Jipjip Money สินเชื่อแบรนด์เนมครั้งแรกของโลก วงเงิน 3 หมื่น-1 ล้านบาท ผ่อนยาว 60 เดือน
หลังจากเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2566 ที่ผ่านมาบริษัท เงินเรื่องจิ๊บ จำกัด ได้นำร่องเฟสแรก เปิดตัวแบรนด์ bagforcash กระเป๋าแลกเงิน ชูดอกเบี้ย 1.25% ได้รับการตอบรับดี
ส่งผลให้ล่าสุด บริษัทฯ ต่อยอดความสำเร็จ ปั้น“Jipjip Money” สินเชื่อแบรนด์เนมครั้งแรกของโลก และรายแรกของไทยที่ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.
นางสาวเสาวนีย์ ผไทวณิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เงินเรื่องจิ๊บ จำกัด ฉายภาพจุดเริ่มต้นธุรกิจให้ฟังว่า เกิดจากความชื่นชอบและสะสมแบรนด์เนม โดยเฉพาะกระเป๋าและนาฬิกา และมองเห็นโอกาสในตลาดว่าเป็นสินเชื่อที่ไม่มีใครจับ
“เพราะแบรนด์เนมเป็นสิ่งที่ถูกตีตราว่าฟุ่มเฟือย”
ทว่าอีกมุมหนึ่งแบรนด์เนมเป็นการลงทุนสินทรัพย์ประเภทหนึ่งไม่ต่างจากอสังหาริมทรัพย์หรือรถยนต์ ที่มีมูลค่าเพิ่มพูนได้ สะท้อนจากมูลค่าแบรนด์เนมที่ขยายตัวขึ้น
โดยมูลค่าตลาดแบรนด์เนมทั่วโลกอยู่ที่ 1.3 ล้านล้านบาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 9-11% ส่วนประเทศไทยมีมูลค่าสูง 1.41 แสนล้านบาท
ขณะเดียวกัน ยังสามารถนำสินค้าแบรนด์เนมไปแลกเงินในเวลาฉุกเฉินได้ จึงเกิดการทำ bagforcash ในแนวคิดกระเป๋าแลกเงินสด เมื่อ 8 เดือนก่อน ปัจจุบันขยายห้องเซฟห้องที่ 2 เรียบร้อยแล้ว และกำลังมีแพลนขยายห้องเซฟห้องที่ 3 ให้แล้วเสร็จภายในเดือน มกราคม พ.ศ 2567
ล่าสุด บริษัทฯ เปิดตัวJipjip Money เป็นบริการสินเชื่อแบรนด์เนมกระเป๋าและนาฬิกา อนุมัติไวใน 24 ชั่วโมง เพียงมีสลิปเงินเดือน วงเงินตั้งแต่ 30,000 - 1,000,000 บาท ชูดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.59% - 1.99% ต่อเดือน แบบลดต้นลดดอกเบี้ย ผ่อนเริ่มต้น 657 บาท/เดือน นานสูงสุด 60 เดือน โดยลูกค้าต้องมีเงินเดือน 30,000 บาท ขึ้นไป
เบื้องต้น ปัจจุบันมีพาร์ตเนอร์ร้านกระเป๋าแบรนด์เนม 20 รายใหญ่-รายกลาง โดยจากนี้ไปเตรียมคุยดีลพาร์ตเนอร์เดือนละ 10-15 ราย และคาดว่าใน 2 ปี จะสามารถดีลกับร้านแบรนด์เนมทั่วไืทยได้กว่า 1,000 ราย
นอกจากนี้ บริษัทฯ เตรียมขยายไลน์ทำนาฬิกาแลกเงิน ภายใต้ watchforcash วงเงินอนุมัติ 10,000 - 2,000,000 บาท โดยเรตดอกเบี้ย 1.25 /เดือน และจัดเก็บในตู้นิรภัยแบบ 1 ต่อ 1 ต่อยอดแนวคิดจาก bagforcash และเตรียมขยายไลน์เพชรแลกเงิน ในปี 2567
