพศสภาพและกฎระเบียบของเรือในขณะนั้นที่ไม่อนุญาตให้ผู้หญิงขึ้นเรือทำให้บาร์เคร่ต์ต้องปลอมตัวและแต่งกายเป็นผู้ชายโดยใช้ชื่อว่า ฌ็อง (Jean) และใช้ผ้าพันเพื่อซ่อนหน้าอกไว้ รวมถึงแต่งกายแบบหลวมๆ ไม่รัดมากเพื่อปกปิดโครงร่างของตัวเอง เพื่อร่วมทีมสำรวจรอบโลกนำโดย หลุยส์ อองตวน เดอ บูแกงวิลล์ (Louis Antione de Bougainville) เธอร่วมทีมในฐานะผู้ช่วยทางด้านธรรมชาติวิทยาและมีหน้าที่สำรวจและเก็บตัวอย่าง รวมถึงแยกประเภทของพืชพรรณนับพันๆ รายการระหว่างการเดินทาง และพรรณพืชที่ถือเป็นซิกเนเจอร์ของเธอคือ Solanum baretiae sp. (โซลานุม บาเรติเย่) ที่ค้นพบบริเวณหมู่เกาะตาฮิติ

อนุสรณ์จากปารีส : ป้ายโลหะที่ระลึกจารึกข้อความและเกียรติคุณ ณ ตึกหมายเลข 13 rue des Boulangers 75005 Paris ว่า “ณ ที่แห่งนี้เป็นที่พำนักของ Jeanne Barret 1740-1807นักสำรวจและนักพฤกษศาสตร์ผู้หญิงคนแรกที่เดินทางรอบโลกใน ค.ศ.17671775เธอเดินทางในทีมสำรวจของBougainville

พิธีเปิดโอลิมปิกปารีส

02 Simone de Beauvoir: นักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีและเรียกร้องให้การทำแท้งถูกกฎหมาย

ซิโมน เดอ โบวัวร์ (Simone de Beauvoir:1908-1986) เกิดที่กรุงปารีสเป็นนักเขียนและเฟมินิสต์ตัวยง ผลงานของเธอมีทั้งนวนิยาย บทความ และบทความด้านปรัชญาแนวอัตถิภาวนิยม (existentialism) ที่มีแนวคิดว่ามนุษย์ดำรงอยู่ในฐานะปัจเจกบุคคลอย่างเป็นอิสระและเป็นผู้สร้างความหมายให้กับชีวิตตนเองผ่านการกระทำและการเลือกด้วยตนเองมิใช่จากสิ่งภายนอก

ผลงานเด่นของเธอและทำให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายคือ เลอ เดอเซียม แซ็กซ์ (Le Deuxième Sexe) หรือเพศที่ 2 ซึ่งตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1949 เพื่อสะท้อนถึงการกดขี่ทางเพศ เธอยังเป็นนักต่อสู้และนักเคลื่อนไหวในการเรียกร้องให้การทำแท้งเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมาย ซิโมน เดอ โบวัวร์ ใช้ชีวิตคู่กับ ฌ็อง ปอล ซาทร์ (Jean-Paul Sartre) นักเขียนและนักปรัชญาชื่อดังของฝรั่งเศส ร่วมกันมากกว่า 50 ปี โดยมิได้จดทะเบียนสมรส ภายหลังเสียชีวิตร่างของทั้งคู่ถูกฝังไว้คู่กันที่บริเวณสุสานมงปารนาส (Le cimetière Montparnasse) เขต 14 ของปารีส

อนุสรณ์จากปารีส :

