โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 11.20 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 11.20 น. • Kawebook
ณ ทวีปหลิงเทียน ผู้ใดปลุกวิญญาณสงครามคือผู้แข็งแกร่ง! เย่เฟิงถือหอกพลางแหงนมองท้องฟ้า “เมื่อใดที่ข้าขึ้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ใต้หล้าจักต้องสยบแทบเท้า!” “แม้ใต้หล้าเห็นข้าเป็นศัตรูแล้วอย่างไรเล่า?”

ข้อมูลเบื้องต้น

ประพันธ์โดย : 万木峥嵘 แปลและเรียบเรียงโดย : wlcin

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Nanjing Popular Netbools Cultrue Co.,Ltd (逐浪)

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย : Glory Forever Pubic Co.,LTD

ณ ทวีปหลิงเทียน ผู้ใดปลุกวิญญาณสงครามคือผู้แข็งแกร่ง หนึ่งความคิดฟ้าดินจักเปลี่ยนสี ผู้อ่อนแอไร้ค่ามักถูกข่มเหงรังแก ตำนานเล่าขานว่ามีมังกรทะยานเหนือฟากฟ้า จักรพรรดิยุทธ์จวงจื่อผ่านเก้าวัชรนิพพานเกิดบรรลุวิชาสังหารมังกร ตั้งแต่นั้นมังกรจึงกลายเป็นพาหนะ ปกครองสรรพสิ่ง ในฐานะเทพสงครามหลิงเทียน

.

“แม้ใต้หล้าเห็นข้าเป็นศัตรูแล้วอย่างไรเล่า?”

.

เย่เฟิงถือหอกพลางแหงนมองท้องฟ้า “เมื่อใดที่ข้าขึ้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ใต้หล้าจักต้องสยบแทบเท้า!”

----------------------------------

รีวิว กำลังภายใน สุดมันส์!!!
'ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต'

----------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

เย่เฟิง

ทวีปหลิงเทียน ผู้มีวิทยายุทธ์คือผู้ที่ได้รับการยกย่องและความเคารพนับถือ ผู้แข็งแกร่งสูงเทียมเมฆ เชิดหน้ามองทุกสรรพสิ่ง ทว่าผู้อ่อนแอต้องเอาตัวรอดไปวัน ๆ อย่างเลือกไม่ได้!

วิญญาณสงครามคือความสามารถอย่างหนึ่งของผู้ฝึกยุทธ์ พวกเขาสามารถต่อสู้ผ่านวิญญาณสงคราม เพื่อให้ได้พลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งขึ้น

ผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนนั้นมีคุณลักษณะที่แตกต่างกัน ดังนั้นเมื่อประตูวิญญาณเปิดออก วิญญาณสงครามที่ปลุกขึ้นมาจึงไม่เหมือนกัน

ลักษณะที่ปรากฏมีมากมาย เช่น มีด ดาบ เสือ มังกรคราม และต้าเผิงเป็นต้น

วิญญาณสงครามแบ่งออกเป็น 7 ขั้น ได้แก่ แดง ส้ม เหลือง เขียว คราม ฟ้า และม่วง

นับจากวิญญาณสงครามขั้นแดงขึ้นไป ความแข็งแกร่งจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับขั้น

……

ตระกูลหนานกงแห่งเมืองโยวโจว ณ อาณาจักรจ้าว

บนแท่นบูชามีคนหนุ่มสาวนั่งฌานอยู่หลายคน และยังมีอักขระที่แปลกประหลาดส่องแสงระยิบระยับบนร่างกาย

ข้างกายของคนหนุ่มสาวจะมีผู้คุ้มกันส่วนตัว ซึ่งล้วนแต่เป็นคนรุ่นเยาว์ที่มีอายุราว ๆ 15 – 16 ปี

“ประตูวิญญาณ จงเปิด!”

ขณะนั้นมีผู้อาวุโสคนหนึ่งของตระกูลหนานกงแผดเสียงตะโกนอยู่ที่ด้านล่างแท่นบูชา พร้อมกับที่ฝ่ามือปลดปล่อยพลังออกไป ก่อนจะไปเยือนที่เหนือแท่นบูชา

“ครืน วูบ!”

มีเสียงแปลก ๆ ดังขึ้น พลันเมฆเจินหยวนบนท้องฟ้าเคลื่อนไหว ก่อนจะมีลำแสงหลายสายพุ่งลงมาเข้าปกคลุมคนหนุ่มสาวที่อยู่บนแท่นบูชา

“ตั้งจิตให้มั่น สัมผัสพลังนั่น ประตูวิญญาณอยู่ตรงหน้าแล้ว!” ผู้อาวุโสคนนั้นกล่าว

ที่นี่คือที่ตระกูลหนานกงจัดขึ้นเพื่อคนรุ่นเยาว์ที่ใช้ในการเปิดประตูวิญญาณเป็นการพิเศษ และยังเพิ่มอัตราความสำเร็จในการเปิดประตูวิญญาณ

การที่จะมีแท่นบูชาสุดอลังการได้นั้น มีเพียงตระกูลใหญ่ ๆ อย่างตระกูลหนานกงที่จะสร้างมันขึ้นมาได้

อย่างไรก็ตามการเปิดแท่นบูชาเป็นการผลาญทรัพยากรมากโข ดังนั้นมีเพียงสายเลือดโดยตรงหรือผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์ยืมแท่นบูชาเพื่อเปิดประตูวิญญาณได้

ส่วนคนรุ่นเยาว์เหล่านั้นที่ทำหน้าที่คุ้มกัน บางทีทั้งชีวิตอาจหาโอกาสที่ดีเช่นนี้ไม่ได้

หนานกงหลิงซวงคือบุตรสาวคนโตของผู้นำตระกูลหนานกง ผู้หญิงคนนี้ไม่เพียงแต่มีรูปโฉมงดงาม แต่ยังมีพรสวรรค์ที่โดดเด่น ทั้งยังเป็นความหวังของตระกูลหนานกงที่จะได้เป็นใหญ่ในเมืองโยวโจว

ขณะนั้นเรือนร่างอันเย้ายวนของหนานกงหลิงซวงถูกแสงจ้าเข้าปกคลุม พร้อมกับมีสัญญาณในการเปิดประตูวิญญาณระดับสูงปรากฏ

ส่วนชายหนุ่มที่อยู่ข้าง ๆ หนานกงหลิงซวงก็ช่วยสนับสนุนนางอย่างขยันขันแข็ง

ชายหนุ่มคนนี้มีชื่อว่าเย่เฟิง เป็นลูกหลานของนักรบผู้กล้าหาญของราชวงศ์ปัจจุบัน แต่เนื่องจากตระกูลล่มสลาย เย่เฟิงจึงถูกปู่สามแห่งตระกูลหนานกงรับเลี้ยงตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

แต่ปู่สามแห่งตระกูลหนานกงเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนจากโรคร้ายแรง เย่เฟิงจึงต้องอยู่ตัวคนเดียวและใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก บางครั้งก็ถูกคนบางคนในตระกูลหนานกงผลักไสและกลั่นแกล้ง

เมื่อหลายสิบปีก่อน ตระกูลเย่และตระกูลหนานกงต้องการให้เย่เฟิงกับหนานกงหลิงซวงหมั้นหมายกัน

ทว่าตอนนี้เย่เฟิงกลับกลายเป็นผู้คุ้มกันของหนานกงหลิงซวง ถึงแม้ทั้งสองจะเข้ากันได้ดี รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก แต่เย่เฟิงรู้สึกว่าการหมั้นหมายนี้มันห่างออกจากเขาไปเรื่อย ๆ ขึ้นทุกที

“หลิงซวง ได้เวลาแล้ว! ข้าจะช่วยเจ้าเปิดประตูวิญญาณ”

เย่เฟิงบอกกล่าว ถึงแม้เขาไม่เคยเปิดประตูวิญญาณ แต่กลับมีความเห็นในการเปิดประตูวิญญาณที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร อาจกล่าวได้ว่าการที่หนานกงหลิงซวงมีความรู้สึกไวต่อประตูวิญญาณก็คงไม่พ้นจากการสนับสนุนของเขา

“อืม”

หนานกงหลิงซวงพยักหน้าเล็กน้อย ขณะที่ตามร่างกายของนางเปียกโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ นางก็ยิ้มให้เย่เฟิงอย่างยากเข็ญ ก่อนนางจะหลับตาลง

พลันแสงห้าสีถูกปลดปล่อยออกจากฝ่ามือ แล้วเริงระบำที่กลางอากาศ ราวกับอาศัยพลังแห่งฟ้าดิน

“คุณหนูหลิงซวงสมแล้วที่เป็นอัจฉริยะผู้โดดเด่นที่สุดในตระกูลหนานกงข้า ในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้ก็จะเปิดประตูวิญญาณได้แล้ว! หากข้าได้รับความโปรดปรานจากคุณหนูหลิงซวงก็คงจะดี!”

