โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ไฮยีลด์บอนด์น่าเป็นห่วง ความเชื่อมั่นหาย-เสี่ยงโรลโอเวอร์ยาก

efinanceThai

เผยแพร่ 05 ก.ย 2566 เวลา 02.09 น.

ไฮยีลด์บอนด์ (High Yield Bond) ใช้เรียกตราสารหนี้หรือหุ้นกู้ที่ อันดับเครดิตเรทติ้งต่ำกว่าระดับที่สามารถลงทุนได้ (Non Investment Grade) หรือต่ำกว่า BBB- ไปจนถึง กลุ่มที่ไม่มีการจัดอันดับเครดิต (Unrated Bond) ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจขนาดกลาง-เล็กที่มีปัญหาการหาแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน จึงใช้วิธีการระดมทุนผ่านการขายหุ้นกู้แทน โดยจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้ปกติ (มากสุดในระบบถึง 9.92%ต่อปี) เพื่อจูงใจนักลงทุน ปัจจุบันจะขายให้กลุ่มนักลงทุนสถาบันกับนักลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) เท่านั้น เพราะถือเป็นตราสารที่มีความเสี่ยงสูงมาก และมักเกิดปัญหาการผิดนัดชำระบ่อยครั้ง

*** ปีนี้เบี้ยวกันเพียบอีกแล้ว มูลค่ากว่า 1.9 หมื่นล้านบาท

ที่จริงปัญหาการผิดนัดชำระหุ้นกู้ทุเลาไปพักใหญ่ แต่ปีนี้กลับอักเสบขึ้นมาอีกแล้ว จากปัญหาเดิม ๆ คือ "ขาดสภาพคล่องทางการเงิน" โดยเฉพาะกลุ่ม บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มหุ้นกู้ประเภท High Yield Bond ทั้งนั้น มีทั้งเบี้ยวไม่จ่ายเลย, จ่ายได้บางส่วน และขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นกู้ขยายเวลาชำระรวมถึงปรับเงื่อนไขใหม่ ประกอบด้วย

1.บมจ.ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ (ALL) : ผิดนัดชำระหุ้นกู้ 7 รุ่น รวมมูลค่าหนี้คงค้าง 2,334.20 ล้านบาท
2.บมจ.ช ทวี (CHO) : เคยผิดนัดชำระหุ้นกู้ 1 ชุด จนถูกเรียก Call Default ในหุ้นกู้ที่เหลือ ซึ่งมีทั้งสิ้น 4 ชุด มูลค่ารวม 745.69 ล้านบาท ยังดีที่ภายหลังผู้ถือหุ้นกู้ใจดี อนุมัติให้ยกเลิก Call Default พร้อมปรับเงื่อนไขใหม่ และยืดขยายเวลาชำระหนี้เพิ่มให้
3.บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น (STARK) : ไฮไลต์ของปีนี้เลย เพราะนอกจากแต่งงบการเงินจนผิดเพี้ยน ยังผิดนัดชำระหุ้นกู้จำนวน 5 รุ่น รวมมูลค่าหนี้คงค้างถึง 9,198.40 ล้านบาท
4.บมจ.คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ (CGD) : รายนี้ขอผู้ถือหุ้นกู้ให้อนุมัติขยายระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้ออกไปอีก 1 ปี และพิจารณาอนุมัติการแบ่งชำระคืนเงินต้นหุ้นกู้บางส่วน ของหุ้นกู้ 2 ชุดที่จะครบกำหนด ต.ค.นี้ โดยทั้ง 2 ชุด มีมูลค่าคงค้างรวม 669.7 ล้านบาท 5.บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป (JKN) : รายล่าสุด ไม่สามารถชำระหุ้นกู้รุ่น JKN239A ซึ่งครบกำหนดไถ่ถอน 1 ก.ย.ที่ผ่านมา สามารถจ่ายได้เพียง 156.6 ล้านบาทเท่านั้น จากมูลค่าเงินต้นและดอกเบี้ยรวม 609.98 ล้านบาท และจะขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นกู้ 29 ก.ย.นี้ เพื่อขยายเวลาชำระออกไป

กลุ่มนี้คือ บจ.ที่ยังซื้อขายกันปกติในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ก่อนที่จะมีปัญหา ซึ่งหลังจากแจ้งว่าผิดนัดชำระทำให้ราคาหุ้นโดยกระหน่ำขายสร้างความเสียหายมหาศาล บางรายก็โดยพักการซื้อขายยาวไปเลย บางรายกลับเทรดได้ แต่ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เรียกว่าสร้างความเสียหายหลายเด้งกระทบเป็นวงกว้าง

