โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อนิเมะ 'รามายณะ' จาก 'ความขัดแย้งทางศาสนา' สู่ 'การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม' / คนมองหนัง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 31 มี.ค. 2565 เวลา 11.00 น. • เผยแพร่ 03 เม.ย. 2565 เวลา 12.00 น.

คนมองหนัง

 

อนิเมะ ‘รามายณะ’

จาก ‘ความขัดแย้งทางศาสนา’

สู่ ‘การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม’

 

เกือบสามทศวรรษก่อน “Ramayana : The Legend of Prince Rama” หนังการ์ตูนญี่ปุ่น (อนิเมะ) ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของมหากาพย์ “รามายณะ” ได้เปิดตัวสู่โลกภาพยนตร์

ในปี 2022 หนังเรื่องนี้จะได้รับการรีมาสเตอร์เป็นไฟล์ดิจิตอลคุณภาพความชัดระดับ 4K เพื่อเดินทางไปพบกับผู้ชมรุ่นใหม่ๆ อีกครั้ง

“เรารีมาสเตอร์อนิเมะเรื่องนี้สำหรับแฟนๆ ชาวอินเดีย ที่ต้องการจะดูหนังในเวอร์ชั่นที่มีคุณภาพดีขึ้น แล้วก็หวังที่จะทำให้มันมีอายุยืนยาวไปอีกสองพันปี” เคนจิ โยชิอิ หนึ่งในแม่งานผู้ดำเนินการรีมาสเตอร์หนัง อธิบาย

โยชิอิ และ อัตสึชิ มัตสิโอะ ซึ่งเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ บอกว่า “Ramayana : The Legend of Prince Rama” ถูกสร้างขึ้นโดยทีมงานชาวญี่ปุ่น-อินเดีย ในยุคสมัยที่การร่วมสร้างหนังแบบ “ข้ามชาติ” ยังมิได้เป็นที่คุ้นเคยสำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์การ์ตูนญี่ปุ่นมากนัก

“สมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ แฟกซ์ หรือว่าอีเมล เราเลยต้องสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นกัน โดยการนั่งดูภาพต่างๆ ที่ถูกจัดส่งมาทางไปรษณีย์เท่านั้น” โยชิอิย้อนเล่าบรรยากาศการทำงาน

ก่อนจะเสริมว่า แม้แต่การติดต่อสารกันทางโทรศัพท์ของทีมงานสองประเทศก็ยังดำเนินไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากคุณภาพที่ไม่น่าพอใจนักของสัญญาณโทรศัพท์ที่เชื่อมต่อระหว่างญี่ปุ่นกับอินเดียในทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โปรเจ็กต์การผลิตอนิเมะเรื่องนี้เริ่มก่อตัวขึ้น

ขณะที่มัตสึโอะ ซึ่งมีฐานะเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ ถึงกับกล่าวว่า นั่นคือเรื่อง “ปาฏิหาริย์อย่างแท้จริง” ที่ “รามายณะ” ฉบับอนิเมะสามารถถูกสร้างสรรค์ออกมาได้สำเร็จ ท่ามกลางสภาวะที่ไม่เอื้ออำนวยข้างต้น

ภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง “Ramayana : The Legend of Prince Rama” มีผู้กำกับฯ สามคน ได้แก่ โคอิชิ ซาซากิ ยูโกะ ซาโกะ และราม โมหัน ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็น “บิดาแห่งภาพยนตร์การ์ตูนของอินเดีย”

หนังเรื่องนี้ออกฉายในปี 1993 ด้วยทุนสร้าง 800 ล้านเยน (ประมาณ 200 ล้านบาท ในอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน) นับว่าสูงกว่าทุนสร้างของภาพยนตร์การ์ตูนทั่วไปในยุคสมัยเดียวกัน

โดยบทสนทนาของตัวละครจะใช้เสียงพากย์ภาษาอังกฤษ ส่วนคำร้องของเพลงประกอบภาพยนตร์จะเป็นภาษาสันสกฤต

หนึ่งในผู้กำกับฯ อย่างซาโกะ เริ่มรู้สึกหลงใหลสนใจมหากาพย์ “รามายณะ” ระหว่างที่เขาต้องถ่ายทำหนังสารคดีเกี่ยวกับสายน้ำสำคัญๆ แห่งทวีปเอเชีย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือแม่น้ำคงคาของประเทศอินเดีย นั่นส่งผลให้ซาโกะถึงกับไปตามอ่าน “รามายณะฉบับแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น” ในทุกเวอร์ชั่น เท่าที่มีวางจำหน่าย ณ เวลานั้น

“ซาโกะรู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่งกับเรื่องราวและบรรดาตัวละคร ซึ่งมีทั้งมนุษย์ สัตว์ รวมถึงพืช เขาบอกว่านี่คือเรื่องราวในอุดมคติ ที่เหมาะจะนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์” เชียลา ราว ภรรยาของราม โมหัน กล่าวถึงชาวญี่ปุ่น ซึ่งมากำกับฯ ภาพยนตร์อนิเมะร่วมกับสามีของเธอ

ก่อนที่โยชิอิซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ของหนังเรื่องนี้ จะกล่าวเสริมว่า “ซาโกะบอกว่าสื่อที่เหมาะสมที่สุด ที่จะใช้ถ่ายทอดเรื่องราวอันเต็มไปด้วยความเลื่อนไหลของรามายณะไปสู่ผู้ชมทั่วโลกนั้นควรเป็นภาพยนตร์การ์ตูน ไม่ใช่หนังปกติ”