ที่ด้านล่างแท่นบูชา มีชายหนุ่มคนหนึ่งคอยมองหนานกงหลิงซวงด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความเลื่อมใสศรัทธา

“ฝันไปเถอะ! คุณหนูหลิงซวงหมั้นหมายกับเย่เฟิงแล้ว” มีอีกคนเอ่ยขึ้น

“หึ!”

ได้ยินคนคนหนึ่งแค่นเสียงเย็นชา “เย่เฟิง? คนไร้ค่า นอกจากความคิดเห็นไร้สาระของเขา ยังมีอะไรอีก? แล้วมีสิทธิ์อะไรมาคู่ควรกับลูกพี่ลูกน้องข้า?”

คนที่พูดคือเซียวเจี๋ย คนนี้เป็นบุตรชายของอาหญิงหนานกงหลิงซวง ยามปกติเขามักจะมาเล่นที่ตระกูลหนานกง อาศัยสถานะหลานชายของตระกูลหนานกงบงการผู้อื่น และเพราะอิจฉาเย่เฟิงที่ได้หมั้นกับหนานกงหลิงซวง เขาจึงชอบก่อกวนเย่เฟิงเป็นประจำ

“ถูกต้อง! คุณหนูหลิงซวงแสนดีเช่นนี้จะไปคบกับคนไร้ค่านั่นได้เยี่ยงไร?”

พอได้ยินเซียวเจี๋ยเอ่ยเช่นนั้น คนไม่น้อยก็ต่างพากันซุบซิบนินทาและเห็นด้วยกับเซียวเจี๋ย ไม่เห็นดีเห็นงามกับการหมั้นของหนานกงหลิงซวงกับเย่เฟิง

อย่างไรก็ตามเย่เฟิงได้ยินทั้งหมด แต่ถึงกระนั้นรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าก็ดูไม่ได้แยแสในเรื่องนี้

เซียวเจี๋ยก็เป็นแค่ลูกผู้ดีมีเงินคนหนึ่งเท่านั้น ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ เย่เฟิงจะไปถกเถียงกับเซียวเจี๋ยทำไมเล่า

ดูเหมือนว่าจะชินกับคำพูดเหน็บแนมของเหล่าคนในตระกูลหนานกงแล้ว และเขาก็ไม่เคยร้องขอตระกูลหนานกงเรื่องหมั้นหมาย

เขาแค่อยากทำให้ดี เปิดประตูวิญญาณ กลายเป็นผู้แข็งแกร่งและฟื้นฟูตระกูลเย่

“ปัง!”

ขณะนั้นหมู่เมฆเจินหยวนบนท้องฟ้าเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง จากนั้นมีสายฟ้าสีม่วงที่อัดแน่นไปด้วยพลังอันน่าสะพรึงผ่าลงมาที่ร่างหนานกงหลิงซวง

หนานกงหลิงซวงถึงกับส่งเสียงโอดครวญ ตัวสั่นเทาไม่หยุด ใบหน้าขาวซีดเผยความเจ็บปวดขมขื่น

สายฟ้านั่นจู่โจมหนานกงหลิงซวงอย่างต่อเนื่อง มันแทรกซึมยันกระดูกดำ หากเป็นคนธรรมดาคงตายไปนานแล้ว

ฉากนี้ทำให้คนของตระกูลหนานกงที่อยู่ด้านล่างต้องหน้าถอดสี

“ท่านผู้นำ การเปิดประตูวิญญาณระดับสูงมีอัตราที่ต้องเจอกับด่านเคราะห์อัสนีสองสามส่วน ซึ่งคล้ายกับสถานการณ์ที่คุณหนูประสบอยู่ในตอนนี้ หากไม่รีบช่วย คุณหนูจะถูกด่านเคราะห์อัสนีทำลายเส้นลมปราณ แล้วกลายเป็นคนไร้ความสามารถ!”

ผู้อาวุโสที่เป็นผู้ดำเนินการกล่าวกับผู้นำตระกูลหนานกงที่มีชื่อว่าหนานกงเฉินอย่างร้อนใจ

เมื่อเอ่ยคำพูดนี้ออกมา ผู้คนต่างตระหนักได้ถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้

สีหน้าของหนานกงเฉินดูเคร่งขรึม ก่อนกล่าวถามว่า “แล้วจะพลิกสถานการณ์ได้อย่างไร?”

ผู้อาวุโสคนนั้นลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนกล่าวว่า “จำต้องใช้ผู้มีชีพจรวิญญาณที่เข้ากันกับคุณหนู เพื่อถ่ายทอดหลิงหยวนดั้งเดิมให้คุณหนู จึงจะขับไล่อัสนีออกไปได้”

หนานกงเฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย จากนั้นกล่าวกับคนผู้หนึ่งที่อยู่ข้างกายว่า “ในตระกูลมีใครที่มีชีพจรวิญญาณเข้ากันกับหลิงซวงบ้าง?”

คนนั้นคล้ายเข้าใจคำถามของหนานกงเฉิน จากนั้นเอ่ยคำสองคำอย่างไม่ลังเลว่า “เย่เฟิง!”

กล่าวจบ หนานกงเฉินหันไปมองเย่เฟิงทันที

“เย่เฟิง หลิงซวงประสบด่านเคราะห์อัสนี วิกฤตอยู่เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ จำต้องใช้หลิงหยวนดั้งเดิมของเจ้าช่วยนางให้รอดพ้น เจ้ายินดีหรือไม่?”

หนานกงเฉินคล้ายร้องขอเย่เฟิง แต่เย่เฟิงยังไม่ทันตอบ หนานกงเฉินก็พูดขึ้นอีกครั้ง “ไม่ต้องห่วง ตระกูลหนานกงข้าจะปฏิบัติต่อเจ้าอย่างยุติธรรม เมื่อใดที่หลิงซวงรอดพ้น เรื่องการหมั้นของพวกเจ้าจะดำเนินต่อไป”

เย่เฟิงกะพริบตาปริบ ๆ หลิงหยวนดั้งเดิมนั้นมีค่าประดุจชีวิตสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ เมื่อสูญเสียหลิงหยวนดั้งเดิม นั่นหมายความว่าชั่วชีวิตจะมิอาจเปิดประตูวิญญาณและรวมวิญญาณสงครามได้

“ท่านพ่อเคยบอกว่า ข้าไม่ใช่คนธรรมดา ข้าสามารถรวมหลิงหยวนดั้งเดิมได้สองครั้ง”

เย่เฟิงขบคิดในใจ สำหรับเย่เฟิงแล้วเรื่องการหมั้นมันไม่สำคัญ เขาเพียงไม่อยากเห็นหนานกงหลิงซวงประสบกับความทุกข์ทนของด่านเคราะห์อัสนี

พลันแววตาของเย่เฟิงดูแน่วแน่ จากนั้นวางฝ่ามือบนร่างของหนานกงหลิงซวง ก่อนหลิงหยวนดั้งเดิมจะเริ่มเคลื่อนไหว แล้วถ่ายทอดไปให้หนานกงหลิงซวงทีละนิด ๆ

สายฟ้าหายไป จากนั้นมีแสงหลากสีสาดส่องมาที่ร่างของหนานกงหลิงซวง

ตอนนี้เองมีเงาหงส์ที่เลือนรางปรากฏทับร่างหนานกงหลิงซวง พร้อมกับปลดปล่อยบรรยากาศความน่าเกรงขามออกมา

“นั่นมัน…”

ฉากนี้ทำให้ผู้คนต้องตกตะลึง ความน่าเกรงขามของหงส์นั่นช่างทรงพลังยิ่งนัก นี่ทำให้พวกเขาใจเต้นแรง

“แกร่งมาก ไม่คิดว่าคุณหนูหลิงซวงจะปลุกวิญญาณสงครามหงส์ได้ ทั้งยังบรรลุขั้นเขียวอีก!”

“วิญญาณสงครามหงส์ขั้นเขียว ช่างเป็นเกียรติสูงสุด คุณหนูหลิงซวงทำเช่นนี้ได้ คงได้กลายเป็นอัจฉริยะที่เก่งสุดในเมืองโยวโจว และต้องมีสำนักใหญ่ ๆ จับตามอง พวกเราตระกูลหนานกงมีความหวังแล้ว!”

