กูรูเศรษฐกิจ ประเมิน ทรัมป์ขึ้นภาษีไทย 36% ฉุดจีดีพีปีนี้โตต่ำกว่า 2% - ย้ำต้องเจรจาเร่งด่วน
กูรูเศรษฐกิจ ประเมิน ทรัมป์ขึ้นภาษีไทย 36% ฉุดจีดีพีปีนี้โตต่ำกว่า 2% - ย้ำต้องเจรจาเร่งด่วน
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -3 เม.ย. 68 8:52: น.
กูรู เศรษฐกิจ ประเมินผลกระทบ ทรัมป์ขึ้นภาษีไทย 36% ประสานเสียงจากนี้ต้องเร่งเจรจา "ดร.พิพัฒน์" เปิด 3 ทางเลือกไทย "สู้ - หมอบ - ทน" ส่วน "ดร.อมรเทพ " ห่วง อาจกดดันให้จีดีพีปีนี้โตต่ำ กว่า 2% ด้าน โบรกฯ คาดกระทบจีดีพีมากกว่าคาด - ส่งออกไปสหรัฐวูบ 20-30% ย้ำต้องหาเพื่อร่วมปัญหา - เร่งขาดดุลการค้าจีน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีพื้นฐาน (Baseline tariff) สำหรับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศ ในอัตรา 10% และภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariff) กับอีกหลายสิบประเทศ รวมถึงคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐ ซึ่งประเทศไทยถูกเก็บในระดับ 36% ด้วยเหตุผลที่ว่า ไทยเก็บภาษีสินค้าสหรัฐ (รวม nontariff barriers) สูงถึง 72%
จากประเด็นดังกล่าว ส่งผลให้นักวิชาการเริ่มออกมาประเมินผลกระทบ และแนวทางการรับมือของไทยต่อมาตรการภาษีดังกล่าว แล้ว
โดย ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร KKP เปิดเผยว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ตัวเลข 72% ที่ ทรัมป์อ้างอิงมาจากไหน และจากนั้นรัฐบาลไทยต้องเดินหน้าเจรจา และมีทางเลือก 3 ทาง คือ
1.สู่้ โดยทางนี้มองว่าไม่ใช่ทางเลือกที่ดี เนื่องจากสหรัฐฯเป็นตลาดส่งออกใหญ่ของไทย
2 หมอบ คือยอมเจรจาจนกว่าสหรัฐจะพอใจ แต่อาจจะบานปลายไปมากกว่าเรื่องการค้า ไปสู่เรื่องความมั่นคงได้
3 ทน และหาพันธมิตร ไปร่วมกดดันสหรัฐฯ
ด้าน ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เปิดเผยว่า จากนี้ไทย น่าจะทำตามที่ทรัมป์เสนอบ้าง อย่างน้อยก็แสดงความจริงใจ และเพิ่มการต่อรอง ต้องเตรียมแผนรับมือผลกระทบด้วย เช่น การสวมสิทธิจากจีน สินค้าจีนทะลักกระทบภาคการผลิตไทย และหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงแจกเงิน แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่น สร้างงาน สร้างรายได้ หามาตรการทางการเงินดูแลผู้ได้รับผลกระทบ และหากภาษีเกิดจริง อาจทำให้ กนง.ลดดอกเบี้ยในสิ้นเดือนนี้เลย และห่วงว่า อาจกดดันให้จีดีพีปีนี้โตต่ำ กว่า 2% ได้
ส่วนนายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลกระทบต่อ GDP จะหนักกว่าที่ประเมินว่า ว่าเบื้องต้นอาจจะถูกขึ้นภาษี 15% และกระทบกับ GDP ประมาณ 1.5% ซึ่งจากนี้ไทยต้องเร่งเจรจา หาเพื่อนร่วมปัญหา และ เร่งลดการขาดดุลการค้ากับจีนให้ได้
สำหรับบทวิเคราะห์ ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ ในเช้าวันนี้ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อัตราภาษีที่ ไทยถูกเรียกเก็บที่ 36% ถือว่าสูง แปลว่าสหรัฐฯ ตั้งเป้าหมายให้ไทยเลิกหรือปลดมาตรการ ที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งจะกระทบกับ 1) สินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์นม เนื้อวัว เนื้อหมู 2) การเปิดเสรี บริการทางการเงิน และโทรคมนาคม 3) การเปิดมากขึ้นเกี่ยวกับสัดส่วนการลงทุนต่างชาติ ในบางอุตสาหกรรม ประเมินอาจทําให้การส่งออกไปสหรัฐฯ ลดลง 20-30% ซึ่งจะกระทบ ให้ GDP ปี 68 ของไทยลดลงเหลือ 2.00-2.30% (จากเดิม 2.8%) และอาจส่งผลต่อ การบริโภค หรือจ้างงานที่ลดลง หากภาคการผลิตต้องปรับลดกําลังการผลิต
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังสหรัฐฯประกาศอัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ต่อไทยสูงกว่าที่คาดที่ 36% ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยรุนแรงกว่าที่คาดและอาจนำไปสู่การปรับลด GDP ลงในอนาคต โดยมีโอกาสที่จะเห็นการเติบโตปีนี้ต่ำกว่า 2% ได้ หลังจากนี้ต้องจับตาว่ารัฐบาลจะมีการเจรจากับสหรัฐฯเพื่อลดระดับอัตราภาษีลงจากระดับกล่าวได้มากน้อยเพียงใด โดยคาดว่าจะต้องมีลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯลงและนำเข้าเพิ่มเติม รวมถึงต้องพิจารณาด้านผลประโยชน์อื่นๆนอกเหนือจากด้านการค้า
โดยโพสต์ของ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ตัวเต็มมีใจความดังนี้
หัวจะปวด Thailand โดน reciprocal tariffs ไป 36%!!!