อย่างไรก็ตาม ช่วงแรกเริ่ม โปรเจ็กต์นี้ได้ถูกต่อต้านขนานหนักจากกลุ่มอนุรักษนิยมทางศาสนาในประเทศอินเดีย ซึ่งมองว่าภาพยนตร์การ์ตูนเป็นเพียงความบันเทิงสำหรับเด็ก

กระทั่งรัฐบาลอินเดียต้องแสดงความวิตกกังวลต่อเรื่องนี้มายังกระทรวงต่างประเทศของญี่ปุ่น ในบริบทที่ความขัดแย้งทางศาสนาในอินเดียกำลังทวีความรุนแรง

โดยมีศูนย์กลางความขัดแย้งอยู่ที่ “มัสยิดบาบรี” ซึ่งชาวฮินดูจำนวนมากเชื่อว่ามัสยิดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นบนสถานที่ประสูติของพระราม

กระทั่งกลุ่มชาตินิยมฮินดูได้บุกเข้าไปทุบทำลายมัสยิดบาบรีในปี 1992

 

“มันก็คงเหมือนกับการที่คนอินเดียจะมาสร้างหนังการ์ตูนเกี่ยวกับราชวงศ์ญี่ปุ่น ดังนั้น จึงถือเป็นเรื่องปกติ ที่รัฐบาลอินเดียจะรู้สึกตกใจและวิตกกังวล (กับภาพยนตร์การ์ตูนรามายณะ)” โยชิอิ พยายามอธิบายถึงอุปสรรคที่เคยเกิดขึ้นอย่างเป็นกลาง

ถึงกระนั้น โปรเจ็กต์การ์ตูน “รามายณะ” ระหว่างคนทำหนังชาวญี่ปุ่นและอินเดียก็ยังเดินหน้าต่อไป

“ซาโกะไม่ยอมปล่อยให้โปรเจ็กต์นี้ล้มหายตายจากไปอย่างง่ายๆ ส่วนสามีของฉันก็ยังคงมุ่งมั่นทำงานต่อไป” เชียลา ราว ย้อนอดีต ซึ่งเสริมด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า ทางทีมงานผู้สร้างชาวญี่ปุ่นได้พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะอธิบายให้สังคมอินเดียตระหนักว่า ในสังคมญี่ปุ่นเอง อนิเมะจำนวนหนึ่งก็ถูกสร้างขึ้นเพื่อนำมาใช้บอกเล่าประเด็นที่เคร่งเครียดจริงจังเช่นกัน

แต่ท้ายที่สุด “Ramayana : The Legend of Prince Rama” ฉบับปี 1993 ก็ต้องเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ที่อินเดียแบบเงียบๆ โดยแทบไม่ได้รับการโฆษณาประชาสัมพันธ์ใดๆ

“ภาพยนตร์การ์ตูนยังถือเป็นของใหม่มากๆ สำหรับสังคมอินเดียยุคนั้น มันถูกมองเป็นแค่การ์ตูนธรรมดาๆ ดังนั้น ถ้าคุณบอกว่าคุณกำลังจะสร้างหนังการ์ตูนรามายณะ พวกเขาก็จะนึกขึ้นมาทันทีว่า ‘คุณมันบ้า'” รวี สวามี นักวาดการ์ตูนและภาพประกอบ ที่เป็นคนบริติชอินเดีย กล่าวถึงกรณีนี้

อย่างไรก็ดี “Ramayana : The Legend of Prince Rama” กลับเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น เมื่อถูกนำมาเผยแพร่เป็นตอนย่อยๆ ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น สวามีเล่าว่าเด็กๆ ชาวอินเดียที่เกิดในทศวรรษ 1990 ต่างรอคอยจะชมการ์ตูน “รามายณะ” หน้าจอทีวี โดยพวกเขาแทบไม่รู้ว่านี่คืออนิเมะที่คนญี่ปุ่นเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

ปรากฏการณ์เช่นนั้นถือเป็นการเปิดประตูบานใหม่ทางวัฒนธรรมความบันเทิง จนมีการสร้างหนังการ์ตูนเกี่ยวกับเทพเจ้าและมหากาพย์ของศาสนาฮินดูตามมาอย่างมากมาย

“การนั่งดู (การ์ตูน) รามายณะกลายเป็นพิธีกรรมในช่วงวันหยุดไปแล้ว ปัจจุบันนี้ คุณแทบจะไม่เห็นใครที่ไม่ดูมันในเวลาว่าง” การ์ติก โมหัน บุตรชายของราม โมหัน เพิ่มเติมข้อมูล

“Ramayana : The Legend of Prince Rama” เวอร์ชั่น 4K จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์, สถานีโทรทัศน์, แพลตฟอร์มออนไลน์ และจัดจำหน่ายเป็นแผ่นดีวีดี/บลูเรย์ นับจากปี 2022 เป็นต้นไป เพื่อร่วมฉลองวาระครบรอบ 70 ปี การสถาปนาสายสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอินเดียกับญี่ปุ่น

อัตสึชิ มัตสึโอะ ยังเปิดเผยด้วยว่า รายได้ส่วนหนึ่งของหนังการ์ตูนรีมาสเตอร์เรื่องนี้ จะถูกนำมาใช้ก่อตั้ง “กองทุนรามายณะ” เพื่อการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม สันติภาพโลก และสันติภาพมนุษย์

ในห้วงเวลาที่ประชาคมนานาชาติกำลังเผชิญหน้ากับความสับสนอลหม่านทางเศรษฐกิจและการเมือง •

 

ข้อมูลจาก

https://www.scmp.com/lifestyle/entertainment/article/3170979/miracle-japanese-anime-based-hindu-epic-ramayana-now

ภาพประกอบจาก

https://www.facebook.com/ramayana.anime/

ชมตัวอย่าง “Ramayana : The Legend of Prince Rama”  ได้ที่นี่

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...