โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การสู้รบที่ “ทุ่งสำริด” คราวสงครามเจ้าอนุวงศ์ หลักฐาน “ลาว” เล่าอย่างไร

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 23 มี.ค. เวลา 04.15 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. เวลา 03.12 น.
อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) นครราชสีมา

การรบที่ทุ่งสำริด คราวสงครามเจ้าอนุวงศ์ สมัยรัชกาลที่ 3 หลักฐานลาวเล่าอย่างไร

เกิดอะไรขึ้นที่ “ทุ่งสำริด”? จุดพลิกผันสำคัญในสงคราม “เจ้าอนุวงศ์” เหตุการณ์ซึ่งทำให้วีรกรรมของ “ท้าวสุรนารี” หรือคุณหญิงโม ตราตรึงอยู่ในความรู้สึกของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนโคราช แต่เราจะเข้าใจประวัติศาสตร์ช่วงนี้อย่างถ่องแท้ได้อย่างไร หากมองเพียงมุมหรือด้านเดียว หลักฐานจากฝั่งลาวจึงเป็นอีกมุมมองที่สำคัญในการฉายภาพอดีตนี้ ให้กระจ่างชัดยิ่งขึ้น

“…ถ้าไม่มีเจ้าอนุฯ ย่าโมจะเอาวีรกรรมที่ไหนมาสร้างขึ้น…”

นี่คือคำให้สัมภาษณ์ของ นายเหียม พมมะจัน(ต้นฉบับใช้ ‘พรมมาจัน’) อดีตเอกอัครราชทูตลาวประจำประเทศไทย ในหนังสือพิมพ์มติชน (ฉบับวันที่ 19 ก.ค. 2544)

หากผู้อ่านรู้สึกไม่สบายใจกับวาทะดังกล่าว รู้สึกโกรธเคืองท่านทูตฯ ลาว ว่าพูดไม่เหมาะสม (แม้จะผ่านมาแล้วกว่ายี่สิบปี) หรือไม่รู้สึกอะไรเลยก็ตาม เรามาทำความเข้าใจที่มาของคำให้สัมภาษณ์ข้างต้นเสียหน่อยดีกว่า

คำพูดดังกล่าวเกิดจากประเด็นร้อนแรงในอดีต กรณีการสร้างภาพยนตร์เรื่อง“คุณหญิงโม : เหตุเกิดที่ทุ่งสำริด”เพื่อเทิดเชิดชูเกียรติ “ย่าโม” หรือท้าวสุรนารี ซึ่งกลายเป็นประเด็นถกเถียงลุกลามใหญ่โตข้ามโขงไปถึงฝั่งลาว จนเกิดกระแสคัดค้านการสร้างภาพยนตร์ดังกล่าว เพื่อเห็นแก่ความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ เพราะการรบที่ทุ่งสำริดและประวัติศาสตร์ช่วงดังกล่าวเกี่ยวพันถึง “เจ้าอนุวงศ์” วีรกษัตริย์ของลาวด้วย

แน่นอนว่าการที่ภาพยนตร์เล่าในมุมของ “คุณหญิงโม” ตัวร้ายในเรื่องย่อมเป็นกองทัพลาว คู่ขัดแย้งในเหตุการณ์นั้น การยกย่องท้าวสุรนารีจึงเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการโจมตีเจ้าอนุฯ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และกระทบต่อความรู้สึกของคนลาว เพราะเจ้าอนุฯ คือกษัตริย์ผู้ได้รับการยกย่องอย่างสูงในประวัติศาสตร์ลาว โดยเฉพาะในตำราเรียน

อ่านเพิ่มเติม : เสียงจากผู้ปราชัย เรื่องราวของ “เจ้าอนุวงศ์” ในตำราเรียนลาว

นายเหียม ยังกล่าวด้วยว่า ประวัติศาสตร์ลาวช่วงเจ้าอนุวงศ์ไม่ได้เอ่ยถึงท้าวสุรนารี ถ้าจะมีการสร้างหนัง ก็ควรศึกษาประวัติศาสตร์ของลาวด้วย ซึ่ง ผศ. ดร. วริษา กมลนาวินภาควิชาภาษาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ได้หยิบยกประเด็นนี้มาเล่าในบทความ “เจ้าอนุวงศ์ในมุมมองของลาว บทสะท้อนจากหนังสือและตำราเรียนลาว”ศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม พ.ศ. 2544 ดังนี้ [เว้นวรรคคำ ปรับย่อหน้าใหม่ และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