  • ตั้งชื่อจัตุรัสว่า ซาทร์-โบวัวร์ (Place Sartre-Beauvoir) และมีป้ายจารึกเกียรติคุณว่า เป็นนักปรัชญาและนักเขียน ตั้งอยู่บริเวณเลขที่ 149 Boulevard Saint-Germain, 75006 Paris
  • ตั้งชื่อสะพานขนาดเล็กข้ามแม่น้ำแซนว่า ปาสเซอแครล ซิโมน เดอ โบวัวร์ (Passerelle Simone de Beauvoir) ที่ตั้งอยู่ระหว่าง Pont de Bercyและ Pont de Tolbiac 75012 ในปารีส เขต 12
  • ป้ายที่ระลึกที่ตึกหมายเลข 11 bis rue Victor-Schoelcher 75014 Paris ระบุว่า “Simone De Beauvoir 1908-1986 ผู้แต่งหนังสือเรื่อง Deuxième sexeนักเขียน นักปรัชญา ได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ตั้งแต่ ค.ศ. 1955 ถึง 1986”
พิธีเปิดโอลิมปิกปารีส

03 Olympe de Gouges: นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่โดนประหารด้วยกิโยติน

โอแลมป์ เดอ กูช (Olympe de Gouges : 1748-1793) เป็นนักเขียนและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนสำคัญ เกิดที่เมืองมงโตบอง (Montauban) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสใกล้ๆ กับตูลูซ (Toulouse) เดิมชื่อ มาครี กูช (Marie Gouge) เธอเป็นผู้ร่างปฏิญญาเกี่ยวกับสิทธิสตรีและพลเมืองสตรีใน ค.ศ. 1791เดอ กูช ถือเป็นคีย์วูแมนที่สำคัญและมีบทบาทมากในด้านเฟมินิสต์และเรียกร้องสิทธิและความเสมอภาพของสตรีในทางการเมือง รวมถึงเรียกร้องให้มีการเลิกทาสและความไม่เป็นธรรมในสังคม เป็นนักเคลื่อนไหวแนวหน้าและออกมาวิจารณ์และตำหนิการใช้อำนาจที่เกินกว่าเหตุของกลุ่มปฏิวัติฝรั่งเศสจนทำให้ถูกมองว่าเข้าข้างฝ่ายกษัตริย์หรือเอนไปทางราชาธิปไตยจนถูกนำไปเป็นหนึ่งในเหตุผลของการถูกคุมขังและถูกลงโทษประหารด้วยการตัดหัวใน ค.ศ. 1793ในข้อหากบฏและละเลยคุณธรรมที่เพศหญิงควรจะปฏิบัติและยึดมั่น เดอ กูชเป็นผู้หญิงคนที่ 2 ต่อจาก พระนางมารี อองตัวแน็ต (Marie Antoinette)ที่ถูกประหารด้วยเครื่องกิโยติน (guillotine) เรื่องราวของเธอได้มาปรากฎอีกครั้งใน พิธีเปิดโอลิมปิกปารีส

อนุสรณ์จากปารีส : ตั้งชื่อจัตุรัสว่าโอแลมป์ เดอ กูช (Place Olympe-de-Gouges), 75003 ตั้งอยู่เขต 3 ของปารีส และมีแผ่นป้ายจารึกว่า Place Olympe-de-Gouges 1748-1793, ผู้หญิงแห่งตัวอักษร นักสิทธิสตรี”

พิธีเปิดโอลิมปิกปารีส

04 Christine de Pizan: นักเขียนด้านสตรีนิยมคนแรกในยุคศตวรรษที่ 14

คริสตีน เดอ ปีซ็อง (Christine de Pizan : 1364-1430) เป็นนักปรัชญา กวี นักคิด นักเขียนหญิงคนแรกในช่วงศตวรรษที่ 14 เธอเกิดที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี และเมื่ออายุ 4 ขวบจึงได้ย้ายตามบิดาที่เข้ามาเป็นหมอและนักดาราศาสตร์ประจำราชสำนักฝรั่งเศสในรัชสมัยของพระเจ้าชาร์ลที่ 5 และเมื่ออายุได้ 15 ปี เดอ ปีซ็องได้แต่งงานกับ เอเตียน เดอ กาสเตล (Étienne du Castel) ขุนนางหนุ่มและทนายความของพระเจ้าชาร์ลที่ 5