นี่ขนาดลดให้ครึ่งนึงแล้วนะ
Trump เล่นคิดว่าไทยเก็บภาษีสินค้าสหรัฐ (รวม nontariff barriers) 72%! ทั้งๆที่ค่าเฉลี่ยภาษีนำเข้าแค่ประมาณ 10% แปลว่าเขาคิด value ของ nontariff barrier เยอะมาก หรือไม่ก็ focus ตรงสินค้าที่เราคิดภาษีเขาเยอะๆ เช่นสินค้าเกษตรทั้งหลาย หรือไม่ก็เขียนผิด
งานแรกของรัฐบาลคือต้องไปหาก่อนเลยว่า 72% มาจากไหน!
จากนี้คือเกมเจรจาล้วนๆ เราน่ามีทางเลือกอยู่สามทาง หรือไม่ก็ combination ของทั้งสามทาง
หนึ่ง สู้ (แบบ แคนาดา ยุโรป หรือจีน) ซึ่งเราอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดี เพราะเราพึ่งพาเขาเยอะกว่าเขาพึ่งพาเราเยอะมาก สหรัฐเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของเรา เราเกินดุลสหรัฐปีนึงหลายหมื่นล้าน (แม้ว่ามูลค่าของการเกินดุลจำนวนมากเป็นสินค้านำเข้าจากจีนที่อาศัยไทยเป็นช่องหลบเลี่ยงก็ตาม)
สอง หมอบ คือ เจรจาหาทางลงที่สหรัฐพอใจ เช่น ปรับลดภาษีที่เราเก็บเขาสูงๆ ยอมเปิดตลาดที่เราปกป้องอยู่ (เช่นสินค้าเกษตรทั้งหลาย) ยกเลิก nontariff barrier เช่น การห้ามการนำเข้าเนื้อหมู ค่าตรวจสินค้า นู้นนี่
และ แค่นี้อาจจะไม่พอ เราอาจจะต้องนำเสนอทางออกให้สหรัฐอีก เช่น การนำเข้าพลังงาน นำเข้าสินค้าเกษตรเพิ่มเติม นำเข้าสินค้าใหญ่ๆ อย่างเครื่องบิน อาวุธ เครื่องจักร หรือต้องหาทางเพิ่มการลงทุนในสหรัฐ
เราอาจจะต้องเปิดเสรีด้านต่างๆที่สหรัฐบ่นมาตลอด เช่น บริการทางการเงิน การคุ้มครองสิทธิทางปัญญา ประเด็นสิทธิของแรงงาน
แต่แน่นอนว่าทางเลือกนี้ นอกจากการเจรจา "ภายนอก" แล้วต้องการการเจรจา "ภายใน" ที่มีประสิทธิภาพ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราควรจะยอมเปิดสินค้าเกษตรแลกกับภาคการส่งออก ใครจะยอมเสียประโยชน์ใครจะได้ประโยชน์
และเกมที่ยากที่สุดคือการหาว่าสหรัฐต้องการอะไรจริงๆ เพราะอาจจะไม่ใช่เกมการค้า แต่เป็นเรื่องอื่นอย่างการทหาร ความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่เราคงต้องอ่านเกมดีๆและประเมินผลได้ผลเสีย
สาม ทน คือถ้าเราหาทางออกไม่ได้ ก็คงต้องทน หรือหาแนวร่วมจากเพื่อนหัวอกเดียวกันในการกดดันและเจรจากับสหรัฐ เพราะเกมนี้สหรัฐก็อาจจะเจ็บอยู่ไม่น้อย สุดท้ายอาจจะต้องลดภาษีลงมาถ้าแรงกดดันในประเทศเพียงพอ แต่การทนและได้แต่หวังแบบไม่มีแผนคงไม่ใช่กลยุทธ์ทางออกที่ดีนัก
โดยโพสต์ ของ ดร.อมรเทพ จาวะลา ตัวเต็มมีใจความดังนี้
เมื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจคือความมั่นคงของชาติ
ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าแบบตอบโต้ชาติต่างๆ (นี่แบบลดราคาให้แล้วครึ่งนึง) พร้อมประกาศว่าเป็น Liberation day หรือวันปลดแอกที่สหรัฐถูกชาติต่างๆแย่งชิงทรัพยากรและความมั่งคั่งไป พร้อมจะตอบโต้แบบตาต่อตา คือใครทำอะไรกับสหรัฐ สหรัฐก็จะทำคืน และบอกว่าภาษีที่จัดเก็บได้นี้จะมาลดหนี้ นำมาใช้จ่ายให้คนสหรัฐ ผมมองต่อได้คือ
1. ทรัมป์ตั้งใจลดการพึ่งพิงจีนและชาติที่ไม่ใช่พันธมิตรแท้ๆของสหรัฐ อยากย้ายฐานการผลิตกลุ่มชิป เซมิคอนดักเตอร์ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์และรถยนต์กลับมาสหรัฐ โดยการขึ้นภาษีเพื่อให้โรงงานในตปท.ย้ายกลับไปตั้งฐานในสหรัฐ รวมทั้งเตรียมความพร้อมหากเกิดสงคราม เช่นยาและเวชภัณฑ์อื่นๆ
2. ตั้งใจแก้ปัญหาระยะยาว เพราะหากทรัมป์ไม่ทำอะไร ประสิทธิภาพการผลิตในสหรัฐจะแย่ลง ต้องสู้เพื่อให้ประเทศอื่นยอมลดภาษีนำเข้า ข้อจำกัดทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี มีการอุดหนุนสินค้าส่งออกแย่งทรัพย์สินทางปัญญา ใช้ระบบ VAT เพื่อเอาเปรียบสินค้าจากสหรัฐ การบิดเบือนค่าเงิน และอื่นๆ (ส่วนของ Non tariff barrier มีมากและยากที่จะประเมิน)
3. ทรัมป์ในช่วงนึงหยิบยกรายงานของตัวแทนการค้าสหรัฐ Foreign Trade Barrier ขึ้นมา อ่านรายละเอียดแล้วจะรู้ว่าชาติต่างๆ เก็บภาษีจากสหรัฐอย่างไร เช่นสหรัฐเก็บภาษีนำเข้ารถมอเตอร์ไซค์จากประเทศอื่น 2.4% แต่ไทยเก็บจากสหรัฐ 60% เวียดนามเก็บที่ 75% หรือด้านรถยนต์ที่สหรัฐเก็บจากประเทศอื่น 2.5% แต่ยุโรปเก็บจากสหรัฐ 10% แถมมี VAT อีก 20% และยังบอกว่ามีมาตรการอื่นนอกจากภาษีอีกมาก จนรถในเกาหลีใต้เป็นรถที่ผลิตเอง 81% ญี่ปุ่น 94% แทบไม่มีรถนำเข้า (ผมคุ้นๆว่าในสหรัฐครึ่งต่อครึ่งเป็นรถที่ผลิตเองและรถนำเข้า) อีกทั้งกลุ่มภาคเกษตรที่ต่างชาติห่วงว่าสินค้านำเข้าจะกระทบเกษตรกร ทรัมป์บอกเขาจะเอาคืนด้วยการเก็บภาษี เพราะบางประเทศเช่นออสเตรเลียไม่ให้นำเข้าเนื้อวัวจากสหรัฐ หรือจีน เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเก็บภาษีนำเข้าข้าวสูงมาก
4. ภาษี Universal tariff (ทรัมป์เรียกว่า minimum cheating) จะเก็บที่ 10% ในวันที่ 5 เมษายน ส่วน Reciprocal tariff จะเก็บวันที่ 9 เมษายน (ภาษีจากจีนจะพุ่งไป 54%) ขณะที่ภาษีจากแคนาดาและแมกซิโกจะเลื่อนไปรอดูการตรวจสอบการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้อพยพผิดกฎหมาย
5. ทรัมป์วางแผนจะใช้ภาษีนี้ลดหนี้ และกล่าวถึงแผนการจะลดภาษีในประเทศ รวมทั้งการเลื่อนการชำระหนี้ (debt extension) ซึ่งประเด็นหลังนี้จะรอดูความชัดเจนว่าจะเป็นการสลับหนี้สั้นไปหนี้ยาวอย่างที่เป็นข่าวไหม แล้วดอกเบี้ยจะคิดอย่างไรซึ่งอาจกระทบตราสารหนี้