เห็นเงาหงส์ลอยตระหง่านอยู่ที่ด้านหลังของหนานกงหลิงซวง มันพลอยทำให้ตระกูลหนานกงใจเต้นระส่ำไปด้วย

หนานกงเฉินลุกขึ้นยืนพร้อมด้วยสีหน้าที่ดูตื่นเต้น คนผู้นั้นคือบุตรสาวของเขา บัดนี้กลายเป็นความภาคภูมิใจของตระกูลหนานกง รวมทั้งเมืองโยวโจวแล้ว

หนานกงหลิงซวงค่อย ๆ ลุกขึ้น พร้อมด้วยแสงหลากสีโคจรรอบกาย เงาหงส์ที่อยู่ด้านหลังก็เปล่งแสงเป็นประกาย รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้างดงามนั้นก็ดูดีใจอย่างมาก

นาทีนี้แสงที่โชติช่วงของนางแผ่ปกคลุมทุกคน ประหนึ่งเทพธิดาหงส์ที่แท้จริงก็ไม่ปาน

บนใบหน้าขาวซีดเล็กน้อยของเย่เฟิงปรากฏรอยยิ้ม เขาเองก็รู้สึกดีใจไปกับหนานกงหลิงซวง แม้เขาอาจสูญเสียโอกาสในการเปิดประตูวิญญาณ แต่ก็ไม่สูญเสียไปทั้งหมด

“หลิงซวง ยินดีด้วย” เย่เฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้มสดใส

“อืม”

หนานกงหลิงซวงพยักหน้าให้เย่เฟิงเบา ๆ และไม่พูดอะไร สายตานั้นคล้ายมองคนแปลกหน้า ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีมาก่อน

รอยยิ้มบนใบหน้าของเย่เฟิงหยุดชะงัก และรู้สึกตกตะลึงไปเล็กน้อย

ครู่ต่อมา หนานกงหลิงซวงและหนานกงเฉินออกไปจากแท่นบูชา

บนแท่นบูชาที่ว่างเปล่า เย่เฟิงยิ้มกับตัวเอง กล่าวว่า “บางทีหลิงซวงอาจดีใจเกินไปก็ได้”

ประโยคนี้ของเย่เฟิงดูเข้าใจหนานกงหลิงซวง แต่ดูไปแล้วคล้ายปลอบใจตัวเองเสียมากกว่า

“เจ้าเศษสวะ ทำไมเจ้ายังไม่ไปอีก?”

ขณะนั้นมีเงาร่างหนึ่งปรากฏตัวที่บางแห่งบนแท่นบูชา และเดินมาหาเย่เฟิงช้า ๆ

“เซียวเจี๋ย”

เย่เฟิงตาทอประกายเย็นเยียบ

“ฮ่าๆๆ สูญเสียหลิงหยวนดั้งเดิม เจ้าก็กลายเป็นคนไร้ค่า แล้วมีสิทธิ์อะไรมาคู่ควรกับลูกพี่ลูกน้องข้า ฆ่าตัวตายไปซะ อยู่ไปก็เปลืองอาหาร” เซียวเจี๋ยกล่าวพลางแสยะยิ้มเยือกเย็น

“เรื่องของข้าไม่เกี่ยวกับเจ้า ถ้าเจ้ายั่วโมโหข้าอีก พรุ่งนี้ข้าจะแจ้งท่านผู้นำให้ทราบ แล้วลงโทษเจ้า”

เย่เฟิงตาทอประกายแหลมคม น้ำเสียงเยือกเย็นขั้นสุด เซียวเจี๋ยมาที่นี่ก็เพื่อคอยซ้ำเติมอย่างเห็นได้ชัด

“เอาที่เจ้าสบายใจ ข้าก็อยากเห็นว่าเศษสวะอย่างเจ้าจะทำอะไรข้าได้บ้าง”

เซียวเจี๋ยกล่าว จากนั้นออกไปพร้อมกับหัวเราะเสียงดังที่ฟังดูยโสโอหังมาก

ขณะมองแผ่นหลังของเซียวเจี๋ย ในแววตาของเย่เฟิงก็ทอประกายแสงเยือกเย็น ต้องมีสักวันที่เขาเย่เฟิงจะเหยียบย่ำคนเหล่านี้ให้จมดิน

เย่เฟิงกลับถึงที่พัก ซึ่งเป็นห้องเล็ก ๆ ธรรมดา เหมือนศิษย์ทั่ว ๆ ไปของตระกูลหนานกง แต่สำหรับว่าที่ลูกเขยของตระกูลหนานกง มันดูซอมซ่อไปหน่อย

เขาถ่ายทอดหลิงหยวนดั้งเดิมให้หนานกงหลิงซวง ร่างกายจึงอ่อนแอ จำต้องฟื้นฟูพลังหยวนโดยเร็ว

“วิญญาณสงครามหงส์ที่หลิงซวงปลุกขึ้นมีระดับที่สูงมาก ข้าต้องพยายามให้มากกว่านี้!”

พลันในมือปรากฏตำราเล่มหนึ่งที่ดูเรียบง่าย จากนั้นเย่เฟิงเข้าสู่สภาวะการฝึกฝน

ตำราเล่มนี้มีชื่อว่า ‘ทักษะรวมพลัง’ ซึ่งเป็นของขวัญจากบิดาของเย่เฟิง

สิบปีมานี้ เย่เฟิงฝึกฝนมาโดยตลอด เขาฝึกฝนอย่างหนัก จิตใจแน่วแน่ แม้จะประสบกับความยากลำบาก แต่ก็ไม่เคยย่อท้อ

พระจันทร์เต็มดวงลอยตระหง่าน สาดส่องแสงจันทร์เข้ามาภายในห้อง พลังหยวนไหลเวียนไปตามร่างกาย เข้าสู่เส้นลมปราณและทุกส่วนของร่างกายเย่เฟิง

ตอนนี้เย่เฟิงอยู่ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 2 ทั้งยังมีช่องว่างไม่น้อยระหว่างคนรุ่นเดียวกัน

“ครืน!”

มีเสียงดังขึ้น จากนั้นมีไข่มุกเปล่งแสงจ้าลอยออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเย่เฟิง แล้วค่อย ๆ ลอยขึ้นฟ้า

ไข่มุกปลดปล่อยแรงดูด จากนั้นพลังหยวนที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ รวมทั้งพลังหยวนของเย่เฟิงก็ถูกดูดเข้าไปในไข่มุกอย่างรวดเร็ว

ครู่ต่อมา สีหน้าของเย่เฟิงที่เพิ่งกลับเป็นปกติก็เปลี่ยนไปขาวซีดอีกครั้ง

ไข่มุกที่ส่องประกายงดงาม มันค่อย ๆ เปลี่ยนสี ก่อนจะเปล่งแสงสีเขียวออกมา

“หือ?”

ขณะมองไข่มุกที่เปลี่ยนสีนั่น เย่เฟิงก็ชะงักไปเล็กน้อย พึมพำว่า “ไข่มุกเปลี่ยนสี ดูเหมือนว่าการดูดซับพลังหยวนใกล้ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว”

กล่าวจบ เย่เฟิงเผยรอยยิ้ม จากนั้นเก็บไข่มุกใส่กระเป๋า

ไข่มุกเม็ดนี้คือของขวัญที่บิดาทิ้งไว้ให้เขา และเป็นหลิงหยวนดั้งเดิมที่สองของเขา

ซึ่งไข่มุกนั้นมีความสามารถในการดูดซับพลังหยวนด้วยตัวเอง ตามที่บิดาบอกกล่าว เมื่อไข่มุกสะสมพลังหยวนจนถึงจุดอิ่มตัว ไข่มุกจะปลดปล่อยแสงสีเขียวที่น่าทึ่งออกมา และจะเป็นความหวังของเย่เฟิงที่จะได้หลิงหยวนดั้งเดิมอีกครั้ง

ดังนั้นพลังหยวนที่เย่เฟิงสะสมหลายสิบปีมานี้ จึงถูกไข่มุกดูดซับไปกว่าครึ่ง เพราะเหตุนี้การบ่มเพาะของเย่เฟิงจึงเชื่องช้าและถูกผู้คนหัวเราะเยาะ

----------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

ทรยศ

เรื่องในวันนั้นที่หนานกงหลิงซวงปลุกวิญญาณสงครามหงส์ขั้นเขียว มันแพร่สะพัดไปทั่วเมืองโยวโจวอย่างรวดเร็ว จนเกิดความผันผวนขึ้น และทำให้ตระกูลหนานกงกลายเป็นจุดสนใจของเมืองโยวโจว

ทั้งยังมีหลาย ๆ ตระกูลมาแสดงความยินดีกับตระกูลหนานกง ทำให้ฐานะของตระกูลหนานกงในเมืองโยวโจวยกระดับขึ้น

ไม่นานนัก เรื่องนี้ได้แพร่สะพัดออกไปนอกเมืองโยวโจว จนไปถึงหูสำนักและกองกำลังมากมาย

จึงทำให้ทูตจากกองกำลังต่าง ๆ มาเยือนตระกูลหนานกง เพื่อชักชวนให้หนานกงหลิงซวงมาเป็นศิษย์ของตัวเอง

สำหรับเรื่องนี้ ตระกูลหนานกงคอยการเฝ้าดูอยู่เงียบๆ เสมอ ทั้งยังได้พิสูจน์แล้วว่า ครานี้ตระกูลหนานกงทำถูกต้องแล้ว ไม่นานนักเรื่องนี้ก็แพร่สะพัดไปถึงเมืองหลวง

กระทั่งวันหนึ่งมีอัจฉริยะจากตระกูลเฉินแห่งเมืองหลวง มีนามว่าเฉินอ้าวเทียนมาเยือนตระกูลหนานกง และหนานกงเฉินก็ยังออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง

ตระกูลเฉินคือหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวง มีรากฐานยาวนานกว่าตระกูลหนานกง กระทั่งอยู่เหนือกว่าหลายกองกำลังใหญ่