แต่ในช่วงที่เกิดการระบาดของเชื้อกาฬโรคระหว่าง ค.ศ. 1389-1390 ทำให้พ่อ สามี และลูกที่เพิ่งจะคลอดมาของเธอเสียชีวิต เดอ ปีซ็องซึ่งในตอนนั้นมีอายุเพียง 25 ปีเท่านั้นต้องผันตัวเองมาเป็นนักเขียนเพื่อหาเลี้ยงตัวเองและลูกอีกสองคนที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งนักเขียนในสมัยนั้นยังเป็นอาชีพที่สงวนไว้สำหรับเพศชายเท่านั้น ผลงานของเธอที่ถือเป็นเบสต์เซลเลอร์ขายดีของยุโรปด้วยคือ โรม็อง เดอ ลา โรส (Roman de la Rose) เป็นบทกวีในลักษณะกลอนแปดจำนวนถึง 22,000 วรรค และ ลา ซิเต้ เดส์ ดามส์ (La Cité des Dames) ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในวรรณกรรมด้านสตรีนิยมในยุคแรกๆ

อนุสรณ์จากปารีส :

  • ตั้งชื่อถนนว่า Rue Christine de Pizan, 75017
  • ตั้งชื่อโรงเรียนอนุบาลว่า Ecole maternelle Christine de Pizan บริเวณเลขที่ 42 บนถนนชื่อเดียวกัน
พิธีเปิดโอลิมปิกปารีส

05 Alice Milliat:นักกีฬาหญิงผู้เปิดประตูโอลิมปิกให้สตรีเพศ

สตรีที่จะขาดไม่ได้ใน พิธีเปิดโอลิมปิกปารีส คือ อลิซ มิลิยาต์ (Alice Milliat: 1884-1957) นักกีฬาที่เป็นผู้เปิดประตูสู่โอลิมปิกของสตรีเพศ เกิดที่เมืองน็องต์ (Nantes) ใน ค.ศ. 1884 ในช่วงวัยเด็กเธอได้ฝึกฝนและเล่นกีฬาหลายประเภท เช่น ฮอกกี้ ว่ายน้ำ และเรือพาย เมื่ออายุได้ 20 ปีได้แต่งงานกับ โจเซฟ มิลิยาต์ (Joseph Milliat) และย้ายไปอยู่ที่ลอนดอน แต่อีก 4 ปีต่อมาสามีของเธอเสียชีวิตลง

ในช่วงที่ ปิแอร์ เดอ กูแบร์คแต็ง (Pierre de Coubertin) ได้ตั้งคณะกรรมการโอลิมปิกสากล หรือ IOC ขึ้นใน ค.ศ. 1894 และทาง IOC ได้จัดให้มีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกยุคใหม่ครั้งแรกที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ในอีก 2 ปีถัดมาซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่ อลิซ มิลิยาต์ผู้ดำรงตำแหน่งประธานสมาพันธ์สมาคมกีฬาสตรีแห่งฝรั่งเศสได้จัดการแข่งขันฟุตบอลหญิง และการวิ่งแบบ cross-country ส่วนตัวเธอเองก็สามารถทำลายสถิติในการพายเรือล่องแม่น้ำแซนเป็นระยะทาง 80 กิโลเมตรได้ในเวลาที่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและต้องการให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการแข่งขันกีฬาต่างๆ ได้ เธอจึงได้จัดให้มีการแข่งขันกีฬาผู้หญิงโลกขึ้นที่ปารีสใน ค.ศ. 1922 และในการแข่งขันครั้งนี้กูแบร์คแต็งในฐานะประธานของ IOC ก็ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า การแข่งขันกีฬาของผู้หญิงนั้นเป็นสิ่งที่ไม่น่าสนใจ ไม่สวยงาม และไม่เหมาะสม แต่เธอก็มิได้ล้มเลิกความตั้งใจ ในทางกลับกันได้พยายามล็อบบีบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในทุกวิถีทาง ประกอบกับความสามารถทางด้านภาษาที่เธอสามารถสื่อสารได้ถึงเจ็ดภาษา จนในที่สุดทาง IOC ก็ยอมรับให้มีนักกีฬาผู้หญิงเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกได้ครั้งแรกใน ค.ศ. 1900 ที่กรุงปารีส และเธอได้เป็นคณะกรรมการโอลิมปิกด้วย โดยนับเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้นั่งในคณะกรรมการนี้ อลิซ มิลิยาต์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1957 ที่กรุงปารีส