6. แนวทางแก้ปัญหาหลังจากสงครามการค้ารุนแรง- ทรัมป์บอกวิธีแก้ไว้แล้วว่า ให้ลดภาษีนำเข้า ยกเลิก non tariff barrier หยุดบิดเบือนค่าเงิน เร่งนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ และมาลงทุนที่สหรัฐ ส่วนประเทศต่างๆ เตรียมรับมือเช่นกัน เช่น ยุโรปกำลังหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนจีนจะหามาตรการจำกัดการย้ายฐานไปสหรัฐเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง
แล้วไทยจะทำอะไรได้หลังจากนี้ ผมมองว่าน่าจะทำตามที่ทรัมป์เสนอบ้าง อย่างน้อยก็แสดงความจริงใจ และเพิ่มการต่อรอง เร่งให้ข้อมูลว่าตัวภาษีที่ไทยเก็บจากสหรัฐไม่ได้สูงอย่างที่สหรัฐเห็น แต่ต้องเร่งประสานงานว่าเขาใช้อะไรวัด ขณะเดียวกันเราต้องเตรียมแผนรับมือผลกระทบด้วย เช่น การสวมสิทธิจากจีน สินค้าจีนทะลักกระทบภาคการผลิตไทย และหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงแจกเงิน แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่น สร้างงาน สร้างรายได้ หามาตรการทางการเงินดูแลผู้ได้รับผลกระทบ คาดว่าหากเจรจายาก และภาษีเกิดจริง กนง.น่าลดอัตราดอกเบี้ยลงรอบ 30 เมษายนนี้
ส่วน GDPไทยจะกระทบแค่ไหน ผมห่วงว่ามีโอกาสโตต่ำ 2% เป็น downside risk (เราส่งออกสินค้านับเป็น 60% GDP ส่งไปสหรัฐเกือบ 20% ของการส่งออกทั้งหมด รวมๆ เกิน 10% ของGDPไทย ถ้าส่งออกไปสหรัฐติดลบจะกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงก็ก้อนใหญ่ที่ส่งไปสหรัฐ ทางอ้อมคือที่ส่งไปประเทศอื่น อย่างจีน เวียดนาม ยุโรปที่จะลำบากมากขึ้นตามกำลังซื้อที่อ่อนแอลง) ส่วนท่องเที่ยวก็น่ากระทบด้วยเพราะคนขาดความเชื่อมั่นและกำลังซื้อ จำนวนนักท่องเที่ยวอาจโตจากปีก่อนที่ 35.5ล้านคนมาแถวๆ 37-38 แทนที่จะทะลุ 39 ไว้จะรอประเมินกันอีกทีครับ แต่ความชัดเจนน่าเกิดก่อนสงกรานต์นี้
โดยโพสต์ ของ นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ตัวเต็มมีใจความดังนี้
ทางเลือกทางรอดหลังไทยเจอภาษีจัดหนักจากทรัมป์
Heavy Tariff ของทรัมป์ประกาศแล้ว
โทยโดนจัดเพิ่มหนักๆ 36% สาเหตุที่โดนหนัก ทรัมป์ อ้างว่าเพราะไทยไปเก็บภาษีจากสหรัฐเยอะ 72% (ไม่รู้ว่าอ้างจากสินค้าตัวไหน แต่ที่แน่ๆไม่ใช่ทั้งหมด น่าจะเป็นสินค้าที่ไทยต้องปกป้องอุตสาหกรรมหรือการเกษตรบางอย่างในประเทศ)
ในเมื่อไม่ใช่สินค้าทั้งหมดที่เราไปเก็บ 72% ฉะนั้นแล้วที่ไทยจะโดน 36% ก็ไม่น่าจะต้องเป็นทั้งหมดเช่นกัน (อันนี้ผมยังไม่แน่ใจ)
ผลกระทบต่อ GDP หนักแน่ เอาแค่ที่เคยประเมินไว้ถ้าโดน 15% จะกระทบกับ GDP 1.5% เท่านี้ก็หนักละ นี่มาเจอ 36% ยิ่งหนักเข้าไปกันใหญ่ แต่คงไม่ถึงเกิน 2% หรือถึงขั้นกระทบรุนแรง 3.6% ตามบัญญัติไตรยางศ์