รุ่งอรุณมาเยือน เย่เฟิงเดินออกจากที่พัก

บัดนี้หนานกงหลิงซวงปลุกวิญญาณสงครามหงส์กลายเป็นอัจฉริยะผู้โดดเด่นแห่งอาณาจักรจ้าว มีหลายกองกำลังที่ทรงอำนาจจับตามอง นับจากนี้ไปต้องมีอนาคตที่สวยงดงามแน่นอน

ส่วนเย่เฟิงต้องแบกรับภาระในการฟื้นฟูตระกูลเย่ แต่เขาต้องการรู้ ว่าเพราะเหตุใดในปีนั้นตระกูลเย่จึงล่มสลาย

ดังนั้นเขาจึงกำลังไปหาท่านผู้นำเพื่อกล่าวลา ออกจากตระกูลหนานกงและมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง จากนั้นสืบหาสาเหตุในการล่มสลายของตระกูลเย่ในปีนั้น

สำหรับเรื่องการหมั้นที่หนานกงเฉินสัญญาไว้กับเย่เฟิง เย่เฟิงก็ไม่ได้สนใจขนาดนั้น

นับจากนี้ไป หากหนานกงหลิงซวงมีที่พักพิงดีกว่านี้ เขาเย่เฟิงคงมีความสุข

“ตอนนี้คุณหนูปลุกวิญญาณสงครามหงส์แล้ว ประสบผลสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น ถูกกองกำลังใหญ่ ๆ จับตามอง ส่วนเรื่องการหมั้นก็คงอยู่แค่ชื่อ”

ระหว่างทาง มีคนรับใช้หลายคนของตระกูลหนานกงซุบซิบนินทาเย่เฟิง เพราะในสายตาของพวกเขา เย่เฟิงไม่คู่ควรกับหนานกงหลิงซวง

“คุณหนูมีความสามารถโดดเด่น ไม่ใช่คนที่เย่เฟิงคู่ควรด้วย”

แม้เสียงของพวกเขาไม่ดัง กลับตกอยู่ในหูของเย่เฟิงทุกประโยค จึงทำให้เย่เฟิงชะงักไปเล็กน้อย

“พวกเจ้าอาจยังไม่รู้ ตระกูลเฉินแห่งเมืองหลวงอาจสนใจปรองดองกับตระกูลหนานกงข้า แล้วคนที่มาเยือนตระกูลหนานกงครั้งนี้ก็เป็นเฉินอ้าวเทียน อัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลเฉิน”

“ไม่นึกว่าเฉินอ้าวเทียนมาถึงแล้ว นั่นคืออัจฉริยะผู้โด่งดังของอาณาจักรจ้าวเชียวนะ ลือกันว่าคนผู้นี้อายุไม่ถึงยี่สิบก็บรรลุขั้นรวมชี่แล้ว ทั้งยังปลุกวิญญาณสงครามระดับสูงได้ พรสวรรค์เลิศล้ำ ไม่ใช่คนที่ข้าจะเทียบเคียงได้เลย”

“มันแน่อยู่แล้ว คุณหนูปลดปล่อยแสงโชติช่วง ถ้าได้ดองกับตระกูลเฉิน คงจะยิ่งดี ในอนาคตต้องเป็นเหมือนเฉินอ้าวเทียนแน่ ทั้งสองเกิดมาคู่กันและกัน”

มีหลายคนซุบซิบนินทากันไม่หยุด ราวกับว่าเย่เฟิงไม่มีตัวตน

“เฉินอ้าวเทียน?”

เย่เฟิงขมวดคิ้ว แน่นอนว่าเขาเคยได้ยินชื่อเฉินอ้าวเทียน คนผู้นี้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศและแข็งแกร่งมาก ไม่ใช่คนที่เขาจะเทียบเคียงได้ในตอนนี้

“ตระกูลหนานกงตัดสินใจจะดองกับตระกูลเฉินแห่งเมืองหลวงจริง ๆ งั้นหรือ?” เย่เฟิงพึมพำในใจและอดเร่งฝีเท้าไม่ได้

หนานกงหลิงซวงปลุกวิญญาณสงครามหงส์ กลายเป็นอัจฉริยะที่น่าทึ่ง

ทุกคนต่างคิดว่าเขาเย่เฟิงไม่คู่ควรกับหนานกงหลิงซวง หากตระกูลหนานกงต้องการจบการหมั้นนี้ อาจจะหาเขาเย่เฟิงเพื่ออธิบายเรื่องนี้ และเขาก็ไม่อยากถ่วงหนานกงหลิงซวงให้เสียเวลา

ครู่ต่อมา เย่เฟิงมาถึงลานบ้าน จากนั้นเขาพบว่ามีเสียงพูดคุยดังออกมาจากห้องหลัก

แม้เสียงจะไม่ดังนัก แต่เย่เฟิงก็ได้ยินชัดเจน

“ผู้นำหนานกง ท่านคิดอย่างไรเกี่ยวกับการดองระหว่างตระกูลเฉินกับตระกูลท่าน?”

หนานกงเฉินไม่ตอบคำถามของอีกฝ่ายในทันที

อีกฝ่ายกล่าวต่อ “นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยาก หากผู้นำหนานกงตกลง ตระกูลเฉินข้าไม่เพียงแต่จะทำให้ตระกูลหนานกงเป็นกองกำลังอันดับหนึ่งของเมืองโยวโจว แต่ยังทำให้คุณหนูหนานกงอยู่สุขสบายเมื่อถึงตระกูลเฉิน นี่หมายความเช่นไร ท่านคงทราบดี”

น้ำเสียงนี้แฝงด้วยความหยิ่งผยองหลายส่วน ราวกับเป็นผู้สูงส่ง

“นั่นไม่ใช่ปัญหา การได้ดองกับตระกูลเฉิน ถือเป็นเกียรติของตระกูลหนานกงข้า เพียงแต่ท่านต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้”

บางทีอาจเป็นเพราะข้อเสนอของอีกฝ่ายน่าสนใจเกินไป หนานกงเฉินจึงตอบตกลง

“แน่อยู่แล้ว ตระกูลเฉินข้าพูดจริงทำจริง อีกไม่กี่วันข้าจะพาหลิงซวงไปเมืองหลวง”

พลันมีอีกเสียงที่ดูเด็กกว่าดังขึ้น และฟังดูมั่นใจอย่างมาก

ไม่ต้องเดาก็รู้แล้วว่า เจ้าของเสียงนี้ต้องเป็นเฉินอ้าวเทียน นายน้อยแห่งตระกูลเฉินแน่นอน

ได้ยินบทสนทนาของทั้งสาม พลอยทำให้หัวใจของเย่เฟิงเต้นโครมครามไปด้วย

ถึงแม้เขาจะไม่คาดหวังกับเรื่องการหมั้นนี้ แต่ตอนที่ได้ยินหนานกงเฉินตอบตกลงกับคนของตระกูลเฉิน เย่เฉินรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งตัว

เป็นอย่างที่คนรับใช้เหล่านั้นพูดกัน หนานกงเฉินหักหลังเขาเย่เฟิง แอบตกลงกับตระกูลเฉินอย่างลับ ๆ

เย่เฟิงรู้ดี ในสายตาของหนานกงเฉิน เขาเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง เป็นหมากที่ช่วยบุตรสาวเขาในการปลุกวิญญาณสงคราม เมื่อหมากตัวนี้ไร้ประโยชน์ก็จะถูกเตะให้พ้นทาง

อย่างไรก็ตาม ตอนที่เย่เฟิงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟอยู่ในใจ เสียงของเฉินอ้าวเทียนก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ข้าได้ยินมาว่า ก่อนหน้านี้หลิงซวงมีสัญญาหมั้นกับคนผู้หนึ่ง ใช่หรือไม่?”

“ใช่ นายน้อยเฉินไม่ต้องสนใจ อีกฝ่ายเป็นคนธรรมดาไร้ชื่อเสียงในจวน ยกเลิกสัญญาหมั้นได้ทุกเมื่อ”

หนานกงเฉินไม่ปฏิเสธ ในความคิดของเขา เย่เฟิงเป็นเพียงคนธรรมดา จึงยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงสัญญาที่คลุมเครือนั่น

เย่เฟิงฟังอยู่เงียบ ๆ พลางหัวใจเย็นเยือกขึ้นเรื่อย ๆ

“ยกเลิกสัญญาหมั้น? แค่นี้ยังไม่พอหรอก” เฉินอ้าวเทียนกล่าว

“นายน้อยเฉินต้องการให้ข้าทำอย่างไร?” หนานกงเฉินถาม

“ผู้หญิงของเฉินอ้าวเทียนจะเคยมีสัญญาหมั้นกับผู้อื่นได้เยี่ยงไร? คนเช่นนี้ไม่ควรมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ด้วยซ้ำ! ท่านคงรู้ความหมายของข้าใช่ไหม?” เฉินอ้าวเทียนตอบกลับด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น และในน้ำเสียงยังเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตอาฆาต

“ข้าเข้าใจ เดี๋ยวข้าจัดการเรื่องนี้เอง คนผู้นี้ต้องตายแน่นอน เพื่อแสดงความจริงใจของตระกูลหนานกงข้า” หนานกงเฉินตอบกลับอย่างไม่ลังเล

ในสายตาของหนานกงเฉิน เย่เฟิงเป็นเพียงมดแมลง เขาต้องการฆ่าก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล

“กร๊อบ!”