อนุสรณ์จากปารีส : ตั้งชื่ออาคารกีฬาว่า Gymnase Alice Milliat ที่ตั้งอยู่เลขที่ 11 ter rue d’Alésia 75014 ในปารีส เขต 14

06 Alice Guy Blaché:ผู้สร้างตำนานภาพยนตร์เรื่องแรกที่กำกับฯ โดยผู้หญิง

อลิซ กี บลาเช (Alice Guy Blaché: 1873-1968) ผู้กำกับฯ และผู้บุกเบิกด้านวงการภาพยนตร์เกิดที่เมืองแซ็ง ม็องเด (Saint Mande) ชานเมืองของปารีส เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1873 ใช้ชีวิตในวัยเด็กส่วนใหญ่ในฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ และชิลีก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์ครั้งแรกใน ค.ศ. 1894 ด้วยการทำงานในบริษัท เลอ กงตัวร์ เดอ ลา โฟโตกราฟี (Le Comptoir de la Photographie) ที่มี เล-อง โกมง (Léon Gaumont) เป็นผู้อำนวยการ อีก 1 ปีถัดมาโกมงได้ตั้งบริษัทผลิตกล้องถ่ายรูปและอุปกรณ์ถ่ายภาพของตัวเองขึ้นมา จึงได้ชักชวนให้ อลิซ กี (เป็นนามสกุลในขณะนั้นที่ยังไม่ได้แต่งงาน) เข้ามาทำงานด้วยในตำแหน่งเลขาของเขา

ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1895 ทั้งคู่ได้มีโอกาสไปชมการสาธิตการถ่ายทำภาพยนตร์ของ ลูมีแยร์ (Lumière) ที่เลอ กร็องด์ กาเฟ (Le Grand Café) ซึ่งเป็นการฉายภาพเคลื่อนไหว แต่ไม่มีเนื้อเรื่องประกอบ จากจุดนี้เองที่ทำให้เธอมีความต้องการจะสร้างภาพยนตร์ของตนเองขึ้นมาบ้าง เพราะเธอเห็นว่าภาพเคลื่อนไหวที่ไร้เรื่องราวประกอบนั้นเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ เธอจึงเจรจาให้โกมงช่วยเป็นนายทุนและร่วมในการสร้างภาพยนตร์โดยมีตัวเธอเองรับหน้าที่เป็นผู้กำกับฯ ภาพยนตร์ของเธอมีเนื้อเรื่องประกอบที่แต่งขึ้นมาใหม่และใช้ชื่อว่าลา เฟ โอ ชู (La Fée aux choux) ซึ่งแปลตรงตัวว่า เทพธิดากะหล่ำปลี และถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของโลกที่มีผู้หญิงเป็นผู้กำกับฯ และออกฉายครั้งแรกในวันที่ 28 ธันวาคม ค.ศ. 1896