เป็นเพราะทรัมป์จัดเก็บภาษีหนักแบบตอบโต้ถ้วนหน้า คือเกือบทุกประเทศโดนหมด การแข่งขันด้านราคาของแต่ละประเทศจึงไม่น่ารุนแรงมากไปกว่าเดิมเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นแน่ๆคือมูลค่าการส่งออกสินค้าจากไทยไปสหรัฐต้องลดลง เพราะราคาสินค้าบวกภาษีที่สูง หนึ่งกำลังซื้อในสหรัฐจะลดลง และสองสินค้าที่ไทยส่งออกจะถูกทดแทนด้วยสินค้าที่ผลิตในสหรัฐเอง
สิ่งที่ไทยต้องเร่งทำจากนี้ คือ เจรจา เจรจา และเจรจา เพราะตลาดสหรัฐเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของไทย ปี 2567 ไทยส่งออกไปยังสหรัฐ 5.49 หมื่นล้านเหรียญคิดเป็น 18.3% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และไทยเกินดุลกรค้ากับสหรัฐมากกว่า 3.6 หมื่นล้านเหรียญ
การไปคิดสู้และทำการตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสวนกับสหรัฐแบบที่ จีนหรืออียูกำลังจะทำจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี ทรงนี้สู้ไปยิ่งตายเปล่า
ไทยต้องยอมเปิดตลาดการค้าของตัวเองต่อสหรัฐให้มากขึ้น ทั้งสินค้าเกษตร (เช่น หมูเนื้อแดง) สินค้าอุตสาหกรรมหนัก (เครื่องจักร อาวุธสงคราม) การเปิดเสรีด้านต่างๆ รวมไปถึงการร่วมเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่นคงทางทหาร ที่ต้องมีมากขึ้น จะติ๊ดชึ่งทำตัวเป็นกลางรอเก็บกินอย่างแต่ก่อนไม่ได้อีกแล้ว กระนั้นก็ต้องประเมินผลกระทบทั้งได้และเสียให้ดี
นอกจากนั้นต้องเร่ง แสวงหาเพื่อนร่วมปัญหา เจรจาเพื่อเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างไทยและประเทศคู่ค้าอื่นๆ เพื่อชดเชยตลาดสหรัฐที่กำลังจะหดตัว
เร่งลดการขาดดุลการค้ากับจีนให้ได้ กำแพงภาษีระหว่างไทยกับจีนต้องมีมากขึ้น เพราะจากนี้ไทยจะเกินดุลการค้าสหรัฐน้อยลง (ที่ผ่านมาได้การเกินดุลจากสหรัฐชดเชยกับที่ขาดดุลจากจีน) หากไม่ลดการขาดดุลการค้ากับจีนลงมาในวันนี้ อนาคตก็เตรียมขาดดุลมโหฬาร และไทยจะเข้าสู่สภาวะล้มละลายจนเจ๊งเหมือนอย่างที่หลายประเทศที่พึ่งพาจีนกันเป็นหลักได้เจอกันมา
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ประชาชนในสหรัฐ ต้องเป็นฝ่ายได้รับกระทบ จากการเจอช็อคเวฟ ราคาสินค้านำเข้าทั้งหมดจะพุ่งพรวดขึ้น ขณะที่การผลิตในสหรัฐยังไม่สามารถผลิตทดแทนได้ทัน เงินเฟ้อจะทะยานสวนทางกับกำลังซื้อที่หดตัวอย่างรวดเร็ว เ แม้เกมนี้ทรัมป์บอกจะแก้ด้วยการลดภาษีในประเทศครั้งใหญ่ แต่คลื่นของราคาสินค้านำเข้าแพง ย่อมสร้างความปั่นป่วนแน่นอน ดังนั้นสหรัฐจะต้องมีการผ่อนปรนมาตรการภาษีเกิดขึ้นแน่ๆ แต่จะเกิดขึ้นกับประเทศไหน อย่างไร ทุกอย่างก็อยู่ที่การเจรจาต่อรอง
เรียบเรียง โดย สุรเมธี มณีสุโข
อีเมล์. suramatee@efnancethai.comอนุมัติ โดย อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร
ดูข่าวต้นฉบับ