เย่เฟิงกำหมัดแน่น จนได้ยินเสียงกระดูกดังลั่นชัดเจน ดวงตาแดงก่ำอัดแน่นไปด้วยเพลิงพิโรธ

ตอนนี้ชายหนุ่มที่เคยอ่อนโยนได้ปลดปล่อยความน่ากลัวออกมา

ตระกูลหนานกงไม่รักษาสัญญาเรื่องการหมั้นก็ช่างปะไร แต่สิ่งที่ทำให้เย่เฟิงโกรธที่สุดคือ ไม่คิดว่าหนางกงเฉินจะตอบเฉินอ้าวเทียนอย่างไม่ลังเล ว่าที่จะฆ่าเขา

“มีคน!”

สัมผัสทั้งห้าของผู้ฝึกยุทธ์มีความว่องไวอย่างมาก จึงตรวจพบความเคลื่อนไหวที่อยู่นอกห้องได้ในทันที

หนานกงเฉินและเฉินอ้าวเทียนลุกขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะเดินออกไปข้างนอก

“ไม่นึกว่าจะเป็นเจ้า!”

หนานกงเฉินตาทอประกายแสงเยือกเย็น

“บุกรุกลานบ้านของผู้นำ เจ้าคิดจะทำอะไร? หรือคิดทำเรื่องไม่ดี?”

ขณะที่เย่เฟิงมองหนานกงเฉิน ที่มุมปากก็เหยียดยิ้ม และในรอยยิ้มนั้นก็แฝงด้วยความเย้ยหยัน

สายตาที่หนานกงเฉินมองเย่เฟิงดูไร้ความรู้สึก ราวกับมองคนแปลกหน้า

“เย่เฟิง เจ้าไม่ใช่แค่ขยะไร้ค่า แต่ความประพฤติก็ยังต่ำทราม! ตระกูลหนานกงข้าปฏิบัติต่อเจ้าอย่างดี ตอนนี้ลูกข้าปลุกวิญญาณสงครามหงส์ เจ้าก็คิดอยากขโมยความลับของตระกูลหนานกง เจ้าว่า ข้าควรทำยังไงกับเจ้าดี?”

“ขโมยความลับ?”

เย่เฟิงตาทอประกายแสงเยือกเย็น ท่าทีของเขาที่แสดงในตอนนี้ไม่ควรมีในวัยนี้

“หนานกงเฉิน ท่านช่างน่ารังเกียจนัก ข้าเย่เฟิงถึงกับใช้หลิงหยวนดั้งเดิมช่วยลูกสาวท่านให้พ้นภัย ทำให้ปลุกวิญญาณสงครามหงส์ขั้นเขียวได้ แต่ท่านกลับไม่สำนึกบุญคุณ ซ้ำยังไม่รักษาสัญญา สมรู้ร่วมคิดกับตระกูลเฉิน และต้องการกำจัดข้าให้พ้นทาง เกลียดนักที่ก่อนหน้านี้ข้าเย่เฟิงไม่เคยเห็นโฉมหน้าอันน่าอัปลักษณ์ของท่าน” เย่เฟิงกล่าว ทำให้หนานกงเฉินเผยสีหน้าเย็นเยียบ

“นี่น่ะหรือคนที่มีสัญญาหมั้นกับหลิงซวง?” เฉินอ้าวเทียนเหลือบมองเย่เฟิงด้วยสายตาดูถูก

“ใช่แล้ว” หนานกงเฉินพยักหน้า

“ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 2 ต่ำต้อยนัก! แล้วคู่ควรกับหลิงซวงได้เยี่ยงไร?” เฉินอ้าวเทียนเหยียดหยาม

“คนแบบนี้ข้าไม่อยากเสียเวลา เจ้าจัดการเรื่องนี้แล้วกัน”

เฉินอ้าวเทียนพูดทิ้งท้าย ก่อนพวกเขาจะเดินออกไปด้วยท่าทีโอหัง ในสายตาของเฉินอ้าวเทียน เย่เฟิงเป็นเพียงขยะไร้ค่า ไม่มีประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น และเขาก็คร้านจะลงมือจัดการด้วยตัวเอง

“ส่งหนังสือสมรสมา แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า!”

หลังจากเฉินอ้าวเทียนออกไป หนานกงเฉินก็กล่าวกับเย่เฟิงด้วยเสียงเยือกเย็น

หนังสือสมรสคือหลักฐานเรื่องสัญญาหมั้นระหว่างเย่เฟิงกับหนานกงหลิงซวง เย่เฟิงรู้ว่าหากเขาส่งหนังสือสมรสไปให้แต่โดยดี อาจตายเร็วกว่า

“ต้องการหนังสือสมรสงั้นหรือ? ตอนนี้คงทนรอไม่ได้ก็เลยอยากฆ่าข้าสินะ?” เย่เฟิงกล่าวขณะมองหนานกงเฉินด้วยสายตาไร้ความเกรงกลัวใด ๆ

“จะตายอยู่รอมร่อ ยังพล่ามไร้สาระอีก เอามาให้ข้าเดี๋ยวนี้!”

หนานกงเฉินโบกมือ จากนั้นมีหลายเงาร่างปรากฏตัว ก่อนจะเข้าล้อมกรอบเย่เฟิง

เย่เฟิงอยู่ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 2 มีหรือจะใช่คู่ต่อสู้ของคนเหล่านี้ ดังนั้นเขาจึงไม่ต่อต้าน และปล่อยให้อีกฝ่ายควบคุมเขา

“ข้าอยากรู้ว่าหลิงซวงรู้เรื่องนี้หรือไม่?” เย่เฟิงกล่าวเสียงเย็น เขากับหนานกงหลิงซวงรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ไม่เชื่อว่าผู้หญิงคนนี้จะไม่รู้สึกอะไรกับเขา

“หลิงซวงคืออัจฉริยะผู้โดดเด่น จะไปยอมอยู่กับคนอย่างเจ้าได้เยี่ยงไร? เจ้าล้มเลิกความตั้งใจไปซะเถอะ!” หนานกงเฉินกล่าว

อย่างไรก็ตามตอนที่เขากล่าวอย่างนั้น เคยคิดหรือไม่ว่าหากไม่มีหลิงหยวนดั้งเดิมของเย่เฟิง หนานกงหลิงซวงจะรักษาชีวิตไว้ได้หรือไม่ แล้วจะเรียกว่าอัจฉริยะได้อย่างไร?

ในโลกแห่งการบ่มเพาะ ผลประโยชน์คืออันดับหนึ่ง ผู้อ่อนแอย่อมตกเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง เมื่อไม่มีพลังก็จะถูกผู้อื่นกดขี่ข่มเหง

วันนี้เย่เฟิงเห็นความหยิ่งยโสโอหังของเฉินอ้าวเทียน จึงตระหนักได้ว่าผู้อ่อนแอย่อมตกเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่งเป็นเรื่องจริง

ชายหนุ่มจากตระกูลที่ล่มสลายอย่างเย่เฟิง ทั้งยังมีพลังต่ำต้อย ต่อหน้าตระกูลหนานกงหรือตระกูลใหญ่ ๆ ก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่อาจถูกปลิดชีวิตได้ทุกเวลา

เย่เฟิงถูกส่งเข้าคุกใต้ดินที่ทั้งอับชื้นและมืดมิด หนานกงเฉินเตรียมประหารเขาในวันพรุ่งนี้

ขณะมองกำแพงที่รายล้อม รวมถึงคุกที่มีบรรยากาศหนาวเย็น เย่เฟิงก็เหยียดยิ้มอย่างน่าอนาถใจ

เพื่อช่วยหนานกงหลิงซวงแล้ว เขาใช้หลิงหยวนดั้งเดิมอย่างไม่ลังเล แต่สิ่งที่ได้กลับคืนมาคือตระกูลหนานกงทำลายสัญญาและการสังหาร

“หนานกงเฉิน เจ้าทรยศข้า สักวันข้าเย่เฟิงคนนี้จะทำให้เจ้าต้องเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปในวันนี้!”