อลิชเป็นที่รู้จักและยอมรับในด้านการใช้สเปเชียลเอฟเฟ็กต์ เช่นมีการแต้มสีในฟิล์ม มีการใช้ภาพเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว และมีการนำเสียงเข้าไปซิงก์รวมกับภาพ และมีการใช้นักแสดงชาวแอฟริกันในภาพยนตร์ของเธออีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการแคสติงที่ไม่จำกัดเฉพาะแค่คนฝรั่งเศสเท่านั้น เธอแต่งงานกับแอร์แบร์ บลาเช (Herbert Blaché) ใน ค.ศ. 1907 ทั้งคู่ก็ย้ายไปอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาและได้ตั้งสตูดิโอของตัวเองโดยใช้ชื่อว่า ลา โซลักซ์ ฟิล์ม โก (La Solax Film Co) ทั้งคู่ทำงานร่วมกันจนถึง ค.ศ. 1922 ซึ่งเป็นปีที่ทั้งคู่หย่าขาดจากกัน อลิชจึงได้ย้ายกลับไปฝรั่งเศสและทำหน้าที่สอนเกี่ยวกับภาพยนตร์แทนการกำกับฯ และเธอเสียชีวิตที่นิวเจอร์ซีย์ในวัย 94 ปี และหลุมฝังศพของเธอก็อยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน

อนุสรณ์จากปารีส : ตั้งชื่อจัตุรัสว่า อลิซ กีย์ บลาเชช (Place Alice Guy-Blaché) 75014 ในปารีส เขต 14 พร้อมแผ่นป้ายที่จารึกว่า “Place Alice Guy-Blaché 1873-1968 ผู้กำกับฯ หญิงคนแรก ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง Fée aux choux ใน ค.ศ. 1896”

07 Louise Michel: กวี นักเขียน คุณครู และนักกิจกรรมกับแนวคิดเสรีนิยม

หลุยส์ มิเชล (Louise Michel: 1830-1905) กวี นักเขียน คุณครู และนักกิจกรรมอนาธิปไตย และสัญลักษณ์ของเฟมินิสต์แห่งคอมมูนารีสที่แม้ว่าจะเกิดและใช้ชีวิตในวัยเด็กในชนบทที่วรงกูร์ ลา โกต (Vroncourt-la-Côte) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือของปารีส แต่เธอได้รับการศึกษาแบบเสรีนิยมจากปู่ย่าของเธอทำให้เธอมีแนวคิดแบบเปิดกว้าง และได้เรียนรู้และฝึกอบรมให้สามารถเป็นคุณครูสอนหนังสือให้กับเด็กๆ ที่ด้อยโอกาสในหมู่บ้าน เมื่ออายุได้ 26 ปี หลุยส์ มิเชล ย้ายเข้ามาอยู่ในปารีส และทำหน้าที่สอนหนังสือให้กับเด็กๆ ตามที่เธอถนัด ใน ค.ศ. 1865 เธอเปิดโรงเรียนในมงมาทร์ (Montmartre) และมีความสนใจในวรรณคดีจนได้ตีพิมพ์บทกวีด้วยการใช้นามแฝงว่า อองโจลคราซ (Enjolras) ร่วมไปกับการสอนหนังสือให้กับผู้ด้อยโอกาสในสังคม

เธอมักจะเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านการเมืองและทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของการปฏิวัติฝรั่งเศสในปารีสที่เรียกว่า La commune de Parisเธอเป็นแกนนำผู้คนเข้าต่อต้านและสู้รบกับรัฐบาลฝรั่งเศสจนถูกจับกุมและตัดสินลงโทษจำคุกเป็นเวลา 10 ปีที่หมู่เกาะนูแวล กาเลโดนี (Nouvelle-Calédonie) ดินแดนโพ้นทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกของฝรั่งเศส ในขณะที่ถูกคุมขังที่นั่นเธอก็ได้ศึกษาพรรณพืชและสัตว์ประจำถิ่นไปด้วย รวมถึงยังให้การสนับสนุนคนพื้นเมืองในการก่อการประท้วงเมื่อ ค.ศ. 1878 ด้วยเช่นกัน