นี่ยังไม่นับรวมกลุ่มที่ถูกพักการซื้อขายอยู่แล้ว และกลุ่มบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยรายงานจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) พบว่า หุ้นกู้ที่มีการผิดนัดชำระหนี้ (Default Payment) ณ 1 ก.ย.66 มีอยู่ทั้งหมด 7 บริษัท จำนวน 23 รุ่น รวมมูลค่ากว่า 19,039.96 ล้านบาท

*** กระทบความเชื่อมั่น เสี่ยงโรลโอเวอร์ยาก

อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ปัญหาการผิดนัดชำระหุ้นกู้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะการออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อทดแทนหุ้นกู้ชุดเดิม (Roll Over) ของกลุ่มไฮยีลด์บอนด์ ที่หลายรายขายไม่หมด ขายได้ไม่เต็มวงเงินเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะนักลงทุนระมัดระวังความเสี่ยงมากขึ้น อย่างไรก็ตามหุ้นกู้กลุ่มที่อยู่ในระดับสามารถลงทุนได้ (Investment Grade) ยังสามารถขายได้ปกติ

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ประเมินว่า สถานการณ์หุ้นกู้กลุ่มไฮยีลด์บอนด์ขณะนี้น่าเป็นห่วง เพราะมีการผิดนัดชำระเกิดขึ้นหลายบริษัทเกินไป ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทำให้มีการชะลงทุนต่อหรือลงทุนในตราสารหนี้ตัวใหม่ที่ออกมาเพื่อโรลโอเวอร์ชุดเดิม แม้จะมีการเพิ่มผลตอบแทน แต่ความเสี่ยงการผิดนัดชำระเป็นเรื่องที่สำคัญหว่า แต่มองว่ายังไม่ถึงขั้นวิกฤติในตลาดหุ้นกู้ เพียงแต่จะกระทบความเชื่อมั่นระยะสั้นเท่านั้น

ด้านแหล่งข่าวผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน ระบุว่า หุ้นกู้กลุ่มไฮยีลด์บอนด์ที่กำลังจะขายในช่วงที่เหลือของปีนี้ หากเป็น บจ.มีชื่อเสียง มีเครดิตเรตติ้งตั้งแต่ระดับ BBB ขึ้นไป อยู่ในกลุ่มธุรกิจไฟแนนซ์ หรือ บริษัทลูกในเครือธุรกิจขนาดใหญ่ อาจจะยังสามารถเสนอขายได้อยู่ แต่หากเป็น บริษัทนอกตลาดฯ หรือไม่มีชื่อเสียงมากพอ และไม่มีกลุ่มนักลงทุนประจำที่เหนียวแน่น รวมถึงมีเครดิตเรตติ้งระดับต่ำกว่า BBB มีโอกาสที่จะขายไม่หมด และขายยากขึ้น เพราะนักลงทุนจะระมัดระวังเป็นพิเศษ หลังจากมีการผิดนัดชำระเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

*** พบไฮยีลด์บอนด์จ่อครบดีลปีนี้กว่า 1.1 หมื่นล้านบาท

"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" จึงได้สำรวจข้อมูลเพิ่มเติมจาก ThaiBMA พบว่า ช่วง 4 เดือนที่เหลือของปีนี้ มี 19 บจ. ที่หุ้นกู้ไฮยีลด์บอนด์ ถึงกำหนดชำระคืน มูลค่ารวมกัน 1.1 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย

จับตา 19 หุ้นกู้ไฮยีลด์บอนด์ จ่อครบกำหนดปีนี้

ชื่อย่อหุ้น

มูลค่า (ลบ.)

อันดับเครดิต เรทติ้ง*

%ดอกเบี้ย

จำนวน (ชุด)

หมดอายุ

MK

1,565

BB+

5.75

1

1-ธ.ค.

EP

1,520

BB+

5.25 - 5.6

2

17 ก.ย./1ต.ค.

THAI

1,000

n/a

3.66

1

23-ธ.ค.

MJD

950

BB

6.25 - 6.8

2

5 ต.ค./7 พ.ย.

CI

950

n/a

6.7

1

29-ธ.ค.

RML

752

n/a

6.3

1

11-ต.ค.

ANAN

746

BB+

4.5

1

2-ต.ค.

PF

672

n/a

6.8

1

10-พ.ย.