แววตาของเย่เฟิงฉายแสงแห่งความมุ่งมั่น นาทีนี้ปณิธานของชายหนุ่มแรงกล้าเป็นอย่างมาก

ตอนนี้มีเพียงการฝึกจึงจะทำให้จิตใจของเย่เฟิงสงบลงได้

เมื่อหาที่นั่งได้แล้ว เย่เฟิงไขว้ขานั่งลง จากนั้นในมือปรากฏไข่มุกเม็ดนั้นที่เปล่งแสงอันอบอุ่นออกมา

“ก่อนหน้านี้ เจ้าคอยดูดซับพลังหยวนของข้ามาตลอด ตอนนี้ถึงตาเจ้าที่จะให้ข้าบ้างแล้ว” เย่เฟิงกล่าวขณะมองไข่มุกด้วยสายตาเป็นประกาย

พระจันทร์ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงจันทร์อันศักดิ์สิทธิ์เล็ดลอดผ่านหน้าต่างในคุกใต้ดิน สาดส่องลงพื้นในคุก ขณะเดียวกันยังแผ่ปกคลุมไข่มุกที่อยู่ในมือของเย่เฟิง

ภายใต้แสงจันทร์ แสงของไข่มุกก็ยิ่งเปล่งประกาย กระทั่งในนั้นมีเสียงประหลาดดังขึ้น

นาทีต่อมา แสงจันทร์ในคุกใต้ดินแปรเปลี่ยนเป็นเส้นด้ายนับไม่ถ้วน ก่อนจะตรงเข้าสู่ไข่มุกอย่างต่อเนื่อง เสียงที่ดังออกมาก็ยิ่งรุนแรงขึ้นไม่หยุด

ไข่มุกลอยขึ้นอย่างช้า ๆ และเริ่มสั่นเทาด้วยความถี่สูง

เย่เฟิงหายใจเข้าลึก กำหนดจิต เริ่มโคจรเคล็ดวิชารวมหยวน ทำให้พลังหยวนที่ล่องลอยอยู่ในอากาศมาบรรจบกัน

“ครืน!”

ภายในไข่มุกราวกับมีของเหลวเคลื่อนไหว แสงจ้าถูกปลดปล่อยประหนึ่งแสงศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นพลังหยวนผสานกับแสงจันทร์ ก่อนจะแทรกซึมสู่ภายในไข่มุก ทำให้มันค่อย ๆ เลือนรางและปรากฏชัดเจนขึ้นอีกครั้ง

หลังจากเป็นเช่นนั้นอยู่นาน ไข่มุกก็กลายเป็นสีเขียวเข้มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันเปล่งแสงสีเขียวราวกับเป็นหยกคุณภาพสูง

“ครืนๆ!”

เสียงประหลาดดังขึ้นอีกครั้ง เห็นว่าไข่มุกเม็ดนั้นค่อย ๆ ลอยไปที่เหนือหัวของเย่เฟิง จากนั้นแสงสีเขียวแผ่ปกคลุมร่างเย่เฟิง

เย่เฟิงอาบไล้อยู่ภายใต้แสงสีเขียว ทั้งรู้สึกสบายกาย และมีพละกำลังเพิ่มขึ้น

“ในที่สุดก็ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว!”

ขณะมองไข่มุกที่ลอยอยู่กลางอากาศ เย่เฟิงดูดีใจเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกของเขาที่เจอกับสภาวะไข่มุกอิ่มตัว ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะได้เจอ

แต่ขณะนั้นเห็นว่ามีไข่มุกหยดน้ำสีเขียวมรกตค่อย ๆ แยกออกมาจากตัวไข่มุก ก่อนจะหยดลงบนตัวของเย่เฟิง

หยดน้ำนี้โปร่งใสมาก ทั้งยังเปล่งแสงสีเขียวมรกต พลังหยวนที่แผ่ออกมาก็บริสุทธิ์ ทำให้พลังหยวนในอากาศเปลี่ยนไปทรงพลังขึ้นหลายเท่า

“หยดน้ำสีเขียว!” เย่เฟิงอุทานด้วยความตกใจ นี่คือหยดน้ำสีเขียวที่บิดาเขาเคยบอกว่า มันมีพลังที่แข็งแกร่งอย่างมาก

“หยดน้ำนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ ด้วย”

เย่เฟิงสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่แผ่ออกมาจากหยดน้ำก็ครุ่นคิดในใจ แต่ขณะเดียวกันหยดน้ำสีเขียวนั่นแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านหน้าผากของเขา

ทันใดนั้นหยดน้ำแปรเปลี่ยนเป็นพลังหยวนมหาศาล จากนั้นแผ่กระจายไปทั่วร่างกายของเขา พลังหยวนนี้แข็งแกร่งมากกระทั่งเหนือกว่ายาวิเศษหรือยาปราณที่เย่เฟิงเคยได้ยินมา

พลังหยวนนั่นไหลผ่านเส้นลมปราณของเขา บำรุงร่างกายและกระดูก เพียงพริบตาก็ทำให้พลังของเย่เฟิงทะลวงขั้นบ่มเพาะกายาที่ 3

แต่ว่าพลังส่วนใหญ่ของหยดน้ำสีเขียวยังไม่ได้ถูกเย่เฟิงดูดซับ

“ทรงพลังมาก!”

เย่เฟิงรู้สึกสุขใจมาก แม้เตรียมพร้อมสำหรับพลังอันกล้าแกร่งของหยดน้ำสีเขียวแล้ว แต่เมื่อเขาสัมผัสถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของหยดน้ำสีเขียวได้ ก็ยังตกตะลึงอยู่ดี

ไม่คิดอะไรมาก เย่เฟิงเร่งเร้าโคจรพลัง ดูดซับพลังที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นลมปราณ

“ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 4!”

“ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 5!”

เวลายังไม่ถึงหนึ่งก้านธูปดี ด้วยพลังของหยดน้ำสีเขียวก็ทำให้เย่เฟิงทะลวงไปถึงสามขั้น!

“วูบ… ครืน!”

ด้วยความเร็วในการทะลวงพลังของเย่เฟิงที่เร็วเกินไป พลังหยวนมหาศาลที่กลางอากาศเกิดบ้าคลั่งก่อตัวเป็นพายุพลังหยวน

แสงเรืองรองบนร่างเย่เฟิงผสานกับแสงสีเขียวนั่น ก่อนที่ภายในร่างกายจะเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างน่าทึ่ง

“หลิงหยวนดั้งเดิม!”

เย่เฟิงตาทอประกายด้วยความตื่นเต้น ตอนนี้เขาสัมผัสได้ชัดเจน หลิงหยวนดั้งเดิมภายในร่างกายเขากำลังถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ

ผ่านไปไม่นาน ภายในร่างกายของเย่เฟิงก็ปรากฏหลิงหยวนดั้งเดิมใหม่ ซ้ำยังทรงพลังกว่าหลิงหยวนดั้งเดิมก่อนหน้านี้ที่ถ่ายทอดให้หนานกงหลิงซวงไม่รู้ตั้งเท่าไร เป็นหลิงหยวนดั้งเดิมที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง

“สูญเสียหลิงหยวนดั้งเดิมและฟื้นฟูอีกครั้ง เช่นนั้นข้าจะปลุกวิญญาณสงครามในคุกใต้ดินแห่งนี้!”

----------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

วิญญาณสงครามเทพมังกร

เย่เฟิงพึมพำในใจด้วยจิตใจที่ฮึกเหิม

เขาทำจิตให้มั่นคง จากนั้นไปสัมผัสพลังดั้งเดิมที่สุดนั่นที่อยู่ในหลิงหยวนดั้งเดิม ซึ่งด้วยพลังของหยดน้ำสีเขียวที่มอบให้เขา เย่เฟิงรู้สึกว่าตัวเองลงทุนลงแรงไปน้อยมาก

สิบปีมานี้ เขาต้องทนกับความอัปยศอดสู ถูกผู้คนหัวเราะเยาะที่มีพลังไร้ค่า ถูกตระกูลหนานกงเนรคุณ ซ้ำยังถูกเฉินอ้าวเทียนมองเห็นเป็นมดแมลงที่ด้อยค่า

ความรู้สึกทุกอย่างในนาทีนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันของเย่เฟิง

สงบเสงี่ยมมานับสิบปี ในที่สุดก็ปะทุออกมา หลิงหยวนดั้งเดิมวิวัฒนาการ จากนั้นเย่เฟิงเพ่งจิตออกไป

ท้องฟ้าผืนนี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก มีเพียงดวงดาวที่อาศัยอยู่ ไร้ซึ่งวัตถุใด ๆ

เย่เฟิงทอดมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดาว เหมือนกับว่ามีพลังสายหนึ่งไหลเวียนอยู่ในร่างกายเขา

สายตาของเขามองทะลุอากาศ ลึกเข้าไปในท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว

เขาราวกับเห็นการวิวัฒนาการของดาว จักรวาลหมุนโคจร จากนั้นเย่เฟิงเข้าสู่สภาวะการเรียนรู้

ภายในหัวมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด ท่ามกลางท้องฟ้าก็คล้ายมีประตูดวงดาวบานหนึ่งค่อย ๆ เปิดออก พร้อมกับมีแสงจ้า

เงาประตูดวงดาวสะท้อนในดวงตาของเย่เฟิง แต่จากนั้นมันเข้าไปในร่างกายของเย่เฟิง ทำให้ภายในร่างกายของเขาเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ราวกับสร้างขึ้นใหม่ก็ไม่ปาน

“ประตูวิญญาณ จงเปิด!”