แต่ใน ค.ศ. 1880 หลุยส์ มิเชล ได้กลับมาปารีสและยังคงมีบทบาทและเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองอยู่ตลอด และถูกจับกุมและคุมขังครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดก็ถูกเนรเทศไปลอนดอนและเธอก็ยังคงเปิดโรงเรียนสอนแนวคิดแบบเสรีนิยมต่อ ในช่วงท้ายของชีวิตเธอได้ใช้เวลาไปๆ มาๆ ระหว่างลอนดอนและปารีส ที่เธอได้กลับมาตั้งหนังสือพิมพ์ เลอ ลีแบร์แตร์ (Le Libertaire) ขึ้นใน ค.ศ. 1895 หลุยส์ มิเชลเสียชีวิตในเดือนมกราคม ค.ศ. 1905 ที่เมืองมาร์แซย์ (Marseille) ด้วยโรคปอดบวมและได้ทิ้งมรดกไว้ให้กับคนรุ่นหลังในฐานะของนักต่อสู้เพื่อความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคมของผู้คนโดยเฉพาะผู้หญิงและชนชั้นกรรมกร

อนุสรณ์จากปารีส : ตั้งชื่อสวนหย่อมขนาดเล็กว่า Square Louise Michel บริเวณเลขที่ 6 Place Saint-Pierre 75018 ด้านหน้าของโบสถ์ซัคเคร่ เกอร์ (Sacré-Cœur) พร้อมแผ่นป้ายเกียรติคุณที่จารึกว่า “Square Louise Michel 1830-1905 คุณครู วีรสตรีของคอมมูนแห่งปารีส”

08 Simone Veil:ประธานรัฐสภายุโรปผู้หญิงคนแรกและผู้ผลักดันกฎหมายการทำแท้งในฝรั่งเศส

ซิโมน ไวล (Simone Veil: 1927-2017) นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของฝรั่งเศสและผู้ที่ทำให้การทำแท้งเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายในประเทศฝรั่งเศส เมื่ออายุได้ 16 ปี ซิโมนถูกจับตัวและส่งไปคุมขังที่ค่ายกักกัน ออชวิตส์ บรีค์เกอโน (Auschwitz-Birkenau) ที่โปแลนด์ในเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเธอเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิต เมื่อสงครามสิ้นสุดลง เธอกลับมายังฝรั่งเศสและได้ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษา และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุขใน ค.ศ. 1974เธอได้พยายามผลักดันร่างกฎหมายการทำแท้งและให้ละเว้นโทษเกี่ยวกับการทำแท้งซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อว่า ลา ลัว ไวล (La loi Veil) ที่ได้รับการโหวตยอมรับและผ่านร่างกฎหมายนี้จากรัฐสภาฝรั่งเศส 1 ปีหลังจากได้รับตำแหน่ง

ต่อมาใน ค.ศ. 1979ซิโมน ไวล ลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในรัฐสภายุโรป และได้คะแนนผ่านเข้าไปสู่สภายุโรปตั้งแต่รอบแรก จากการชนะเลือกตั้งครั้งนี้เธอได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภายุโรปซึ่งเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้ระหว่าง ค.ศ. 1979-1982 ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งเธอได้รณรงค์และผลักดันการปรองดองสมานฉันท์ระหว่างฝรั่งเศสและเยอรมนี รวมถึงการสร้างยุโรปแบบหนึ่งเดียวหรือสร้างเอกภาพของยุโรป ตลอดช่วงชีวิตเธอได้ต่อสู้และเรียกร้องในประเด็นหลักๆ 4 ประเด็นด้วยกัน คือ ด้านสิทธิและศักดิ์ศรีของนักโทษหรือผู้ถูกคุมขัง ด้านสิทธิสตรีและเสรีภาพในการยุติการตั้งครรภ์โดยความสมัครใจ การต่อสู้เพื่อมิให้ความทรงจำในการเนรเทศและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของชาวยิวในยุโรปเลือนหายไปหรือที่เรียกว่า ลา เมมัวร เดอ ลา โชอา (La mémoire de la Shoah) และการสร้างยุโรปเป็นหนึ่งเดียว