TNITY

402

n/a

3.3 - 3.8

3

8 ก.ย./3 พ.ย.

SA

400

n/a

6.8

1

29-ต.ค.

CHEWA

400

n/a

7.25

1

24-ธ.ค.

RICHY

378

n/a

6.8

1

3-ธ.ค.

KCC

350

n/a

6.5

1

12-ต.ค.

MICRO

349

BB+

5.25

1

29-ต.ค.

ECF

340

n/a

6.8

1

8-ธ.ค.

INET

300

n/a

5

1

9 ก.ย.

ASK

250

n/a

2.5

2

17-ต.ค.

GRAND

230

n/a

7.5

1

28-ต.ค.

CMO

100

n/a

6.5

1

27-พ.ย.

หมายเหตุ : ข้อมูลชุดนี้นำเสนอข้อเท็จจริงที่ปรากฎในสมาคมตราสารหนี้เท่านั้น

ไม่ได้มีเจตนาว่าหุ้นกู้ของ บจ.กลุ่มนี้จะไม่สามารถชำระหนี้ตามระยะเวลาได้แต่อย่างใด

ที่มา : สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (Thai Bma) ณ 1 ก.ย.66

*อันดับเครดิตเรทติ้ง จากทริส เรทติ้ง

*** เปิดกลยุทธ์ลงทุนหุ้นกู้

ทั้งนี้ "ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์" หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) แนะนำ 3 แนวทางพิจารณาลงทุนหุ้นกู้ ประกอบด้วย 1.ไม่นำเงินทั้งหมดไปลงทุนในไฮยีลด์บอนด์ เพราะมีความเสี่ยงสูง แม้จะจูงใจด้วยอัตรดอกเบี้ยมากแค่ไหนก็ตาม 2.ประเมินแนวโน้มบริษัทที่จะขายหุ้นกู้ให้รอบคอบ ทั้งผลการดำเนินงานที่ผ่านมาและในอนาคต และ 3. หากนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐยังไม่ได้ชัดเจนและยังเป็นด้านลบกับตลาดตราสารหนี้ หรือเป็นลบกับสภาพคล่องอาจจะต้องไม่เป็นต้องรีบร้อนเข้าไปลงทุน

เช่นเดียวกับ "อริยา ติรณะประกิจ" มองว่า ในภาวะเศรษฐกิจที่มีการชะลอตัว เมื่อบริษัทขนาดกลาง - ขนาดเล็กที่มีสายป่านไม่ยาวจะขายหุ้นกู้ นักลงทุนต้องมีการศึกษาให้ดี มากกว่าที่จะดูอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาเรื่องของความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออก แม้ว่าแต่ละครั้งที่ออกหุ้น ก.ล.ต.จะให้มีการเปิดเผยข้อมูลเป็นหลักแล้วก็ตาม เช่น ดูความสามารถในการชำระหนี้ อัตราส่วนสภาพคล่อง อัตราส่วนรายได้เพียงพอที่จะควบคุมดอกเบี้ยจ่ายในแต่ละปีหรือไม่ แม้แต่ตัวผู้บริหารเองก็ต้องประเมินว่ามีความน่าเชื่อถือหรือไม่ หรือบริษัทที่มีประวัติที่หวือหวาก็ต้องดูอย่างรอบครอบ เพราะบางบริษัทอาจจะมีการเน้นการเติบโต มีการลงทุนมาก ๆ ถ้าพิจารณาเป็นหลักทรัพย์การลงทุนในหุ้น ๆ ตัวนั้นอาจจะมีศักยภาพที่มีการเติบโตสูง และสภาพคล่องเป็นอย่างไร

ด้าน"ชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์" กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน (บลจ.) กสิกรไทย เพิ่มเติมว่า กลยุทธ์การลงทุนหุ้นกู้ของนักลงทุนสถาบันในขณะนี้ส่วนใหญ่คัดสรรการลงทุนหุ้นกู้ระดับ Investment Grade ขึ้นไป รวมถึงวิเคราะห์ศักยภาพของธุรกิจ โดยจะต้องมีหนี้สินไม่สูงเกินไป และมีสภาพคล่อง คัดเลือกธุรกิจ และผู้บริหารที่รู้จักเป็นอย่างดี ไม่ใช่แค่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป นอกจากนี้ก็จะไม่พิจารณาลงทุนหากเป็นหุ้นกู้ของบริษัทที่ไม่มีเครดิตเรทติ้ง

ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...