ดวงตาของเย่เฟิงเปล่งแสงจ้า เขาแผดเสียงคำราม รู้สึกได้ถึงความราบรื่นของเส้นลมปราณพิเศษ 8 เส้น จากนั้นมีประตูบานหนึ่งถูกเปิดขึ้นภายในร่างกาย ประตูบานนี้ก็คือประตูวิญญาณของเขา

“ประตูบ่มเพาะของข้าเปิดออกแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ข้าจะมีวิญญาณสงครามของตัวเอง!” เย่เฟิงพึมพำในใจ แสงประหลาดโคจรรอบกาย จากนั้นบีบจิตสำนึกของตัวเองให้เข้าสู่ประตูวิญญาณ

ประตูวิญญาณแสนกว้างขวางราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งยังมีเงามายาปรากฏอยู่มากมาย

ประเภทสัตว์อสูร “เสือ วานร แรด กระเรียนขาว…”

ประเภทอาวุธ “มีด หอก ดาบ ทวน…”

ทั้งยังมีเงาวิญญาณสงครามประเภทพิเศษอยู่บางส่วน

อย่างไรก็ตาม ประเภทของเงาวิญญาณสงครามที่อยู่ภายในประตูวิญญาณมีจำนวนไม่น้อยกว่าสิบล้าน ประหนึ่งดวงดาวบนเก้าชั้นฟ้า

“น่ามหัศจรรย์นัก!” เย่เฟิงอุทานด้วยความประหลาดใจ นี่เป็นครั้งแรกของเขาที่ได้สัมผัสกับการปลุกวิญญาณสงคราม ไม่นึกว่าจะอลังการเพียงนี้

เขารู้ว่าการใช้จิตสำนึกของตัวเองสื่อสารกับเงาเหล่านี้ จะสามารถปลุกวิญญาณสงครามได้

มีเงาหมีเทาตัวหนึ่งอยู่ใกล้จิตสำนึกของเย่เฟิงที่สุด และยังมีแสงสีแดงโคจรรอบร่างของมัน

“วิญญาณสงครามหมีเทาขั้นแดง พลังที่มอบให้ผู้ฝึกยุทธ์มันน่าทึ่งมาก ทั้งยังมีพลังป้องกันที่กล้าแกร่ง หากข้าปลุกวิญญาณสงครามนี้ ก็คงผ่าหินก้อนใหญ่ได้ง่ายดาย”

เย่เฟิงตาทอประกาย จากนั้นบีบให้จิตสำนึกของตัวเองเดินหน้าต่อ

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าวิญญาณสงครามแบ่งเป็น 7 ขั้น ซึ่งมีดังนี้ “แดง ส้ม เหลือง เขียว คราม ฟ้า ม่วง”

วิญญาณสงครามขั้นแดงอ่อนแอที่สุด จึงไม่เพียงพอต่อความต้องการของเย่เฟิง

“วิญญาณสงครามสิงโตขั้นส้ม หากปลุกวิญญาณสงครามประเภทนี้ จะทำให้พลังโจมตีของผู้ฝึกยุทธ์กล้าแกร่งขึ้นหลายเท่า ส่วนพลังต่อสู้จะยิ่งทวีคูณ”

เย่เฟิงยิ้ม ขณะนั้นยังคงไม่หยุดคิด จากนั้นจิตสำนึกลอยออกไปจากด้านนี้

วิญญาณสงครามสิงโตไม่เหมาะกับเขา

“วิญญาณสงครามดาบยาวขั้นเหลือง ดาบแหลมคม พลังโจมตีล้ำเลิศ หากนักดาบเป็นผู้ใช้จะยิ่งสำแดงฤทธิ์ได้ดี”

เย่เฟิงครุ่นคิดในใจ ในอาณาจักรจ้าว ผู้ที่สามารถปลุกวิญญาณสงครามขั้นเหลืองได้ จะถือว่าเป็นอัจฉริยะที่น่าทึ่ง

ทว่าเขาไม่เชี่ยวชาญในเรื่องดาบ ดังนั้นจึงไม่สนใจ

จิตสำนึกของเย่เฟิงล่องลอยไปต่อ พลังวิญญาณภายในประตูวิญญาณก็ไม่ได้ผูกมัดเขา จิตสำนึกของเขาจึงเข้าสู่เขตวิญญาณสงครามขั้นเขียว

ที่ด้านหน้ามีเงาหงส์ปลดปล่อยเพลิงลอยอยู่ตรงนั้น รอบกายเต็มไปด้วยความน่าเกรงขามของหงส์ที่ไร้สิ้นสุด

เย่เฟิงชะงักไปเล็กน้อยขณะมองไปทางด้านนั้น

“วิญญาณสงครามหงส์ขั้นเขียว หนานกงหลิงซวงก็ปลุกวิญญาณสงครามระดับนี้ ขั้นเขียวคือขั้นที่ 4 ของวิญญาณสงคราม แข็งแกร่งอย่างที่คิดไว้!” เย่เฟิงพึมพำในใจ ใครที่ปลุกวิญญาณสงครามขั้นเขียวได้ก็จะมีชื่อเสียงโด่งดังเหมือนหนานกงหลิงซวง

แต่เขาเย่เฟิงดูดซับพลังจากหยดน้ำสีเขียวเพื่อเพิ่มพูนพลังแล้ว จะด้อยกว่าหนานกงหลิงซวงหรือไม่?

สำหรับเย่เฟิงแล้ว วิญญาณสงครามขั้นเขียวยังไม่เพียงพอ เขากระตือรือร้นในการปลุกวิญญาณสงครามอย่างมาก จึงกัดฟันเดินหน้าต่อไป

ขณะนั้นมีแรงดันวิญญาณที่น่าสะพรึงกลัวเข้ากดดันจิตสำนึกของเย่เฟิงอย่างต่อเนื่อง

ทว่าผ่านการบำรุงจากหยดน้ำสีเขียว จิตสำนึกของเย่เฟิงจึงเปลี่ยนไปทรงพลังขึ้น ผ่านแรงกดดันหลายชั้น จนในที่สุดเขาก็มาถึงเขตวิญญาณสงครามขั้นคราม

เงาวิญญาณสงครามขั้นครามแต่ละประเภทปรากฏที่เบื้องหน้าเขา พลังน่าสะพรึงกลัวอย่างมาก ไม่ใช่วิญญาณสงครามสี่ขั้นก่อนหน้าจะเทียบเคียงได้

“เทพวานร คชสารยักษ์ ขวาน พิณ” สิ่งที่กล่าวมานี้ล้วนอยู่ขั้นสงคราม

“วิญญาณสงครามเหล่านี้แม้จะแกร่งมาก แต่ก็ดูยังไม่เหมาะกับข้า”

เย่เฟิงสงบสติอารมณ์ จากนั้นสายตาไปหยุดอยู่ที่เงาร่างหนึ่งที่อยู่ใจกลางเขตแดน

เงานี้คือมังกรยักษ์ มีปราณมังกรรายล้อมร่างอันใหญ่โต ดูน่าเกรงขามอย่างมาก

“วิญญาณสงครามเทพมังกรขั้นคราม!”

เย่เฟิงตะลึงงัน เผ่ามังกรนั้นคือชนชั้นสูงในหมู่สัตว์อสูร วิญญาณสงครามเทพมังกรยังเป็นราชาในหมู่วิญญาณสงครามประเภทสัตว์อสูร มีพลังกลืนกิน สามารถกลืนกินได้ทุกสิ่งทุกอย่าง มีพลังที่น่ากลัวอย่างมาก

“พลังกลืนกิน เหมาะกับลักษณะของไข่มุกนั่นพอดีเลย เลือกมันนี่แหละ!” เย่เฟิงคิดในใจ จากนั้นจิตสำนึกลอยไปหาเงามังกรยักษ์นั่น

ทันทีที่จิตสำนึกของเขาลอยเข้าไปใกล้เงานั่นก็ถูกปราณมังกรเข้าปกคลุม เย่เฟิงทำจิตให้มั่นคง ก่อนจะไปสื่อสารและไปสัมผัส

ครู่ต่อมา เย่เฟิงก็เข้าสู่สภาวะเรียนรู้เต็มรูปแบบ

เวลาหนึ่งก้านธูป จิตสำนึกของเย่เฟิงก็เชื่อมต่อกับเงามังกรยักษ์ได้ และด้วยการเชื่อมต่อนี้ เย่เฟิงจึงลองให้จิตสำนึกของตัวเองผสานกับเงามังกรยักษ์

ขั้นตอนการผสานดำเนินไปอย่างเนิบช้า เย่เฟิงไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่นิดเดียว พลังจิตเทพก็ถูกปล่อยถึงขั้นสูงสุด

ขณะเดียวกัน พลังของหยดน้ำสีเขียวในกายก็ถูกปลดปล่อยออกมาต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนเย่เฟิง

ผ่านไปสองชั่วยาม แสงส่องระยิบระยับ ในที่สุดจิตสำนึกของเย่เฟิงก็ผสานเป็นหนึ่งกับเงามังกรยักษ์

นาทีต่อมา พลังหยวนมหาศาลไหลผ่านเส้นลมปราณ หลอมรวมกับประตูวิญญาณ จากนั้นมีแสงพุ่งออกจากร่างเย่เฟิง ผ่านหน้าต่างในคุกใต้ดิน แล้วพุ่งขึ้นฟ้า

แสงจ้าโคจรรอบกายเย่เฟิงต่อเนื่อง ปราณมังกรที่น่าสะพรึงกลัวถูกปลดปล่อย พลันมีเงามังกรยักษ์ปรากฏที่ด้านหลังเย่เฟิงเลือนราง จากนั้นมันค่อย ๆ ชัดเจนมีตัวตน แล้วบินรอบตัวเย่เฟิง

นี่คือมังกรยักษ์สีครามอ่อน มีปราณมังกรที่กล้าแกร่ง ในนั้นแฝงด้วยความน่าเกรงขามของเทพมังกร ต่อหน้ามัน ทุกอย่างต้องยอมศิโรราบ

เงาเทพมังกรสีครามอ่อนปรากฏขึ้นอย่างเลือนราง บนท้องฟ้า สาดส่องแสงสู่พื้นดิน จุดประกายแสงสว่างในท้องฟ้ายามราตรีของเมืองโยวโจว

“ดูนั่น ดูเหมือนจะมีคนปลุกวิญญาณสงครามระดับสูงได้! ดูจากลักษณะแล้ว อาจเป็นวิญญาณสงครามขั้นเขียว!”