ซิโมน ไวล เสียชีวิตที่ปารีส ในวันที่ 30มิถุนายน ค.ศ. 2017 และใน ค.ศ. 2018 ทางรัฐบาลได้มีมติให้นำโลงศพของเธอเข้าไปเก็บไว้ที่ ปองเต-อง (Panthéon) ซึ่งเป็นที่เก็บโลงศพของรัฐบุรุษและบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ทำคุณงามความดีให้กับประเทศฝรั่งเศส

อนุสรณ์จากปารีส :

  • ตั้งชื่อจัตุรัสว่าเลอครอป-ซิโมน ไวล (Place de l’Europe-Simone Veil) 75008 ในปารีส เขต 8
  • ตั้งชื่อสถานีรถไฟใต้ดินหรือเมโทร สาย 3 ว่า สถานีเออครอป ซิโมน ไวล (Station Europe-Simone Veil)

09 Paulette Nardal: นักต่อสู้เพื่อเชื้อชาติและสีผิวกับประโยค “สีดำคือความงดงาม”

โปแลตต์ นาร์คดาล (Paulette Nardal: 1896-1985) เกิดที่เมืองฟร็องซัว (François) เกาะมาร์ตีนิก (Martinique) เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิและความเท่าเทียมกันทางด้านเชื้อชาติและสีผิว รวมถึงเป็นนักเขียนและนักสื่อสารมวลชน ในวัย 24 ปีโปแล็ตต์เป็นนักศึกษาผิวสีคนแรกที่สามารถผ่านเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยซอร์บอน (Sorbonne) ในด้านวรรณกรรม และเธอมักจะใช้เวลาว่างไปกับการพบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนๆ นักเขียนและนักกิจกรรม หรือนักเคลื่อนไหวผิวสีในสโมสรวรรณกรรมที่ตั้งขึ้นมาที่เรียกกันติดปากว่าซาลง ลิตเตแคร์ (Salon littéraire) และใน ค.ศ. 1931 ยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งวารสาร ลา มงด์ นัวร์ (La Revue du Monde Noir) ที่นำเสนอข่าวสารและเผยแพร่เรื่องราวของคนผิวสี แต่ด้วยปัญหาทางการเงินจึงทำให้สามารถตีพิมพ์ได้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น

ใน ค.ศ. 1939 เธอเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดของตัวเอง และในระหว่างเดินทางเรือที่เธอโดยสารไปนั้นถูกโจมตีด้วยตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำเยอรมนีและตัวเธอเองได้รับบาดเจ็บคือกระดูกสะบ้าหักทั้งสองข้างจนกลายเป็นผู้พิการตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม ณ ที่บ้านเกิดโปแล็ตได้ก่อตั้งกลุ่มพลังสตรีขึ้นเพื่อเรียกร้องสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชากรเพศหญิงของเกาะมาร์ตีนิก อีกทั้งยังรวมกลุ่มนักร้องประสานเสียงเพื่อส่งเสริมและโปรโมตประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเกาะ จนถือได้ว่าเป็นนักเคลื่อนไหวและผู้บุกเบิกให้มีการยอมรับในเกียรติยศและศักดิ์ศรีของชนพื้นเมืองผิวสี และเธอก็มักจะแสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในความที่เป็นคนผิวสีของเธออยู่ตลอดเวลาด้วยประโยคที่ว่า “Black is beautiful.” (สีดำคือความงดงาม) เธอเสียชีวิตที่เมืองฟอร์ เดอ ฟร็องส์ (Fort-de-France) ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1985