“จากที่เริ่มทำ bagforcash กระเป๋าแลกเงิน ได้รับผลตอบรับดี มีจำนวนมากกว่า 1,217 เคส วงเงินรวม 200 ล้านบาท ในสัญญา ระยะ 1-3 เดือน ต่อสัญญาได้เรื่อย ๆ เมื่อครบเวลา บริษัทฯ คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี ปัจจุบันมีผู้ผิดนัดสัญญาอยู่ 2%”
อย่างไรก็ตาม ด้วยมีผู้ให้ความสนใจจำนวนมาก บริษัทฯ จึงเตรียมหาพาร์ตเนอร์เงินทุนเพิ่ม คาดเจรจาแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน ปี 2566 นี้
นางสาวเสาวนีย์ กล่าวต่อไปว่า การกู้แบรนด์เนม ไม่ต่างจากการกู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อรถ เพียงแค่สินเชื่อแบรนด์เนมยังเป็นเรื่องใหม่ในไทย เพราะยังติดยึดกับความเชื่อเดิม ๆ ว่าสินค้าแบรนด์เนมเป็นสิ่งของฟุ่มเฟือย
แต่หากใช้เหตุผลมาประกอบ ลองเทียบมูลค่ากระเป๋าแบรนด์เนมกับรถยนต์หรืออสังหาริมทรัพย์สักหลัง แบบ 1 ต่อ 1 โดยใช้เงินเท่ากัน ระยะเวลาเท่ากัน รับรองเลยว่า กระเป๋าแบรนด์เนมยังคงมูลค่าสูงกว่ารถยนต์และอสังหาริมทรัพย์แน่นอน
กรณีศึกษา 10 ปี ระหว่างกระเป๋าแบรนด์เนม อสังหาริมทรัพย์ และรถยนต์
รถยนต์ : Mercedes Benz S-Class ปี 2010 มีมูลค่า 3.2 ล้านบาท ปี 2020 มูลค่าเหลือ 800,000 บาท หดตัว -75.6%
อสังหาริมทรัพย์ : บ้านเดี่ยว ปี 2010 มีมูลค่า 3 ล้านบาท ปี 2020 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 4.3 ล้านบาท ขยายตัว 43.3%
กระเป๋าแบรนด์เนม : Hermes Himalayan Birkin 25 ในปี 2010 มีมูลค่า 3 ล้านบาท ส่วนปี 2020 มีมูลค่า 7.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 150%
Chanel Classic Flap Medium ปี 2010 มีมูลค่า 104,040 บาท ปี 2020 มีมูลค่า 372,090 บาท เพิ่มขึ้น 257%
ขณะที่ ค่าบำรุงรักษากระเป๋าแบรนด์เนมยังใช้เงินน้อยกว่า หรือหากมีความจำเป็นต้องใช้เงินด่วน กระเป๋าแบรนด์เนมสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายกว่ารถและอสังหาริมทรัพย์อีกเช่นกัน แต่ผู้ลงทุนควรศึกษาและเข้าใจตลาดแบรนด์เนมให้ดีก่อนการลงทุน
สำหรับแผนการตลาดในอนาคตของบริษัท เงินเรื่องจิ๊บ จำกัด ที่วางไว้ เป้าหมายของเราคือเจ้าแรกในตลาดสินเชื่อแบรนด์เนม พร้อมที่จะพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งมั่นใจว่า ตอนนี้เราคือที่ 1 ในตลาด และตั้งเป้ายืน 1 ในตลาดสินเชื่อแบรนด์เนมในไทย ด้วยระบบที่วางไว้ มีแพลนที่จะขยายไปยังต่างประเทศแน่นอน
ส่วนด้านรายได้ตั้งเป้าไว้ที่ 40 ล้านบาท/เดือน โดยปิดปี 2566 คาดว่าจะมีรายได้ 400 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 18% และในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือ ปี 2569 บริษัทฯ มีแผนที่นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์