เหตุการณ์สู้รบที่ “ทุ่งสำริด” ในหนังสือลาว

หนังสือทุกเล่มของลาวไม่ปรากฏเรื่องราวของท้าวสุรนารีแต่อย่างใด

ดร.สุเนด โพธิสานและท่านหนูไซ พูมมะจันกล่าวถึงเหตุการณ์ช่วงนี้ว่า ในขณะที่เจ้าอนุฯ ยึดโคราชและนำพาครอบครัวลาวอพยพกลับคืนเวียงจันนั้น เจ้าเมืองนครราชสีมากำลังยกทัพไปปราบกบฏที่เมืองขุขันธ์ เมื่อเจ้านครราชสีมาได้รับรายงานว่าเจ้าอนุฯ เป็นกบฏ จึงรีบยกกองทัพกลับคืนโคราช แล้ววางแผนให้พระยาปลัดเมืองนครราชสีมาเข้าอ่อนน้อมต่อเจ้าอนุฯ

เจ้าอนุฯ จึงแต่งให้พระยาปลัด และพระยายกกระบัตรเมืองนครราชสีมา เป็นผู้ควบคุมชาวเมืองโคราชขึ้นมาเวียงจัน โดยมีทหารเวียงจันควบคุมขึ้นมาด้วยจำนวนหนึ่ง

พระยาปลัด พระยายกกระบัตร และเจ้าเมืองนครราชสีมาวางแผนตีกองทหารเวียงจัน โดยพระยาปลัดขี่ม้ากลับมาหาเจ้าอนุฯ ที่ค่ายใหญ่ เพื่อขอมีดพร้าและปืนเพื่อจะได้เนื้อกินตามทาง เจ้าอนุฯ ได้อนุญาตให้ไปจำนวนหนึ่ง เมื่อพวกครัวเมืองโคราชเดินทางถึงทุ่งสำริด ก็ขอพักชั่วคราวโดยอ้างว่าอ่อนล้ามาก

แล้วพระยาปลัด พระยายกกระบัตร และพระยาณรงณ์สงครามก็หาทางมอมเมาพวกทหารเวียงจันเพื่อให้กองทัพของเจ้าเมืองนครราชสีมาที่ซ่อนอยู่ในป่าจู่โจมโดยง่าย

พอดึกสงัดกองทัพเจ้าเมืองนครราชสีมาที่ดักสกัดอยู่ ก็เข้าตีทหารของเจ้าอนุฯ แตก

เมื่อยึดเอาครอบครัวได้แล้ว เจ้าเมืองนครราชสีมา พระยายกกระบัตร และพระยาณรงณ์สงครามก็พากันตั้งค่ายขึ้นเพื่อต่อสู้กับกองทัพเจ้าอนุฯ ที่จะมาตีเอาครัวคืน ส่วนพวกนายคุมที่หนีมาได้ ก็พากันรายงานต่อเจ้าอนุฯ ท่านจึงแต่งตั้งให้ตำรวจหน้า50 คน ขี่ม้าไปสำรวจเหตุการณ์ และได้ถูกทหารของนครราชสีมายิงตาย

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของท้าวสุรนารีกลับปรากฏในงานเขียนของดวงไช หลวงพะสีนักเขียนที่มีชื่อเสียงของลาว ดวงไชกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ทุ่งสำริดไว้ในหนังสือเรื่อง “สมเด็ดพะเจ้าอะนุวง”ดังนี้

“พะเจ้าอะนุวงหลงกนอุบาย

ฝ่ายพะยาปลัดเมืองนะคอนราชะสีมา เซิ่งเป็นสามีของนางโม้ (คุณหญิงโม/ท้าวสุรนารี-ผู้เขียน) ที่ออกไปเมืองคูขัน พ้อมกับพะยานะคอนราชะสีมา ได้ซาบข่าวว่า พะเจ้าอนุวงลงมากวาดเอาคัวเมืองนะคอนราชะสีมาหมดแล้วก็ฟ้าวกับคืนมา แล้วเข้าเฝ้าพะเจ้าอะนุวงและกาบทูนว่า ‘ข้าพะบาดจะขอตามสะเด็ดไปอยู่เวียงจันด้วย’ พะเจ้าอะนุวงก็หลงเชื่อ ทั้งมอบให้พะยาปลัดกับพะยาพมยกกะบัดเป็นผู้คุมคอบคัวอบพะยบ

พอมาเถิงท่งสำริด ก็ตั้งพักคอบคัวอยู่ที่นั่น พะยาปลัดกับนางโม้ และพะยาพมยกกะบัดจึ่งลวมหัวกันคิดอุบายเลี้ยงเหล้าพวกทะหานลาวและตำหลวดผู้คุม เมื่อทะหานลาวและตำหลวดผู้คุมเมาเหล้านอนหลับไปหมดแล้ว ก็พากันข้าฟันทะหานตำหลวดตายเกือบหมด ทั้งเก็บเอาอาวุดของลาวได้แล้วก็ตั้งค่ายขึ้นที่ท่งสำริดนั่นเอง