เหล่าผู้คนต่างเงยหน้ามองเงาเทพมังกรบนท้องฟ้าด้วยหัวใจที่เต้นระส่ำ

“ถ้าข้าเดาไม่ผิด ที่นั่นอาจเป็นตำแหน่งของตระกูลหนานกง” มีคนหนึ่งกล่าวขณะชี้ไปยังตำแหน่งที่ลำแสงพุ่งขึ้น

“ตระกูลหนานกง? ใครกันที่ปลุกวิญญาณสงครามครั้งนี้? หรือจะเป็นหนานกงหลิงซวง? นางปลุกวิญญาณสงครามที่สอง? หรืออาจเป็นหนานกงหลิงยวี่บุตรสาวของหนานกงเฉิน?”

“หากเป็นเช่นนั้น ตระกูลหนานกงคงรุ่งเรืองอย่างแท้จริง”

ผู้คนต่างคาดเดากันไปต่าง ๆ นานา พวกเขานึกถึงหนานกงหลิงซวงที่เพิ่งปลุกวิญญาณสงครามหงส์ กระทั่งนึกถึงน้องสาวของหนานกงหลิงซวง หนานกงหลิงยวี่

แต่ทุกคนหารู้ไม่ว่า ผู้ที่ปลุกวิญญาณสงครามเทพมังกรนี้ได้ก็คือเย่เฟิง ผู้ถูกผู้คนเยาะเย้ยว่าเป็นคนไร้ค่า

บนยอดเขาแห่งหนึ่งที่นอกเมืองโยวโจว เยว่กู่ยืนมือไพล่หลัง แววตาเฉียบคมขณะทอดมองเงาเทพมังกรบนฟ้า กล่าวว่า “ปรากฏการณ์นี้ดูเหมือนจะรุนแรงกว่าตอนที่หนานกงหลิงซวงปลุกวิญญาณสงครามหงส์ ในที่สุดคนที่ข้าตามหาก็ปรากฏตัวแล้ว!”

กล่าวจบ เยว่กู่กะพริบร่าง ก่อนจะหายตัวไป

พลันมีเสียงระเบิดดังจากคุกใต้ดินของตระกูลหนานกง พลังปราณที่น่าสะพรึงกลัวส่งเสียงคำรามทะลวงผ่านประตูคุก ทันทีที่ทหารยามสองนายมาถึงที่นี่ก็ต้องตกตะลึงจนหมดสติไป

เย่เฟิงค่อย ๆ เก็บพลัง ขณะมองทหารยามสองนายที่ตกใจจนเป็นลมไปก็ค่อยๆ แสยะยิ้ม

“ข้าบรรลุขั้นบ่มเพาะกายาที่ 5 แล้ว ทั้งยังปลุกวิญญาณสงครามเทพมังกรขั้นครามได้อีก ไม่รู้ว่าพละกำลังจะแกร่งกว่าก่อนหน้าเท่าไร” เย่เฟิงคิดในใจพลางยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ

ตระกูลหนานกงต้องการฆ่าเขา เช่นนั้นเขาก็ต้องออกไปจากที่นี่ก่อน

เย่เฟิงเดินออกจากคุกใต้ดิน เดินทอดน่องท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรี จนกระทั่งไปถึงหอศัสตราวุธของตระกูลหนานกง

เย่เฟิงซ่อนตัวอยู่หลังกำแพง พลางคิดในใจว่า “อาวุธที่ท่านพ่อเคยใช้ในสนามรบก็อยู่ที่นี่ ข้ารับไปเสียจะดีกว่า”

บิดาของเย่เฟิงเคยเป็นแม่ทัพของอาณาจักรจ้าว มีชื่อเสียงโด่งดัง ประสบความสำเร็จมากมาย แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ตระกูลเย่ถึงล่มสลายในชั่วข้ามคืน

ดังนั้นเย่เฟิงจึงมาที่ตระกูลหนานกง แต่ตอนนั้นในเงื่อนไขที่ตระกูลหนานกงรับเลี้ยงเขาก็มีอาวุธชิ้นนี้ด้วย

เห็นทหารยามสองนายหลับตาสนิท เย่เฟิงก็แสยะยิ้มคล้ายเย้ยหยันในความหละหลวมของการป้องกันของตระกูลหนานกง

เย่เฟิงเดินออกไป เขาในระดับขั้นบ่มเพาะกายาที่ 5 จึงเคลื่อนไหวได้ว่องไวราวกับภูตผีที่ล่องลอยในหอศัสตราวุธ

ภายในหอได้เก็บอาวุธไว้มากมาย มีหลากหลายประเภท มีดหอกดาบทวนล้วนมีหมด

“วี้ด ครืน!”

เย่เฟิงเพิ่งผ่านเข้าประตูก็ได้ยินเสียงอาวุธเริงระบำจากในนั้น

เย่เฟิงมองไปทางนั้น ก่อนจะเห็นเงาร่างหนึ่งกำลังร่ายรำอยู่ใจกลางหอ

เย่เฟิงรู้จักคนผู้นี้ ซึ่งก็คือเซียวเจี๋ยลูกพี่ลูกน้องของหนานกงหลิงซวง เมื่อวานที่แท่นบูชา เซียวเจี๋ยยังดูถูกเย่เฟิงอยู่เลย

ขณะนั้นสิ่งที่อยู่ในมือของเซียวเจี๋ยที่เป็นอาวุธชิ้นหนึ่งกำลังร่ายรำและก่อให้เกิดพายุโหม

รอบตัวของเซียวเจี๋ยมีอาวุธทุกชนิด ในนั้นมีหอกเล่มหนึ่งสีเงินที่ดูสะดุดตาเป็นพิเศษ

“หอกมังกรเงินประกาย!”

เย่เฟิงตาทอประกาย รู้สึกใจเต้นแรง นั่นคืออาวุธที่บิดาเขาเคยใช้ เมื่อเห็นหอกเล่มนี้ก็ราวกับเห็นบิดาผู้ให้กำเนิด

“คือเจ้า เย่เฟิง!”

ขณะนั้นเซียวเจี๋ยเห็นเย่เฟิง เขาจึงหยุดสิ่งที่ทำ หรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า “ขยะอย่างเจ้าไม่ใช่ว่าถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินหรอกหรือ? ทำไมมาที่นี่ได้? หรือมารนหาที่ตาย?”

“พล่ามอะไรไร้สาระ ข้าแค่มาเอาของของข้าแล้วจะออกไป พวกเราก็ต่างคนต่างอยู่”

เย่เฟิงไม่รู้สึกโกรธ เวลามีค่า เขาไม่อยากเสียเวลากับเซียวเจี๋ย

เซียวเจี๋ยเหยียดยิ้มเยือกเย็น กล่าวว่า “ต่างคนต่างอยู่งั้นหรือ? ขยะอย่างเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาพูดกับข้า? แม้ตอนนี้ข้าเซียวเจี๋ยจะฆ่าเจ้าได้ แล้วเจ้าจะทำอะไรได้?” เสียงของเซียวเจี๋ยแฝงด้วยความหยิ่งผยองราวกับว่าเย่เฟิงเป็นเหยื่อของเขา ที่เขาคิดอยากฆ่าก็ฆ่า

“กำจัดข้า? เจ้าทำได้หรือ?” เย่เฟิงแสยะยิ้ม ในแววตาแฝงด้วยความเหยียดหยามเซียวเจี๋ย เขาในตอนนี้ไม่ใช่เย่เฟิงคนเดิม แล้วจะยอมให้เซียวเจี๋ยรังแกได้อย่างไรเล่า

เซียวเจี๋ยเผยแววตาดุดัน มองเย่เฟิงแล้วกล่าวว่า “ก็แค่เศษขยะคนหนึ่ง ทำไมข้าเซียวเจี๋ยจะกำจัดไม่ได้?”

----------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...