อนุสรณ์จากปารีส : ตั้งชื่อสวนหย่อมขนาดเล็กว่า Promenade Jane et Paulette Nardalที่ตั้งอยู่บริเวณ Rue Didot Rue Raymond Losserand 75014 ในปารีสเขต 14 พร้อมแผ่นป้ายที่จารึกว่า “Promenade Jane (1902-1993) et Paulette NARDAL (1896-1985) พี่น้องสองสาว ผู้หญิงแห่งตัวอักษรชาวมาร์ตีนิก ดาวเด่นของวรรณกรรมและการเมืองของปัญญาชนคนผิวสีดำ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรี”

10.Gisèle Halimi: ทนายความด้านเฟมินิสต์และนักกิจกรรมเพื่อสังคม

จีแซล อาลีมี (Gisèle Halimi: 1927-2020) ทนายความด้านเฟมินิสต์ เกิดที่เมืองตูนิส ประเทศตูนิเซีย เมื่อ ค.ศ. 1927 และเมื่อแรกเกิดมีชื่อว่า Zeiza Gisèle Elise Taib แต่งงานครั้งแรกเมื่ออายุ 29 ปี กับ ปอล อาลีมี (Paul Halimi) และเธอได้ใช้นามสกุลนี้ตลอดมาแม้ว่าจะหย่ากับสามีไปแล้วก็ตาม จากนั้นก็แต่งงานอีกครั้งกับ โกลด โฟ (Cluade Faux) ซึ่งเป็นเลขาของ ฌ็อง ปอล ซาทร์ (Jean-Paul Sartre) นักปรัชญาและนักเขียนผู้ซึ่งเป็นคู่ชีวิตของ ซิโมน เดอ โบวัวร์ และด้วยเหตุนี้ทำให้ จีแซล อาลีมี ได้ร่วมงานกับ ซิมอน เดอ โบวัวร์ ในการต่อสู้เรียกร้องเพื่อสิทธิสตรีและร่างกฎหมายเกี่ยวกับการทำแท้งโดยเฉพาะในกรณีที่ถูกข่มขืน

เธอยังเป็นผู้สนับสนุนของอดีตประธานาธิบดี ฟร็องซัว มีแตร็อง (François Mitterrand) และเป็นนักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวทางสังคม ต่อมาเธอได้อุทิศตนให้กับการเขียนและได้ตีพิมพ์ผลงานที่บอกเล่าถึงที่มาของชีวิตทางครอบครัวของเธอที่มีส่วนผลักดันให้เธอเข้าสู่เส้นทางของการเป็นเฟมินิสต์และดำเนินกิจกรรมทางสังคม

อนุสรณ์จากปารีส : ตั้งชื่อสวนหย่อมขนาดเล็กว่า La Promenade Gisèle Halimi ณ บริเวณฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซน (Rive Gauche) ระหว่างสะพานเดส์ แซ็งวาลิดส์ (Le pont des Invalides) และสะพานอัลมา (Le pont d’Alma) พร้อมแผ่นป้ายที่จารึกว่า “Promenade Gisèle HALAMI 1927-2020 ทนายความ นักการเมืองหญิง นักเคลื่อนไหวเพื่อการปลดแอกประชาชน และสิทธิสตรี”

อ้างอิง:

https://www.gqmagazine.fr/article/statues-femmes-ceremonie-ouverture-jeux-olympiques

www.lalibre.be/sports/omnisports/jeux-olympiques/2024/07/27/jo-2024-qui-sont-les-10-femmes-qui-ont-ete-mises-a-lhonneur-lors-de-la-ceremonie-douverture-M4GSWLDOFZEFLEZDAOPCQN62QU/

https://www.sortiraparis.com/actualites/jeux-olympiques-paris-2024/articles/317893-statues-de-la-ceremonie-d-ouverture-qui-sont-les-10-femmes-mises-a-l-honneur-sur-la-seine

The post 10 สตรีผู้สร้างประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ในพิธีเปิดโอลิมปิกปารีสกลางแม่น้ำแซน appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...