มีตำหลวดที่เหลือตายจำนวนหนึ่งฟ้าวโดดขึ้นม้าลงไปกาบทูนพะเจ้าอะนุวง พะเจ้าอะนุวงแต่งให้ตำหลวด 50 คนขึ้นมาสืบเบิ่ง ก็ถูกหุ้มยิงตำหลวดทั้ง 50 คนนั้นตายหมด

พะเจ้าอะนุวงได้ซงซาบคือแนวนั้นแล้ว จึ่งตรัสสั่งให้เจ้าสุดทิสาน เจ้าปาน เจ้าก่ำพ้า คุมทะหาน 3,000 คนขึ้นมาตีเอาคัวเมืองนะคอนราชะสีมา

พวกของพะยาปลัด และนางโม้ต่อสู้คืนอย่างแข็งแรง อันทำให้เจ้าสุดทิสานเข้าใจว่าต้องมีกองทับของพะยาเมืองนะคอนราชะสีมาขึ้นมาช่วย ก็เลยถอยทับคืนไปกาบทูนต่อพระราชะบิดา”

ดวงไช หลวงพะสี 1996, หน้า 26 – 27

ผู้เขียน (อ.วิริษา) คิดว่า นักเขียนลาวส่วนใหญ่มิได้ให้ความสำคัญกับการมีตัวตนของท้าวสุรนารีมากไปกว่าการบันทึกเหตุการณ์ที่สยามเผาและปล้นสะดมเมืองเวียงจัน อันเกิดจากการตอบโต้ของฝ่ายไทยภายหลังจากเจ้าอนุฯ พยายาม “กอบกู้อิสรภาพ” เหตการณ์ช่วงนี้ปรากฏในหนังสือประวัติศาสตร์ลาวแทบทุกเล่ม

ดวงไช หลวงพะสี เล่าถึงช่วงที่กองทัพไทยเข้ามาเผาทำลายเมืองเวียงจันไว้ถึง 3 ครั้ง ดังนี้

“…กมหมื่นนะเรดโยที และกมหมื่นเสนีบอริรัก สองแม่ทับใหย่ของไทได้พาทะหานข้ามน้ำของ(น้ำโขง-ผู้เขียน) มาเวียงจันด้วยความโกดแค้นสุดขีด ออกคำสั่งให้ทะหานเก็บกวาดเอาวัตถุสิ่งของที่มีค่าอยู่ในพระราชะวังและตามบ้านเมืองในเวียงจันให้หมด แล้วเผานะคอนเวีนงจันให้เหลือแต่เพียงขี้ถ่านไฟ ตัดกกไม้ที่กินหมากทิ้งให้หมด

จึ่งเฮ็ดให้นะคอนเวียงจันที่สวยงามมาแต่บูรานะกานหลายร้อยไป เหลือเพียงแต่ควันไฟพะยาบาดและกองขี้เถ้าเท่านั้น”

ดวงไชเขียนไว้ในเชิงอรรถว่า “ทะหานไทยทำลายม้างเพและจุดเผานะคอนเวียงจันเป็นเทื่อที่สอง (เทื่อที่หนึ่งในราชะกานพระเจ้าสิริบุนยาสาน) … ไทกลับมาจูดเผานะคอนเวียงจันตื่มอีก”

“เดือน 8 ลาว (เดือนกอละกด 1828) พระยาราชะสุพาวะดีรับพระราชะองกานจากพะเจ้าแผ่นดินไทยให้กับคืนมาจูดเผานะคอนเวียงจันตื่มอีกเพื่อให้สมใจแค้น และเพื่อบ่ให้เมืองเวียงจันหลงเหลือแม้แต่เสาเรือนชี้ฟ้าเพียงเสาเดียว…”

ดวงไช หลวงพะสี 1996, หน้า 37

สิ่งหนึ่งที่หลักฐานจากฝั่งลาวบอกเราได้คือ การยกย่องเจ้าอนุวงศ์เป็นวีรกษัตริย์เป็นเรื่องปกติธรรมดา (มาก ๆ) เพราะคนทุกชาติย่อมมีสิทธิที่จะรักวีรบุรุษของชาติตน และการเขียนประวัติศาสตร์ต่างปนเปไปด้วยความเชื่อหรือทัศนคติของผู้เขียนทั้งนั้น ทั้งนี้ อ.วิริษา สรุปความเห็นเรื่อง “ตัวตน” ของท้าวสุรนารีจากหลักฐานเหตุการณ์สู้รบที่ “ทุ่งสำริด” ว่า

“ไม่ว่าท้าวสุรนารีจะมีตัวตนในประวัติศาสตร์ลาวหรือไม่ มิได้ทำให้ความเป็น ‘วีรกษัตริย์’ ของเจ้าอนุวงศ์ลดลงไปแม้แต่น้อยในสายตาของคนลาว”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 3 พฤษภาคม 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การสู้รบที่ “ทุ่งสำริด” คราวสงครามเจ้าอนุวงศ์ หลักฐาน “ลาว” เล่าอย่างไร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...