พรรคขวาจัด ยื่นฟ้องหน่วยข่าวกรองเยอรมัน หลังถูกขึ้นบัญชีจากรัฐบาลเป็น “กลุ่มหัวรุนแรง” ซึ่งทำให้ถูกละเมิดจากการดักฟังและติดตาม
พรรค AfD ยื่นฟ้องหน่วยข่าวกรองเยอรมันเมื่อวันจันทร์ (5 พ.ค.) หลังถูกขึ้นบัญชีเป็นกลุ่มหัวรุนแรง ส่งผลให้ต้องเผชิญกับการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นจากทางการ โดยพรรคซึ่งได้อันดับ 2 ในการเลือกตั้งระดับประเทศเมื่อเดือน ก.พ. ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองในเมืองโคโลญจน์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่หน่วยข่าวกรองภายในประเทศ
ภายใต้การจัดประเภทดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้รับสิทธิ์ในการใช้สายข่าว รวมถึงเครื่องมือเฝ้าระวัง เช่น การบันทึกเสียงและวิดีโอ เพื่อติดตามกิจกรรมของพรรคอย่างใกล้ชิด โดยหน่วยข่าวกรองเยอรมันระบุว่าพรรค AfD เป็นภัยคุกคามต่อระเบียบประชาธิปไตยของประเทศ โดยกล่าวหาว่า “ไม่ให้ความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่าน “การปลุกปั่นอย่างต่อเนื่อง” ต่อผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ซึ่งหลายคนมาจากประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม
ในแถลงการณ์ พรรค AfD กล่าวหาหน่วยข่าวกรองว่าละเมิดรัฐธรรมนูญ โดยพยายามทำให้การแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการเข้าเมืองในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
พร้อมเน้นย้ำว่า “ด้วยคำฟ้องนี้ เรากำลังส่งสัญญาณที่ชัดเจนเพื่อต่อต้านการใช้อำนาจรัฐในทางที่ผิดเพื่อกำจัดและกีดกันฝ่ายค้าน” โดย ตีโน ครูปัลลา และ อลิซ ไวเดล ผู้นำร่วมของพรรคกล่าวหาว่า หน่วยงานดังกล่าวกำลังพยายาม “บิดเบือนการแข่งขันในระบอบประชาธิปไตยและทำลายความชอบธรรมของคะแนนเสียงนับล้าน”
พรรค AfD ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 โดยมีจุดยืนแรกเริ่มในการคัดค้านมาตรการช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศสมาชิกยูโรโซนที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ แต่การปฏิเสธนโยบายของอดีตนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เคิล ในปี 2015 ที่เปิดรับผู้ลี้ภัยจำนวนมากเข้าสู่เยอรมนี ได้ช่วยผลักดันให้พรรคกลายเป็นพลังทางการเมืองที่สำคัญ
ขณะเดียวกัน พรรคฝ่ายขวาจัดกำลังขยายอิทธิพลไปทั่วยุโรป และ AfD ก็ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ รวมถึงการสนับสนุนจาก อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ โพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันศุกร์ (2 พ.ค.) เรียกร้องให้เยอรมนียกเลิกการขึ้นบัญชีพรรค AfD เป็นกลุ่มหัวรุนแรง โดยระบุว่าการมอบอำนาจให้หน่วยข่าวกรองจับตาฝ่ายค้านเป็น “เผด็จการในคราบประชาธิปไตย”
ด้านกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีตอบโต้ผ่านโซเชียลมีเดียว่า “นี่คือประชาธิปไตย” พร้อมชี้ว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็น “ผลจากการสืบสวนที่รอบคอบและเป็นอิสระ เพื่อปกป้องรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม” รวมถึง ย้ำว่าศาลอิสระจะเป็นผู้ตัดสินขั้นสุดท้าย และเตือนว่า “เราเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ว่า ลัทธิขวาสุดโต่งต้องถูกหยุดยั้ง”
ขณะเดียวกัน เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดี ซึ่งเคยพบกับไวเดลหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือน ก.พ. โพสต์ว่า AfD เป็น “พรรคที่เป็นตัวแทนของประชาชนมากที่สุด” ในอดีตเยอรมนีตะวันออกที่เคยเป็นคอมมิวนิสต์ พร้อมกล่าวว่า “ตอนนี้ ข้าราชการพยายามทำลายมัน”
พรรค AfD ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างยาวนานจากจุดยืนที่เป็นมิตรกับรัสเซีย และยังคัดค้านนโยบายของเยอรมนีต่อสงครามในยูเครน โดยเบอร์ลินเป็นผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ให้กับยูเครน รองจากสหรัฐฯ
การฟ้องร้องเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนที่ ฟรีดริช เมิร์ซ ผู้นำพรรคอนุรักษนิยม จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีเยอรมนีแทน โอลาฟ ชอลซ์ โดย ในวันจันทร์ (5 พ.ค.) พรรค CDU/CSU ของเมิร์ซ และพรรค SPD ของชอลซ์ ได้ลงนามในข้อตกลงรัฐบาลผสม ซึ่งปูทางให้รัฐบาล “แบล็ก-เรด” ชุดที่ 5 บริหารประเทศภายใต้การนำของเมิร์ซในวันอังคาร
ที่มา: France 24